รายงานที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (27 เม.ย.) โดยกลุ่มเฝ้าระวังอาวุธระบุว่า “ค่าใช้จ่ายทางทหารทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบ 3% ในปี 2025 โดยส่วนใหญ่เกิดจากค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในยุโรปและเอเชีย”
สถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม (SIPRI) ระบุในรายงานประจำปี ‘แนวโน้มค่าใช้จ่ายทางทหารโลก’ ว่า “ค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมของยุโรปเพิ่มขึ้น 14% จากปี 2024 เป็น 8.64 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 28 ล้านล้านบาท) และในเอเชีย-โอเชียเนียเพิ่มขึ้น 8.1% เป็น 6.81 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 22 ล้านล้านบาท)”
“โดยรวมแล้ว มีการใช้จ่ายในโครงการทางทหารทั่วโลกเกือบ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 94 ล้านล้านบาท) ในปี 2025 เพิ่มขึ้น 2.9% จากปีก่อนหน้า ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็น 2.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของโลก ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2009”
— ตามข้อมูลของ SIPRI ระบุ
สหรัฐฯ จีน รัสเซีย เยอรมนี และอินเดีย เป็นประเทศที่ใช้จ่ายมากที่สุด โดยคิดเป็น 58% ของยอดรวมทั่วโลก
รายงานระบุว่า “การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายโดยรวมเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าลดลงจาก 9.7% ที่บันทึกไว้ในปี 2024 แต่ว่าสาเหตุหลักมาจากสหรัฐฯ ไม่ได้อนุมัติงบประมาณใหม่เพื่อช่วยติดอาวุธให้ยูเครนในปี 2025 ซึ่ง SIPRI นับความช่วยเหลือทางทหารจากต่างประเทศโดยอิงจากบัญชีของประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือ...ถ้าเอาตัวเลขงบกลาโหมของสหรัฐฯ ออกไปจากการคำนวณรวม โลกก็ยังมีการใช้จ่ายด้านกลาโหมเพิ่มขึ้นอยู่ดีที่ 9.2% ในปี 2025”
ถึงกระนั้น สหรัฐฯ ยังคงเป็นประเทศที่ใช้จ่ายด้านการทหารมากที่สุดในโลก โดยใช้จ่าย 9.54 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 30 ล้านล้านบาท) ในปี 2025 ตามมาด้วยจีนที่ใช้จ่ายประมาณ 3.36 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10 ล้านล้านบาท) และรัสเซียที่ใช้จ่ายประมาณ 1.90 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6 ล้านล้านบาท)
อย่างไรก็ดี การที่งบใช้จ่ายกลาโหมเพิ่มขึ้นนั้นไม่ได้มาจากสหรัฐฯ เอง แต่มาจากประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ทั่วโลก ต่างหาก ซึ่งเป็นสัญญาณว่ากำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในระยะยาว
“ในปี 2025 การใช้จ่ายทางทหารของประเทศสมาชิกนาโตในยุโรปเพิ่มขึ้นเร็วกว่าทุกช่วงเวลานับตั้งแต่ปี 1953 สะท้อนถึงการแสวงหาความพึ่งพาตนเองของยุโรปอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากสหรัฐฯ ที่ให้พันธมิตรรับภาระด้านความมั่นคงกันมากขึ้นภายในกลุ่มพันธมิตร”
— เจด กีแบร์โต ริการ์ด นักวิจัยจากโครงการการใช้จ่ายทางทหารและการผลิตอาวุธของ SIPRI กล่าวในแถลงการณ์
ประเทศนาโตที่มีการเพิ่มงบประมาณอย่างมาก ได้แก่ :
- เบลเยียม 59%
- สเปน 50%
- นอร์เวย์ 49%
- เดนมาร์ก 46%
- เยอรมนี 24%
- โปแลนด์ 23%
- แคนาดา 23%
ขณะที่ในเอเชีย ญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณทางทหาร 9.7% เป็น 6.22 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.02 ล้านล้านบาท) โดยการใช้จ่ายด้านกลาโหม 1.4% เมื่อเทียบกับ GDP ของญี่ปุ่นนั้นสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1958
ดิเอโก โลเปส ดา ซิลวา นักวิจัยอาวุโสของ SIPRI กล่าวว่า “พันธมิตรของสหรัฐฯ ในเอเชียและโอเชียเนีย เช่น ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ กำลังใช้จ่ายด้านการทหารมากขึ้น ไม่เพียงเพราะความตึงเครียดในภูมิภาคที่มีมายาวนาน แต่ยังเป็นเพราะความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ”
ขณะเดียวกัน ไต้หวันก็ได้เพิ่มงบประมาณด้านการทหารขึ้น 14.2% เป็น 18.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (5.91 แสนล้านบาท) หรือคิดเป็น 2.1% ของ GDP ซึ่งเป็นการเพิ่มงบขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1988 เป็นอย่างน้อย
รายงานระบุอีกว่า “งบประมาณด้านกลาโหมของจีนเพิ่มขึ้น 7.4% ซึ่งเป็นการเพิ่มงบขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในรอบทศวรรษ และเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 31 เนื่องจากจีนกำลังดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยภายในปี 2035”
ในแง่สัดส่วนต่อ GDP ยูเครนเป็นประเทศที่ใช้จ่ายด้านทหารมากที่สุดในโลก โดยอยู่ที่ประมาณ 40% ส่วนรัสเซียใช้จ่าย 7.5% ของ GDP ไปกับด้านการทหาร โดยใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 5.9% จากปี 2024
“ในปี 2025 ค่าใช้จ่ายด้านการทหารแตะระดับสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ทั้งในรัสเซียและยูเครน...การใช้จ่ายของพวกเขาน่าจะเพิ่มขึ้นต่อไปในปี 2026 หากสงครามยังคงดำเนินต่อไป ทั้งนี้คาดว่ารัสเซียจะมีรายได้จากการขายน้ำมันเพิ่มขึ้น และยูเครนจะได้รับเงินกู้จำนวนมากจากสหภาพยุโรป”
— ลอเรนโซ สการาซซาโต นักวิจัยจาก SIPRI กล่าว
เมื่อพิจารณาภูมิภาคอื่นๆ ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศที่ใช้จ่ายด้านการทหารมากที่สุดในตะวันออกกลาง โดยใช้งบประมาณ 8.32 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.70 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
อิสราเอลตามมาเป็นอันดับ 2 โดยใช้จ่าย 4.83 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.57 ล้านล้านบาท) ลดลง 4.9% จากปีก่อนหน้า สาเหตุมาจากการที่ความขัดแย้งในฉนวนกาซาเริ่มคลี่คลายลง หลังจากอิสราเอลและฮามาสตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนมกราคม 2025
ขณะที่อิหร่านมีค่าใช้จ่ายทางทหารลดลง 5.6% ในแง่ของมูลค่าที่แท้จริง แต่ภาวะเงินเฟ้อสูงถึง 42% บวกกับเงินทุนจากการขายน้ำมันนอกงบประมาณ ทำให้ค่าใช้จ่ายทางทหารของอิหร่านมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ส่วนในเอเชียใต้ ค่าใช้จ่ายทางทหารของอินเดีย ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความขัดแย้งกับปากีสถานพุ่งสูงขึ้น 8.9% เป็น 9.21 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.99 ล้านล้านบาท) อยู่ในอันดับที่ 5 ของโลก และใช้จ่ายมากกว่าปากีสถานถึง 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.60 ล้านล้านบาท)
(Photo by Shutterstock / Getmilitaryphotos)





