ตำรวจสิงคโปร์เตรียมติวเข้มให้ครูและนักสังคมสงเคราะห์ รู้วิธีสังเกตเด็กที่มีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะเข้าแก๊งอันธพาล เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนไปก่อคดี พร้อมเปิดโครงการช่วยดึงเด็กที่หลงผิดให้ออกจากแก๊งอย่างปลอดภัย
เอ็ดวิน ตง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกฎหมายสิงคโปร์ ได้ประกาศมาตรการนี้เมื่อวันพุธที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา ในงานประชุมช่วยเหลือผู้เคยกระทำความผิด (CARE Network Summit 2026) “การให้ตำรวจมาช่วยฝึกอบรมครูในครั้งนี้ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่และโรงเรียนสามารถประสานงานกันได้อย่างใกล้ชิด เพื่อเข้าไปช่วยเหลือและแก้ปัญหาเด็กกลุ่มเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้นเหตุ ก่อนที่เด็กจะถลำลึก” เอ็ดวิน ตง กล่าว
ภายใต้โครงการถอนตัวจากแก๊งอันธพาล (Gang Renunciation Programme) ที่จัดขึ้นในสถานพินิจเยาวชนชายสิงคโปร์ (Singapore Boys' Home) เยาวชนที่ต้องการเลิกยุ่งเกี่ยวกับแก๊งจะได้รับการสนับสนุนให้ตัดขาดจากวงจรเดิมอย่างเด็ดขาดและเริ่มสร้างชีวิตใหม่ นอกจากนี้ เด็กกลุ่มนี้ยังจะได้รับคำแนะนำและการดูแลอย่างใกล้ชิดจาก ‘รุ่นพี่ที่เคยหลงผิดแต่กลับตัวได้สำเร็จ’
เอ็ดวิน ตง กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “คำแนะนำที่มีพลังและโน้มน้าวใจเด็กได้ดีที่สุด มักมาจากคนที่เคยเดินบนเส้นทางสายดาร์กนั้นมาก่อน แต่สุดท้ายเลือกที่จะเดินหน้าสู่ทางสว่างที่ดีกว่า...แม้ว่าในตอนนี้ สถานการณ์แก๊งอันธพาลเยาวชนจะยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม แต่การเข้าไปช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ ก็ยังเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะการเข้าแก๊งนั้นมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการก่ออาชญากรรมที่เพิ่มขึ้น”
ผลการวิจัยในต่างประเทศชี้ชัดว่า
“เยาวชนมีโอกาสถูกแก๊งอันธพาลชักจูงได้ง่ายกว่าวัยอื่น เนื่องจากพวกเขากำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นที่ต้องค้นหาตัวตนและมีพัฒนาการทางอารมณ์ที่อ่อนไหว ทำให้ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากกลุ่มเพื่อนได้ง่าย”
เอ็ดวิน ตง ยังได้เน้นย้ำถึงผลกระทบในวงกว้างของการก่อคดีและการติดคุกที่มีต่อครอบครัวและสังคม รวมถึงความเสี่ยงที่พฤติกรรมการก่ออาชญากรรมจะสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น
ผลการศึกษาโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัว (MSF) ร่วมกับสภาบริการสังคมแห่งชาติ พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า “เด็กที่มีพ่อแม่เคยติดคุก มีโอกาสที่จะก่อคดีทำผิดกฎหมายสูงกว่าเด็กทั่วไปที่พ่อแม่ไม่เคยทำความผิดถึง 3.9 เท่า”
ขณะที่ผลการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งของกรมราชทัณฑ์สิงคโปร์ (SPS) ยังพบว่า “เด็กที่มีพ่อแม่พัวพันกับยาเสพติด มีอัตราส่วนถึง 1 ใน 5 คนที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางการก่ออาชญากรรมในเวลาต่อมา”
“ความเชื่อมโยงนี้ชัดเจนมาก และเราจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายวงจรอุบาทว์ที่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่นนี้ให้ได้...ยิ่งเราเริ่มลงมือทำเรื่องนี้ได้เร็วเท่าไหร่ และยิ่งเราเข้าไปแก้ปัญหาได้ลึกถึงต้นเหตุมากเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะประสบความสำเร็จในการช่วยเด็กๆ ก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้นครับ”
— เอ็ดวิน ตง กล่าว
(Photo by ROSLAN RAHMAN / AFP)





