ระบบเลือกตั้งผู้นำสุดแปลกทั่วโลก! แบ่งอำนาจตามนิกายศาสนา-เลือกผู้นำด้วยการเดินผ่านประตู-ระบบจงรักภักดี

6 ก.พ. 2569 - 10:44

  • เมื่อพูดถึงการเลือกตั้งของประเทศอื่น...ในหลายพื้นที่ของโลกในปัจจุบัน ระบบการเลือกตั้งของแต่ละประเทศย่อมมีระบบที่แตกต่างกันไปตามภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมและการเมืองที่หลากหลาย

  • SPACEBAR จะพาไปดูว่า ‘ประเทศไหนที่มีระบบการเลือกตั้งแปลกๆ บ้าง...?’

ระบบเลือกตั้งผู้นำสุดแปลกทั่วโลก! แบ่งอำนาจตามนิกายศาสนา-เลือกผู้นำด้วยการเดินผ่านประตู-ระบบจงรักภักดี

8 กุมภาพันธ์นี้กับการเลือกตั้งผู้นำประเทศอีกครั้งในรอบเกือบ 3 ปี นายกฯ ไทยคนที่ 33 จะเป็นใคร พรรคไหนจะเป็นเสียงข้างมากในสภา...อนาคตเมืองไทยอยู่ในมือของทุกคน เข้าคูหากากบาทเลือกคนที่ใช่ นโยบายที่ชอบ และพรรคที่ถูกใจ 

แต่เมื่อพูดถึงการเลือกตั้งของประเทศอื่นบ้างล่ะ...ในหลายพื้นที่ของโลกในปัจจุบัน แน่นอนว่าระบบการเลือกตั้งของแต่ละประเทศย่อมมีโครงสร้างและระบบที่แตกต่างกันไปตามภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมและการเมืองที่หลากหลาย SPACEBAR จะพาไปดูว่า ‘ประเทศไหนที่มีระบบการเลือกตั้งแปลกๆ บ้าง...?’ 

ระบบเลือกตั้งแบบ ‘แบ่งอำนาจทางการเมืองตามนิกายศาสนา’ ในเลบานอน 

(Photo by : Shutterstock / PX Media)
(Photo by : Shutterstock / PX Media)

นับตั้งแต่การก่อตั้งประเทศเลบานอนภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสในปี 1920 และสาธารณรัฐเลบานอนหลังปี 1943 ประเทศนี้ก็ถูกปกครองด้วย ‘ระบบการเลือกตั้งตามศาสนา’ ซึ่งออกแบบมาเพื่อแบ่งอำนาจระหว่างชาวคริสต์นิกายมารอนิตและชาวมุสลิม 

ระบบนี้ถูกกำหนดขึ้นภายใต้แนวคิดแบบตะวันออกนิยม (orientalist gaze) จากการปกครองแบบอาณานิคมของฝรั่งเศสในช่วงทศวรรษ 1920-1930 โดยมีเจตนาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของฝรั่งเศสด้วยการสนับสนุนพันธมิตรคริสเตียนมารอนิตของตัวเองมากกว่าประชากรชาวมุสลิมส่วนใหญ่ในภูมิภาค ซึ่งแม้จะไม่ยุติธรรมแต่ระบบนี้ก็ยังใช้มาจนถึงปัจจุบัน 

ถึงแม้ว่าพลเมืองเลบานอนทุกคนจะมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง แต่ที่นั่งในรัฐสภาและตำแหน่งในรัฐบาลนั้นถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญตามการนับถือศาสนา ซึ่งหลักการของระบบแบ่งอำนาจนี้ก็คือ ‘การรักษาสมดุล ส่งเสริมความร่วมมือและความมั่นคง’

  • นายกฯ ต้องเป็น ‘มุสลิมนิกายซุนนี’
  • ประธานาธิบดีต้องเป็น ‘คริสต์นิกายมารอนิต’
  • ประธานสภาต้องเป็น ‘มุสลิมนิกายชีอะห์’ 

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ระบบแบ่งตามนิกายนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางการเมือง การหยุดชะงักของสภา การทุจริต และทำให้ความแตกแยกทางนิกายศาสนารุนแรงขึ้น แทนที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาเหล่านั้น  

ระบบเลือกตั้งฝรั่งเศส : ประชาชนเลือกได้ 2 รอบ 

(Photo by Michel Spingler / POOL / AFP)
(Photo by Michel Spingler / POOL / AFP)

นับตั้งแต่ปี 1965 ฝรั่งเศสใช้ ‘ระบบการเลือกตั้ง 2 รอบ’ เพื่อเลือกประธานาธิบดีด้วยการลงคะแนนเสียงทั่วไป ซึ่งการเลือกตั้งจะจัดขึ้นประมาณทุก 5 ปีในวันอาทิตย์ 

ในการลงคะแนนเสียงรอบแรก หากผู้สมัครจากพรรคต่าง ๆ ที่ลงแข่งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใดได้คะแนนเกิน 50% จะชนะเลือกตั้งทันทีโดยไม่ต้องมีการลงคะแนนเสียงรอบสอง 

อย่างไรก็ตาม หากไม่มีผู้สมัครคนใดได้รับคะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาด ผู้สมัคร 2 คนแรกที่ได้คะแนนสูงสุดก็จะเข้าสู่รอบที่สอง ซึ่งจะจัดการเลือกตั้งขึ้นในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา ในรอบนี้ ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดจะเป็นผู้ชนะและได้รับการเลือกตั้งเป็น ‘ประธานาธิบดี’ 

