แหล่งข่าวเผยอิหร่านเร่งเสริมกำลังป้องกันเกาะคาร์ก รับมือการโจมตีภาคพื้นดิน หวั่นสหรัฐฯ บุก

26 มี.ค. 2569 - 11:15

  • แหล่งข่าวหลายรายเผยว่า “ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา อิหร่านได้วางกับดักและเคลื่อนย้ายกำลังทหารและระบบป้องกันภัยทางอากาศเพิ่มเติมไปยังเกาะคาร์ก เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการของสหรัฐฯ ที่อาจเกิดขึ้น”

  • รัฐบาลทรัมป์กำลังพิจารณาใช้กองกำลังสหรัฐฯ เข้ายึดเกาะเล็กๆ ในอ่าวเปอร์เซียตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญของอิหร่าน

  • แต่เจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของสหรัฐฯ กล่าวว่า “การปฏิบัติการภาคพื้นดินดังกล่าวมีความเสี่ยงสูง รวมถึงการสูญเสียกำลังพลของสหรัฐฯ จำนวนมาก”

แหล่งข่าวเผยอิหร่านเร่งเสริมกำลังป้องกันเกาะคาร์ก รับมือการโจมตีภาคพื้นดิน หวั่นสหรัฐฯ บุก

แหล่งข่าวหลายรายที่คุ้นเคยกับรายงานข่าวกรองของสหรัฐฯ ระบุว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา อิหร่านได้วางกับดักและเคลื่อนย้ายกำลังทหารและระบบป้องกันภัยทางอากาศเพิ่มเติมไปยังเกาะคาร์ก เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการของสหรัฐฯ ที่อาจเกิดขึ้นเพื่อเข้าควบคุมเกาะดังกล่าว 

สำนักข่าว CNN รายงานว่า “รัฐบาลทรัมป์กำลังพิจารณาใช้กองกำลังสหรัฐฯ เข้ายึดเกาะเล็กๆ ในอ่าวเปอร์เซียตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญของอิหร่าน โดยเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 90% ของประเทศ เพื่อใช้เป็นเครื่องต่อรองกับอิหร่านในการบีบให้พวกเขาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง” 

แต่เจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของสหรัฐฯ กล่าวว่า “การปฏิบัติการภาคพื้นดินดังกล่าวมีความเสี่ยงสูง รวมถึงการสูญเสียกำลังพลของสหรัฐฯ จำนวนมาก เกาะนี้มีระบบป้องกันหลายชั้น และอิหร่านได้เคลื่อนย้ายระบบขีปนาวุธนำวิถีจากพื้นดินสู่อากาศแบบพกพา (MANPAD) เพิ่มเติมไปยังเกาะดังกล่าวในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา” 

แหล่งข่าวเผยว่า “อิหร่านได้วางกับดัก วางทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคลและต่อต้านยานเกราะรอบเกาะ รวมถึงบริเวณชายฝั่งที่กองทัพสหรัฐฯ อาจใช้เป็นจุดยกพลขึ้นบก หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าปฏิบัติการภาคพื้นดิน”

“พันธมิตรบางส่วนของทรัมป์กำลังตั้งคำถามอย่างจริงจังว่าจำเป็นต้องพยายามปฏิบัติการดังกล่าวหรือไม่ เพราะการยึดเกาะได้สำเร็จเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับช่องแคบฮอร์มุซและการผูกขาดตลาดพลังงานโลกของอิหร่านได้” 

แหล่งข่าวกล่าวเสริม

อย่างไรก็ดี กองทัพสหรัฐฯ ได้โจมตีเกาะคาร์กไปแล้วเมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา โดยโจมตีเป้าหมาย 90 แห่ง รวมถึงคลังเก็บทุ่นระเบิดทางทะเล บังเกอร์เก็บขีปนาวุธ และสถานที่ทางทหารอื่นๆ อีกหลายแห่ง แต่กองกำลังสหรัฐฯ หลีกเลี่ยงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะ“ด้วยเหตุผลด้านความเหมาะสม” 

แหล่งข่าวจากอิสราเอลเผยว่า พวกเขามีความกังวลว่าการเข้าควบคุมเกาะคาร์กจะนำไปสู่การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลให้ทหารอเมริกันเสียชีวิต “หวังว่าสหรัฐฯ จะไม่เสี่ยงและจะยิงใส่แหล่งน้ำมันแทน แต่ก็ไม่มีทางรู้ได้” แหล่งข่าวกล่าว 

“ผมกังวลมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ ชาวอิหร่านฉลาดและโหดเหี้ยม พวกเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างความเสียหายสูงสุดแก่กองกำลังสหรัฐฯ ทั้งบนเรือในทะเล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไปในดินแดนอธิปไตยของพวกเขา”

พลเรือเอกเจมส์ สตาฟริดิส อดีตผู้บัญชาการสูงสุดของนาโต ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนักวิเคราะห์ด้านการทหารของ CNN กล่าว 

