ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงาน-น้ำมันแพง ต้องออกมาตรการประหยัดเชื้อเพลิงและเร่งจัดหาแหล่งน้ำมันกันให้วุ่น...แต่ไม่ใช่กับ 3 ประเทศนี้...นั่นก็คือ อาร์เจนตินา บรูไน และกาบอง ที่ดูเหมือนจะไม่ใช่ 3 ประเทศที่มีอะไรเหมือนกันมากนัก แต่พวกเขาคือ ‘กลุ่มผู้ผลิตพลังงานกลุ่มเล็กๆ’ ที่นักวิเคราะห์มองว่า ‘เป็นผู้ชนะ’ จากสงครามอิหร่าน
ที่ผ่านมา ความสนใจในความขัดแย้งของอิหร่านส่วนใหญ่จะพุ่งไปที่ต้นทุนที่คนทั้งโลกต้องแบกรับเพิ่มขึ้น จากราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ทว่าสงครามไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เรื่องค่าน้ำมันรถที่แพงขึ้นเท่านั้น แต่มันกำลังลามไปกระทบทุกภาคส่วนในชีวิตประจำวัน จนทำให้คนทั้งโลกเดือดร้อนกันหมดจากภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้น ห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงัก รวมถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการขาดแคลนน้ำมันสำเร็จรูป ปุ๋ย และวัตถุดิบในการแปรรูปสินแร่โลหะ นั่นหมายความว่า ในท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าประเทศไหนในโลกก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องร่วมชดใช้ราคาอันแสนแพงจากวิกฤตครั้งนี้
แต่มีไม่กี่ประเทศหรอกที่ราคาน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์กลั่น และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่สูงขึ้น กำลังสร้างผลประโยชน์มหาศาล ซึ่งจนถึงตอนนี้ ผลประโยชน์เหล่านั้นมีมูลค่ามากกว่าต้นทุนจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น
‘บรูไน’ ดินแดนจากอาเซียนที่รอดผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

บรูไน รัฐสุลต่านบนเกาะบอร์เนียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีประชากรไม่ถึง 500,000 คน ถือเป็นตัวอย่างที่ดี โดยประเทศแห่งนี้ได้เพิ่มการส่งออกน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป และก๊าซ LNG นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เพื่อทำกำไรจากราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นในเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการปิดช่องแคบ
“การส่งออกน้ำมันดิบของบรูไนในเดือนเมษายนอยู่ที่ 2.74 ล้านบาร์เรล ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 3 เดือน และเพิ่มขึ้นถึง 51% จากจำนวน 1.81 ล้านบาร์เรลในเดือนเมษายน 2025”
— ข้อมูลจาก Kpler บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลสินค้าโภคภัณฑ์ ระบุ
Kpler ประเมินว่า “ยอดส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปของบรูไนในเดือนพฤษภาคมจะพุ่งสูงถึง 4.16 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นสถิติสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว โดยมีจุดหมายปลายทางหลักคือ ‘ประเทศออสเตรเลีย’ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดีเซลรายใหญ่ที่สุดของโลก”
สำหรับการส่งออกก๊าซ LNG ของบรูไนในเดือนพฤษภาคม คาดว่าจะอยู่ที่ 330,000 ตัน แม้ว่าจะลดลงจาก 370,000 ตันในเดือนเมษายน แต่ตัวเลขนี้ก็ยังคงสูงกว่ายอดส่งออก 280,000 ตันในเดือนพฤษภาคมของปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ บรูไนไม่ได้แค่ขายได้ปริมาณเยอะขึ้นเท่านั้น แต่สินค้าที่ขาย ยังได้ราคาแพงขึ้นมากๆ อีกด้วย โดยเฉพาะพวกน้ำมันสำเร็จรูป
บรรดาประเทศผู้ผลิตน้ำมันใน ‘ทวีปแอฟริกา-ลาตินอเมริกา’ ก็กำลังได้รับประโยชน์อย่างมากเช่นกัน

มีการคาดการณ์ว่าแองโกลาจะส่งออกน้ำมันดิบในเดือนพฤษภาคมนี้เพิ่มขึ้นเป็น 31.86 ล้านบาร์เรล จากเดิม 29.12 ล้านบาร์เรลในเดือนเมษายน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังคงต่ำกว่ายอดส่งออก 37.56 ล้านบาร์เรลในเดือนพฤษภาคมของปีก่อน ซึ่งเคยเป็นสถิติที่สูงที่สุดในรอบปี นอกจากนี้ แองโกลายังคาดว่าจะส่งออกก๊าซ LNG ได้อีก 420,000 ตันในเดือนพฤษภาคม ซึ่งถือเป็นการรักษาเสถียรภาพยอดส่งออกของ LNG ได้อย่างต่อเนื่อง
ทางด้านกาบอง คาดการณ์ว่าการส่งออกน้ำมันดิบจะสูงถึง 7.28 ล้านบาร์เรลในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นยอดที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน โดยกลุ่มผู้ซื้อรายใหญ่ได้เปลี่ยนทิศทางมาทางฝั่งเอเชียอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา
ขณะเดียวกัน บรรดาประเทศผู้ส่งออกในลาตินอเมริกาก็กำลังกอบโกยรายได้เช่นกัน โดยยอดส่งออกน้ำมันดิบของอาร์เจนตินาพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9.89 ล้านบาร์เรลในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับปริมาณในเดือนกุมภาพันธ์
เดิมที อาร์เจนตินาส่งออกน้ำมันดิบไปยังเอเชียเพียง 700,000 บาร์เรลเท่านั้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 แต่ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (ตั้งแต่มีนาคมถึงพฤษภาคม) ยอดส่งออกกลับพุ่งสูงถึง 7.21 ล้านบาร์เรล
นอกจากนี้ยังมีประเทศผู้ชนะรายอื่นๆ ในศึกครั้งนี้ ได้แก่ :
- กายอานา
- ไนจีเรีย
- แอลจีเรีย
อย่างไรก็ดี จุดร่วมที่ทำให้ประเทศเหล่านี้ได้เปรียบคือ พวกเขาไม่ได้ส่งออกแค่น้ำมันดิบเท่านั้น แต่ยังมีโรงกลั่นที่ผลิตน้ำมันสำเร็จรูปไว้ใช้เองได้อย่างเพียงพอจนเหลือส่งออก และบางประเทศยังมีโบนัสก้อนโตจากการขายก๊าซ LNG อีกด้วย นอกเหนือจากนี้ หลายประเทศยังมีภาคการเกษตรที่แข็งแกร่ง ทำให้พวกเขามีเกราะป้องกันตัวจากปัญหาราคาอาหารแพงในตลาดโลก ที่เป็นผลมาจากต้นทุนค่าปุ๋ยและค่าน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงขึ้น
(Photo by SEPAH NEWS / AFP)





