“‘NATO’ อาจล่มสลายในยุคของรัฐบาลทรัมป์”
คำกล่าวที่นักวิเคราะห์หลายคนต่างคาดการณ์ว่า “ความมั่นคงในกลุ่มพันธมิตรนานกว่า 76 ปีนั้นกำลัง ‘มีความเสี่ยงสูง’ ที่จะแตกแยก” จากความต้องการครอบครองกรีนแลนด์ของทรัมป์ ซึ่งชาติพันธมิตรยุโรปส่วนใหญ่ ‘ไม่เห็นด้วย’
จากผลการศึกษาล่าสุดของสภาความสัมพันธ์ต่างประเทศแห่งยุโรป (ECFR) เผยให้เห็นว่า :
- มีเพียง 16% ของชาวยุโรปเท่านั้นที่มอง “สหรัฐฯ เป็นพันธมิตร”
- แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ 1 ใน 5 ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า “สหรัฐฯ เป็นศัตรู หรือคู่แข่ง”
อนาคตของ ‘NATO’ ในยุคของทรัมป์...

อนาคตของ NATO จะเป็นอย่างไรในโลกยุคทรัมป์...ที่ยุโรปสูญเสียบทบาทสำคัญให้กับสหรัฐฯ? และการตั้งคำถามที่ตามมาว่า ‘การเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ นั้นอันตรายกว่าการเป็นศัตรูของสหรัฐฯ เสียอีก?’
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ทรัมป์ไม่ได้แค่เปลี่ยนตำแหน่งของยุโรปบนแผนที่โลกของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังใช้แผนที่ใหม่ที่สหรัฐฯ ใช้มองโลกด้วย เขาไม่ได้มองระบบพันธมิตรของสหรัฐฯ ว่าเป็นสินทรัพย์ แต่กลับมองว่าเป็นภาระ ในขณะที่บางคนอิจฉาสหรัฐฯ ที่มีพันธมิตรมากมาย แต่ทรัมป์กลับอิจฉาจีนที่ไม่มีข้อจำกัดจากพันธมิตรมาคอยผูกมัด
คำถามก็คือ ‘NATO จะมีบทบาทอย่างไรเมื่อสหรัฐฯ ไม่ได้มองสหภาพยุโรปเป็นโครงการของสหรัฐฯ อีกต่อไป แต่ยังคงต้องการรักษาอิทธิพลในทวีปยุโรปเอาไว้?’
“ผมคิดว่า NATO จะยังคงอยู่ แต่ยุโรปจะไม่พึ่งพา NATO...ผมไม่คิดว่า NATO จะถูกยุบอย่างเป็นทางการ แต่แน่นอนว่า NATO กำลังอ่อนแอลงมากแล้ว ตอนนี้เราเห็นว่าเดนมาร์กกำลังถูกโจมตี และเราเห็นแล้วว่าการรับประกันความมั่นคงของเราไม่ได้มาจาก NATO แต่มาจากมิตรประเทศของเราในยุโรป”
— ราสมุส จาร์ลอฟ สมาชิกรัฐสภาเดนมาร์กจากพรรคประชาชนอนุรักษนิยม กล่าว
สำหรับชาวยุโรป เดิมพันนั้นแตกต่างออกไป แต่ก็มีความเร่งด่วนไม่แพ้กัน พวกเขามองว่า NATO มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรับมือกับการโจมตีของทรัมป์ และต่อการสร้างขีดความสามารถในการป้องกันตัวเองในโลกที่ไร้ระเบียบมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการรับประกันความมั่นคงจากสหรัฐฯ ไม่สามารถพึ่งพาได้อีกต่อไป
ทรัมป์อาจคิดว่าหากไม่มี NATO ก็ไม่มีเหตุผลที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียจะไม่กลายเป็นมิตรที่ดีที่สุดของสหรัฐฯ ในขณะที่ชาวยุโรปอาจคิดว่าการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมจะเพียงพอที่จะปกป้องยุโรปได้หาก ‘ไม่มีสหรัฐฯ’