ขณะที่ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน บอกว่า “การเคลื่อนไหวทั้งหมดของศัตรูอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ของกองกำลังของเรา หากพวกเขาก้าวล้ำเส้นใดๆ โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทั้งหมดของประเทศในภูมิภาคนั้นจะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีอย่างไม่หยุดยั้งโดยไม่มีข้อจำกัด” 

ก่อนหน้านี้ในวันพุธ กาลิบาฟ กล่าวว่า “เรากำลังติดตามการเคลื่อนไหวทั้งหมดของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนกำลังทหาร” 

เกาะคาร์กตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของอ่าวเปอร์เซีย ห่างจากช่องแคบฮอร์มุซ แต่ใกล้กับโรงงานน้ำมันของอิหร่านอย่างมาก และมีขนาดประมาณ 1 ใน 3 ของแมนฮัตตัน ซึ่งหมายความว่าสหรัฐฯ จะต้องส่งกำลังยกพลขึ้นบกจำนวนมากเพื่อยึดเกาะหากดำเนินการดังกล่าว  

หน่วยนาวิกโยธิน 2 หน่วย ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการยกพลขึ้นบกแบบฉับพลัน การโจมตี และภารกิจจู่โจมจากเรือยกพลขึ้นบกของกองทัพเรือ ได้ถูกส่งไปประจำการในตะวันออกกลางเมื่อไม่นานมานี้ หน่วยเหล่านั้นประกอบด้วยนาวิกโยธินหลายพันนาย พร้อมด้วยเรือรบยกพลขึ้นบก อากาศยาน และเรือลำเลียงพล 

แหล่งข่าวระบุว่า “หน่วยเหล่านี้มีแนวโน้มมากที่สุดที่จะมีส่วนร่วมในปฏิบัติการยึดเกาะคาร์ก นอกจากนี้ ทหารสหรัฐฯ ประมาณ 1,000 นาย จากกองพลทหารราบที่ 82 ของกองทัพบก ก็คาดว่าจะถูกส่งไปยังภูมิภาคนี้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า” 

แหล่งข่าวอีกรายหนึ่งที่คุ้นเคยกับการวางแผนทางทหารของสหรัฐฯ บอกว่า “กองบัญชาการกลางมีการเฝ้าระวังทางอากาศอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเหนือเกาะ ทำให้กองทัพสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่ดูเหมือนว่าจะมีการวางกับดักไว้” 

ตามข้อมูลของพลเรือเอกเจมส์ สตาฟริดิส ระบุว่า “แม้การโจมตีทางอากาศของกองทัพสหรัฐฯ บนเกาะดังกล่าวครั้งก่อนได้ทำลายระบบป้องกันทางอากาศและทางทะเลบางส่วนของเกาะ ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน ‘HAWK’ และปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานโอเออร์ลิคอน แต่กองกำลังสหรัฐฯ ยังคงมีความเสี่ยงต่อการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน เนื่องจากเกาะดังกล่าวอยู่ใกล้กับชายฝั่งอิหร่าน” 

แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้เปิดเผยกับ CNN ว่า “สหรัฐฯ ยังคงวางแผนที่จะทำลายข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอย่างรวดเร็ว หากฐานที่มั่นและฐานทัพของสหรัฐฯ ในต่างประเทศถูกยึดครอง และเป็นไปได้ที่อิหร่านอาจมีแผนการที่คล้ายกัน”  

นอกจากนี้ พันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียยังเรียกร้องให้รัฐบาลทรัมป์ ‘อย่าขยายสงครามด้วยการส่งกองกำลังไปยึดครองเกาะคาร์ก’ หรือเคลื่อนย้ายยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่านที่โรงงานนิวเคลียร์ซึ่งเคยถูกเครื่องบินสหรัฐฯ โจมตีมาก่อน  

“ความกังวลคือ การส่งกองกำลังสหรัฐฯ เข้ายึดครองเกาะคาร์กจะทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดการตอบโต้จากอิหร่านต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในอ่าวเปอร์เซีย และยืดเยื้อความขัดแย้ง” 

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศในอ่าวเปอร์เซีย กล่าว 

ขณะเดียวกัน ประเทศในอ่าวเปอร์เซียกำลังกดดันเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ถึงความจำเป็นในการยุติโครงการขีปนาวุธของอิหร่านก่อนที่ความขัดแย้งจะสิ้นสุดลง ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เห็นด้วย “ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้แจ้งให้ประเทศในอ่าวเปอร์เซียทราบว่า ขีดความสามารถด้านขีปนาวุธและขีปนาวุธร่อนของอิหร่านส่วนใหญ่ถูกทำลายไปแล้ว และสหรัฐฯ ใกล้จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว โดยไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่แน่นอน” เจ้าหน้าที่รายหนึ่ง กล่าว 

“วิธีหนึ่งที่เป็นไปได้ในการกดดันอิหร่านคือ การพิจารณาปิดล้อมทางทะเลของท่าเรือคาร์ก ทำให้ไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ วิธีนี้สามารถทำได้โดยไม่ต้องส่งทหารขึ้นฝั่ง”

 พลเรือเอกเจมส์ สตาฟริดิส กล่าว 

(Photo by EUROPEAN SPACE AGENCY / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์