อิหร่านประท้วงทั่วประเทศครั้งใหญ่ และลามไปถึงการประท้วงในต่างประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นวันที่ 12 ติดต่อกันแล้วที่เกิดความไม่สงบ อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ ซึ่งมีต้นเหตุมาจากความโกรธแค้นต่อการล่มสลายของค่าเงินอิหร่าน และได้ลุกลามไปยังเมืองและหมู่บ้านมากกว่า 100 แห่งทั่วทั้ง 31 จังหวัดของอิหร่าน
ค่าครองชีพในแต่ละวันของชาวอิหร่านสูงขึ้นจนเกินเอื้อม ราคาอาหารโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่า 70% ตั้งแต่ปีที่แล้ว และยาเพิ่มขึ้นประมาณ 50% ในช่วงเวลาเดียวกัน
มีรายงานว่า รัฐบาลได้ตัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและสายโทรศัพท์ในวันพฤหัสบดี (8 ม.ค.) ที่ผ่านมา ขณะที่ NetBlocks หน่วยงานเฝ้าระวังด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ระบุว่า “เกิดไฟฟ้าดับในเมืองเคอร์มานชาห์ทางตะวันตกของประเทศเมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดี (8 ม.ค.) ที่ผ่านมา เนื่องจากทางการได้เพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามผู้ประท้วง”
ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนอิหร่าน (IHR) ซึ่งตั้งอยู่ในนอร์เวย์ ระบุว่า “กองกำลังรักษาความปลอดภัยของอิหร่านได้สังหารผู้ประท้วงไปแล้วอย่างน้อย 45 รายรวมถึงเด็ก 8 รายนับตั้งแต่การประท้วงเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนธันวาคม”
การประท้วงครั้งนี้เป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 3 ปี และถึงแม้จะยังไม่ใหญ่เท่ากับการประท้วงเพื่อ ‘สตรี ชีวิต เสรีภาพ’ ในปี 2022 แต่ก็สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้นำทางการเมืองและความมั่นคงของอิหร่าน
รัฐบาลอิหร่านยังเผชิญกับภัยคุกคามจากต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่ว่าจะเข้าแทรกแซงการประท้วงหากอิหร่านสังหารผู้ประท้วง นอกจากนี้ ทรัมป์ยังย้ำคำขู่ในวันพฤหัสบดี (8 ม.ค.) ที่ผ่านมาว่า “จะใช้มาตรการรุนแรงต่ออิหร่านหากทางการอิหร่านสังหารผู้ประท้วง” พร้อมเตือนว่า “สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอย่างหนัก”
เมื่อวันพฤหัสบดี (8 ม.ค.) ที่ผ่านมา มาซูด เปเซชเกียน ประธานาธิบดีอิหร่าน เรียกร้องให้ทางการยับยั้งชั่งใจในการจัดการกับการประท้วงว่า “ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่รุนแรง หรือการบีบบังคับใดๆ”พร้อมทั้งเรียกร้องให้ “เจ้าหน้าที่ใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างที่สุด รวมถึงการเจรจา การมีส่วนร่วม และการรับฟังข้อเรียกร้องของประชาชน”
(Photo by : BLANCA CRUZ / AFP)