แล้วชาวยุโรปจะสามารถปกป้องตัวเองได้หรือไม่? แน่นอนว่ายังไงยุโรปก็ยังคงต้องการ NATO และความสำคัญของยุโรปในโลกจะขึ้นอยู่กับความพร้อมที่จะอยู่ในโลกที่ปราศจากพันธมิตรแอตแลนติก ความหวังใดๆ ที่ว่าชาวยุโรปจะรวมตัวกันเพื่อรับมือกับภัยคุกคามสองด้านจากทั้งทรัมป์และปูตินนั้นน่าปลาบปลื้มแต่ไม่สมจริง
“การมี NATO เป็นเรื่องดี เพราะในวันที่ดี เราก็หวังว่าสหรัฐฯ จะเข้ามาช่วยเหลือหากยุโรปถูกโจมตี แต่เราก็ไม่สามารถมั่นใจได้ ผมไม่คิดว่า NATO จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว”
— จาร์ลอฟ สมาชิกรัฐสภาเดนมาร์กจากพรรคประชาชนอนุรักษนิยม กล่าว
ผู้นำยุโรปควรโน้มน้าวประชาชนให้เข้าใจความแตกต่างระหว่าง ‘การแสร้งทำเป็นคนโง่’ กับ ‘การเป็นคนโง่จริงๆ’ ซึ่งการเป็นคนโง่คือการเชื่อว่า แม้จะมีหลักฐานที่ขัดแย้งกัน แต่สหรัฐฯ ก็จะยืนเคียงข้างยุโรปในกรณีที่รัสเซียรุกราน หรือการเชื่อว่าเมื่อทรัมป์พ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดี สหรัฐฯ ก็จะกลับมามีสติอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี แม้ว่าข้อพิพาทเรื่องกรีนแลนด์จะได้รับการแก้ไขโดยไม่ทำลายพันธมิตร แต่อนาคต NATO ก็ยังดูไม่แน่นอนอย่างยิ่ง และเป็นไปได้ยากที่พันธมิตรทางทหารจะคงอยู่ได้เมื่อสมาชิกมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องลักษณะและขอบเขตของภัยคุกคามในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความไม่ลงรอยนั้นเกี่ยวข้องกับรัสเซีย ซึ่งเป็นศัตรูหลักของพันธมิตร
ทรัมป์อาจต้องเลือกระหว่างการได้ครอบครองกรีนแลนด์และความยั่งยืนของ NATO ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่ได้สนใจเรื่องอื่นที่ไม่ใช่ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เพียงแต่ยอมรับว่า “มันอาจเป็นทางเลือก” และในความเป็นจริง ดูเหมือนว่าการตัดสินใจของทรัมป์ที่ก้าวร้าวต่อกรีนแลนด์จะบ่งชี้ว่ารัฐบาลของเขาอาจยอมรับการล่มสลายของ NATO ที่กำลังจะเกิดขึ้นก็ว่าได้
ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า “ทรัมป์ไม่ควรใจร้อนที่จะทิ้งพันธมิตรยุโรปที่มีสัมพันธ์ที่ดีร่วมกันมานาน หรือเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นศัตรู” แม้ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ และยุโรปอาจแตกต่างกัน แต่การมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับยุโรปนั้นก็สามารถให้ประโยชน์อื่นๆ แก่สหรัฐฯ ได้เช่นกัน โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
“การปรับความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตร NATO ให้กลับมาอยู่บนพื้นฐานทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี และการไม่แสวงหาการขยายอำนาจจักรวรรดินิยมโดยแลกกับความเสียหายของยุโรป ควรเป็นเป้าหมายหลักในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ราว 3 ปีของรัฐบาลทรัมป์”
— นักวิเคราะห์ กล่าว