สำหรับนักการเมืองที่มีอำนาจมากที่สุดในฝรั่งเศส ได้แก่ : 

  • ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐ ในฐานะประมุขแห่งรัฐ 
  • ผู้บัญชาการทหารสูงสุด 
  • เจ้าชายร่วมแห่งอันดอร์ราโดยตำแหน่ง 

ระบบเลือกตั้งที่เน้นความจงรักภักดี > ประชาธิปไตย 

(Photo by AFP)
(Photo by AFP)

เกาหลีเหนือถูกปกครองแบบเผด็จการโดยตระกูลคิมตระกูลเดียวมาตั้งแต่ปี 1948 มาจนถึงตอนนี้ก็ 78 ปีแล้ว และเป็นที่เลื่องลือว่าประชาชนแทบจะไม่มีสิทธิ์มีเสียงในประเทศเลยด้วยซ้ำ แม้แต่สื่อก็ไม่มีเสรีภาพ จึงไม่น่าแปลกใจเลยหากว่าเกาหลีเหนือยังคงอยู่ใต้การปกครองของตระกูลคิม 

แต่ถึงกระนั้น ประเทศแห่งนี้ก็มีการเลือกตั้งนะ!!! แต่เป็นระบบเลือกตั้งแบบ ‘North Korea’s Single-Candidate Ballot’ ซึ่งก็คือ ระบบการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่มีผู้สมัครเพียงคนเดียวในแต่ละเขตเลือกตั้ง โดยที่ผู้สมัครคนดังกล่าวจะถูกคัดเลือกโดยพรรคแรงงานเกาหลี (WPK) มาก่อนแล้ว ส่วนประชาชนนั้นทำได้เพียงลงคะแนน ‘เห็นชอบ’ หรือ ‘ไม่เห็นชอบ’ และส่วนใหญ่ก็มักจะลงคะแนนเห็นชอบเกือบ 100%   

สำหรับการลงคะแนนจะเป็นแบบ ‘One-man, one-vote’ (หนึ่งคน หนึ่งเสียง) มี 2 ทางเลือกคือ การลงคะแนนโดยเลือกชื่อผู้สมัครที่พรรคอนุมัติ หรือขีดฆ่าชื่อผู้สมัครต่อหน้าเจ้าหน้าที่เลือกตั้งด้วยปากกาแดงข้างกล่องลงคะแนน 

อย่างไรก็ดี การทำบัตรเสียจะถือว่าเป็น ‘การทรยศชาติ’ และผู้ที่กระทำเช่นนั้นจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก หรือเผชิญกับผลที่ตามมาอย่างร้ายแรง 

หากสภาเยอรมนียังเลือกผู้นำไม่ได้ก็จะ ‘เดินผ่านประต 3 บาน’

(Photo by : TOBIAS SCHWARZ / AFP)
(Photo by : TOBIAS SCHWARZ / AFP)

การเลือกตั้งในเยอรมนีนั้นมีวิธีการโหวตสุดแปลกอยู่วิธีหนึ่งในรัฐสภาบุนเดิสทาค (Bundestag) ในกรณีที่การลงคะแนนเสียงไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าฝ่ายใดมีเสียงข้างมาก สมาชิกทุกคนจะต้องออกจากห้องประชุม จากนั้นจะกลับเข้ามาในห้องประชุมอีกครั้งด้วยการเดินผ่านประตู 3 บาน 

บานหนึ่งสำหรับ ‘เห็นด้วย’ บานหนึ่งสำหรับ ‘ไม่เห็นด้วย’ และอีกบานหนึ่งสำหรับ ‘งดออกเสียง’ ซึ่งในระหว่างที่พวกเขาเดินกลับเข้ามาในสภา จะมีเจ้าหน้าที่คอยนับจำนวนสมาชิกที่เดินผ่านแต่ละประตูและแจ้งผลรวมให้ประธานสภาทราบ  

ประชาชน ‘ไม่ได้เลือก’ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยตรง 

(Photo by Jim WATSON / AFP)
(Photo by Jim WATSON / AFP)

รู้หรือไม่ว่าประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากคะแนนเสียงของประชาชนทั่วประเทศ แต่พวกเขากำลังลงคะแนนให้กับ ‘คณะผู้เลือกตั้ง’ (group of electors) ที่ได้รับการแต่งตั้งจากพรรคการเมืองที่พวกเขาสนับสนุน 

หลังจากเลือกตั้งทั่วไปแล้ว คณะผู้เลือกตั้งจากแต่ละรัฐจะลงคะแนนเสียงอย่างเป็นทางการเพื่อเลือกประธานาธิบดี จากนั้น คณะผู้เลือกตั้ง (ส.ว. + ส.ส.) จะนับคะแนนต่อหน้าสาธารณะ ซึ่งแคนดิเดตประธานาธิบดีจะต้องได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่ 270 จาก 538 เสียงจากคณะผู้เลือกตั้งจึงจะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี 

แง่มุมที่แปลกที่สุดของระบบนี้คือ ‘แม้ผู้สมัครจะแพ้คะแนนนิยมของประชาชน แต่ยังคงชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีได้ผ่านทางคณะผู้เลือกตั้ง’ โดยในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาพบว่า ทั้งจอร์จ ดับเบิลยู. บุช (เลือกตั้งปี 2000) และโดนัลด์ ทรัมป์ (เลือกตั้งปี 2016) ต่างก็ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคณะผู้เลือกตั้งสามารถสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างจากคะแนนเสียงของประชาชนทั่วประเทศได้ 

(Photo by Michael Ciaglo / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์