สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ให้พันธมิตรในตะวันออกกลาง สูงกว่าตัวเลขที่เปิดเผยสัปดาห์ก่อนกว่า 3 เท่า

8 พ.ค. 2569 - 15:04

  • มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ อนุมัติการขายขีปนาวุธสกัดกั้นทางอากาศและอาวุธอื่นๆ ให้พันธมิตรในตะวันออกกลาง มูลค่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • จำนวนดังกล่าวมากกว่าจำนวนเงินที่เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วถึง 3 เท่า ซึ่งมีการอนุมัติขายอาวุธมูลค่า 8.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แบบเร่งด่วน

  • แต่ดีลการขายอาวุธที่อาจเกิดขึ้น และความล่าช้าในการผลิตอาวุธของสหรัฐฯ ทำให้เกิดคำถามว่า “พันธมิตรเหล่านั้นจะได้รับอาวุธเร็วแค่ไหน”

สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ให้พันธมิตรในตะวันออกกลาง    สูงกว่าตัวเลขที่เปิดเผยสัปดาห์ก่อนกว่า 3 เท่า

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ อนุมัติการขายขีปนาวุธสกัดกั้นทางอากาศและอาวุธอื่นๆ ที่มีมูลค่าสูงหลายร้อยลูกให้แก่พันธมิตรในตะวันออกกลาง มูลค่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.1 แสนล้านบาท) ซึ่งมากกว่าจำนวนเงินที่เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วถึง 3 เท่า 

“รูบิโออนุมัติการขายฉุกเฉินเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ให้แก่บาห์เรน อิสราเอล คูเวต กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์” 

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุ

เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศว่าได้อนุมัติการขายอาวุธมูลค่า 8.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.77 แสนล้านบาท) แบบเร่งด่วนแต่ครั้งนั้นไม่ได้มีการกล่าวถึงบาห์เรน อย่างไรก็ดี ความแตกต่างระหว่างตัวเลขทั้งสองเกิดจากข้อกำหนดทางกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลถือว่าข้อตกลงเหล่านี้เป็นการเปลี่ยนแปลงจากการอนุมัติก่อนหน้านี้มากกว่าการขายใหม่ ส่วนตัวเลขที่มากกว่านั้นจะถูกบันทึกไว้ในสภาคองเกรส เมื่อสภาคองเกรสกลับมาประชุมในสัปดาห์หน้า  

ยอดรวมดังกล่าวแสดงถึงความมุ่งมั่นของฝ่ายบริหารของทรัมป์ที่มีต่อพันธมิตรที่ต้องเผชิญกับการโจมตีจากอิหร่าน นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากสงครามกับอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ในขณะเดียวกัน ดีลการขายอาวุธที่อาจเกิดขึ้น และความล่าช้าในการผลิตอาวุธของสหรัฐฯ ทำให้เกิดคำถามว่า “พันธมิตรเหล่านั้นจะได้รับอาวุธเร็วแค่ไหน”  

การตัดสินใจของรูบิโอเกี่ยวกับการขายอาวุธนั้นเป็น ‘ภาวะฉุกเฉินทางความมั่นคง’ ทำให้ไม่ต้องรอให้สภาคองเกรสพิจารณาแบบปกติ คือ 15 วันสำหรับอิสราเอล และ 30 วันสำหรับประเทศอื่นๆ แต่ถึงแม้จะมีการตีตราเป็นภาวะฉุกเฉินก็ตาม ก็ไม่มีการรับรองว่า ประเทศต่างๆ เหล่านี้จะได้รับอาวุธในเร็วๆ นี้ 

กลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียตั้งเป้าที่จะซื้อขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีมูลค่าสูง 2 รุ่น ได้แก่ ขีปนาวุธแพทริออตรุ่นปรับปรุงประสิทธิภาพ (Patriot Guidance Enhanced Missile-T / GEM‑T) และขีปนาวุธพทริออตรุ่นอัปเกรดล่าสุด (Patriot Advanced Capability-3 Missile Segment Enhancement / PAC‑3 MSE) 

ปริมาณที่ประเทศต่างๆ ต้องการนั้นเทียบกับ ‘การผลิตขีปนาวุธสกัดกั้น’ หลายปี ขณะที่คลังสำรองของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมากท่ามกลางการตอบโต้ของอิหร่านในตะวันออกกลางที่รุนแรงกว่าที่คาดไว้ โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพียงประเทศเดียวกล่าวว่า “ระบบป้องกันภัยทางอากาศของตนสกัดกั้นโดรนของอิหร่านไปแล้วกว่า 2,200 ลำนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับขีปนาวุธอีกหลายร้อยลูก”   

ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกได้ว่า :  

  • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อาจได้รับขีปนาวุธสกัดกั้น PAC-3 MSE เพียง 600 ลูก 
  • คูเวตจะได้รับ 500 ลูก 
  • กาตาร์จะได้รับ 300 ลูก 
  • บาห์เรนจะได้รับ 50 ลูก 

ขณะที่บริษัทล็อกฮีดมาร์ตินตั้งเป้าที่จะผลิตขีปนาวุธสกัดกั้น PAC-3 MSE จำนวน 650 ลูกในปี 2026 และส่วนใหญ่ก็ถูกจองไปแล้ว 

ส่วนยอดขาย GEM‑T ทั้งหมด อาจอยู่ที่ 150 ลูกสำหรับบาห์เรน, 500 ลูกสำหรับคูเวต, 200 ลูกสำหรับกาตาร์ และ 150 ลูกสำหรับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมแล้วมากกว่า 3 เท่าของเป้าหมายการผลิตต่อปีของบริษัท RTX Corp. ที่ตั้งไว้ที่ 300 ลูก แต่ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นเพียง ‘ข้อตกลงสูงสุดที่เป็นไปได้’ ไม่ใช่ยอดสั่งซื้อที่ตกลงแล้วแน่นอน 

(Photo by Handout / DoD / AFP)

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์