ปี 1997 ประเทศไทยลดค่าเงินบาท ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย
เงินกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจอีกหลายประการช่วยให้ประเทศไทยหาทางออกจากภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจได้
วันนี้ผ่านมาเกือบ 30 ปีแล้ว ประเทศไทยกำลังทำหน้าที่เจ้าภาพการประชุมไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์ในกรุงเทพฯ และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย กำลังมุ่งมั่นที่จะนำพาเศรษฐกิจฝ่าฟันความท้าทายครั้งใหม่ นั่นคือการหาทางออกจากภาวะการเติบโตที่ซบเซามาอย่างยาวนาน
เอกนิติให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Reuters ว่า “หลังวิกฤติการเงิน สัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของเราลดลงเหลือราว 22-23% ในปัจจุบัน ซึ่งนั่นคือสาเหตุที่ทำให้แรงส่งในการเติบโตทางเศรษฐกิจของเราเป็นไปอย่างเชื่องช้า”
“หลังจากผมเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมกำหนดให้การผลักดันนโยบายสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยอาศัยการลงทุนเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก เป็นภารกิจสำคัญอันดับแรก”
— เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย
ก่อนการประชุมไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์ที่กรุงเทพฯ คริสตาลินา จอร์จิวา ผู้อำนวยการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศเตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง หนี้สาธารณะที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และความเสี่ยงที่มาพร้อมกับกระแสการลงทุนใน AI ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อประเทศไทยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของประเทศกำลังขยับเข้าใกล้เพดานที่กำหนดไว้ที่ระดับ 70%
รับมือได้ดีกว่า
ไทยซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียงปีละ 2.34% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคที่สามารถฟื้นตัวจากการระบาดใหญ่ได้รวดเร็วกว่า
เมื่อเดือนที่แล้ว เอกนิตินำเสนอแผนงานเพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตแตะระดับ 3% ภายในเวลา 3 ปี โดยมุ่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมสำคัญต่างๆ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า
ในฐานะประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานสุทธิ ไทยกำลังลงทุนในพลังงานหมุนเวียนควบคู่ไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ทรัพยากรสูง
อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทยมีมุมมองที่ระมัดระวังกว่า โดยประเมินอัตราการเติบโตตามศักยภาพของเศรษฐกิจไว้ที่ 2.7% ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า เป็นระดับที่อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 ปีจึงจะไปถึงจุดนั้นได้
แม้จะเผชิญกับปัจจัยลบต่างๆ อาทิ ปัญหาหนี้ครัวเรือนเรื้อรัง จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง และข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ แต่เศรษฐกิจไทยก็ยังแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสภาวะเศรษฐกิจในช่วงปี 1997
“เศรษฐกิจไทยยืนหยัดได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ท่ามกลางภาวะวิกฤตด้านพลังงานทั่วโลก แรงกดดันจากภาวะเงินฝืดได้บรรเทาลง และความสามารถในการคาดการณ์ทิศทางนโยบายก็ปรับตัวดีขึ้นหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026”
— ฟิทช์ เรตติงส์ระบุเมื่อเดือนที่แล้ว
ฟิทช์ เรตติงส์ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจากระดับ “ลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ”
ความเป็นเจ้าของทางการเมือง
อนุพ ซิงห์ ที่เคยนำคณะทำงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศเข้ามาดูแลภารกิจในประเทศไทยช่วงวิกฤตปี 1997 เผยว่า ในช่วงวิกฤตการณ์ปี 1997 ที่ตลาดหุ้นและค่าเงินในเอเชียต่างดิ่งลงอย่างหนัก การกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ ชวน หลีกภัย คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยพลิกสถานการณ์ให้ดีขึ้น
“ทันทีที่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น ก็เริ่มมีความเป็นเจ้าของทางการเมือง การยอมรับในระดับการเมือง และการปฏิรูปต่างๆ ตามมา” ซิงห์ ซึ่งปัจจุบันเกษียณอายุแล้ว กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Reuters “สิ่งที่ IMF พยายามทำก็คือ การทำความเข้าใจปัญหาและเสนอแนะแนวทางปฏิบัติแก่รัฐบาล แต่ท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลนั่นเองที่จะต้องเป็นผู้ลงมือทำ ดังนั้น ความเป็นเจ้าของทางการเมืองจึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”
Reuters ระบุว่า ในช่วงหลายสิบปีนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ประเทศไทยเคยเผชิญกับการถอดถอนนายกรัฐมนตรีโดยศาลหรือรัฐประหาร รวมถึงการประท้วงบนท้องถนนที่รุนแรงจนมีผู้เสียชีวิต แต่ด้วยการเลือกตั้งใหม่ของ อนุทิน ชาญวีรกุล ในเดือนกุมภาพันธ์ ประเทศไทยจึงเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความสงบทางการเมือง ซึ่งช่วยบรรเทาความกดดันทางเศรษฐกิจได้บ้าง
จุดหมายปลายทางด้านการลงทุนที่เป็นกลาง
ในช่วงหลายสัปดาห์หลังจากชัยชนะที่เหนือความคาดหมาย บรรดานักวิเคราะห์ต่างชื่นชมการจัดตั้งรัฐบาลผสมจากหลายพรรคที่อนุทินสามารถรวบรวมขึ้นได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการที่เขาสนับสนุนกลุ่มนักเทคโนแครตอย่างเอกนิติ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังตั้งคำถามถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลชุดใหม่ในการยกเครื่องระบบเศรษฐกิจ
เมื่อถูกถามถึงการปฏิรูปโครงสร้างที่สำคัญที่สุดที่เขาพิจารณา เอกนิติเน้นย้ำอีกครั้งถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนและการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของระบบส่งไฟฟ้า การพัฒนาภาคส่วนต่างๆ เช่น เซมิคอนดักเตอร์และดาต้าเซ็นเตอร์ และการปรับปรุงบุคลากรที่มีความสามารถสำหรับอุตสาหกรรมไฮเทค
ในขณะที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความตึงเครียดทางการค้าทวีความรุนแรงขึ้น เอกนิติยังส่งเสริมประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการลงทุนที่เป็นกลางและปลอดภัย ซึ่งเป็นข้อเสนอที่เขาวางแผนจะนำเสนอในการประชุม IMF-World Bank
“จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก เรามีโลกที่แตกแยก เราต้องการบางประเทศที่จะเชื่อมโยงเศรษฐกิจที่แตกแยกเหล่านี้เข้าด้วยกัน และประเทศไทยสามารถเป็นตวเชื่อมที่น่าเชื่อถือได้” เอกนิติกล่าว
Photo by ANTHONY WALLACE / AFP





