ภูมิทัศน์การค้าทั่วโลกกำลังปั่นป่วน เมื่อศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสิน ‘ยกเลิก’ มาตราการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศบังคับใช้ไปทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งผู้พิพากษามองว่า “เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตของประธานาธิบดี”
ผู้พิพากษาลงมติ 6 ต่อ 3 เสียง และตัดสินว่า “พระราชบัญญัติอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ หรือ ‘IEEPA’ ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากเกือบทุกประเทศทั่วโลกได้”
คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่สำหรับภาคธุรกิจ และเป็นการเปิดทางให้มีการคืนภาษีมูลค่าประมาณ 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (4 ล้านล้านบาท) ซึ่งศาลฎีกาไม่ได้พิจารณาในประเด็นนี้ แต่มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การต่อสู้คดีในศาลอีกครั้ง
ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากคำตัดสินออกมา ทรัมป์ก็ได้ลงนามในคำสั่งประกาศของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยใช้กฎหมายทางเลือก ‘พระราชบัญญัติการค้าปี 1974 มาตรา 122’ ซึ่งอนุญาตให้ทรัมป์เรียกเก็บภาษีนำเข้าใหม่ชั่วคราว 10% สำหรับสินค้าจากทุกประเทศ
ภาษีใดบ้าง? ที่ถูกตัดสินว่า ‘ไม่ชอบด้วยกฎหมาย’

ทรัมป์ใช้กฎหมายนี้ครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 เพื่อเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน เม็กซิโก และแคนาดา โดยอ้างว่า “การค้ายาเฟนทานิลจากประเทศเหล่านั้นเป็น ‘สถานการณ์ฉุกเฉิน’” ต่อมาในเดือนเมษายน ทรัมป์ก็ประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากเกือบทุกประเทศทั่วโลกที่เกินดุลกับสหรัฐฯ (ส่งออกไปสหรัฐฯ มากกว่านำเข้า) ในอัตราระหว่าง 10-50% ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็น ‘ภัยคุกคามที่ร้ายแรง’
แต่ภาษีนำเข้าจำนวนหนึ่งที่ทรัมป์กำหนดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘สถานการณ์ฉุกเฉิน’ ที่เขาประกาศภายใต้ IEEPA และสามารถคงอยู่ต่อไปได้โดยไม่คำนึงถึงคำตัดสินของศาลฎีกา รวมถึงภาษีเฉพาะอุตสาหกรรมสำหรับเหล็ก อลูมิเนียม ไม้ และยานยนต์ ซึ่งทรัมป์ได้กำหนดขึ้นภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ ฉบับอื่น คือ ‘พระราชบัญญัติการขยายการค้าปี 1962 มาตรา 232’ โดยอ้างถึงความกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติ
ทรัมป์ไม่แคร์คำตัดสิน...ประกาศเก็บภาษีใหม่ชั่วคราวภายใต้กฎหมายฉบับอื่น

หลังจากศาลฎีกาตัดสิน ‘ยกเลิก’ ภาษีที่ประกาศใช้เมื่อปีที่แล้ว ทรัมป์ก็ประกาศเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลก 10% สำหรับสินค้าเกือบทั้งหมดที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ ภายใต้กฎหมาย ‘มาตรา 122’ ซึ่งไม่เคยใช้มาก่อน
มาตรานี้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเก็บภาษีได้สูงสุด 15% เป็นเวลา 150 วัน หลังจากนั้นรัฐสภาจะต้องเข้ามาแทรกแซง หมายความว่า ‘มาตราการภาษีดังกล่าวเป็นเพียงมาตราการชั่วคราวเท่านั้น’
อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะสามารถหลีกเลี่ยงการแทรกแซงจากฝ่ายนิติบัญญัติได้ เนื่องจากมาตรา 122 ไม่ได้ห้ามประธานาธิบดีอย่างชัดเจนจากการปล่อยให้ภาษีนำเข้าหมดอายุลงหลังครบ 150 วัน จากนั้นจึงประกาศภาวะฉุกเฉินใหม่เพื่อเก็บภาษีต่อ
ทำเนียบขาวระบุว่า “ทรัมป์กำลังใช้มาตรา 122 เพื่อแก้ไขปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศขั้นพื้นฐาน และปรับสมดุลการค้าของสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็กำลังตรวจสอบว่าเขาสามารถเรียกเก็บภาษีนำเข้าภายใต้พระราชบัญญัติการค้าปี 1974 มาตรา 301 ได้หรือไม่”
มาตรา 301 อนุญาตให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งโดย เจมีสัน กรีเออร์ ตรวจสอบแนวทางการค้าของประเทศต่างๆ จากนั้น USTR ก็สามารถเรียกเก็บภาษีนำเข้าได้เมื่อพบว่า “มีการปฏิบัติที่ ‘เลือกปฏิบัติ’ หรือ ‘ไม่เป็นธรรม’”
นอกจากนี้ รัฐบาลยังสามารถเก็บภาษีต่อไปได้ภายใต้พระราชบัญญัติการขยายการค้าปี 1962 มาตรา 232 ซึ่งทรัมป์เคยใช้ในวาระแรกของเขาเช่นกัน มาตรานี้อนุญาตให้ฝ่ายบริหารเรียกเก็บภาษีนำเข้าที่คุกคามความมั่นคงของชาติได้ แต่ต้องผ่านการตรวจสอบก่อน หมายความว่าต้องใช้เวลานานกว่าจะเรียกเก็บภาษีได้
“ขั้นตอนสอบสวนและการพิสูจน์ข้อเท็จจริงจะทำให้ภาษีเหล่านี้ยากต่อการโต้แย้ง หรือยกเลิก เมื่อเริ่มบังคับใช้แล้ว”
— นักเศรษฐศาสตร์บอกกับสำนักข่าว BBC
ขณะที่ สก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า “การรวมมาตรา 122 เข้ากับมาตรา 232 และมาตรา 301 จะทำให้รายได้ภาษีปี 2026 แทบไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งสามารถชดเชยการสูญเสียภาษี IEEPA ที่ศาลฎีกาตัดสินยกเลิกไปได้”
แล้วผู้บริโภคและภาคธุรกิจจะได้รับเงินคืนจากภาษีที่ผิดกฎหมายไหม?

หนึ่งในเหตุผลที่ทรัมป์ให้ไว้สำหรับการเรียกเก็บภาษีคือ เงินที่ได้จากภาษีเหล่านั้นจะเข้าสู่กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในปีที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เก็บเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจากบริษัทที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (4 ล้านล้านบาท)
แม้ว่าศาลฎีกาจะตัดสินว่ามาตรการภาษี IEEPA ของทรัมป์นั้น ‘ไม่ชอบด้วยกฎหมาย’แต่ก็ไม่ได้สั่งให้รัฐบาลทรัมป์คืนเงิน หรือบอกแนวทางว่าจะคืนให้ผู้จ่ายภาษียังไง ขณะที่ทรัมป์กล่าวว่า “การคืนเงินใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นก็ต้องฟ้องร้องยืดเยื้อหลายปี”
“ปัญหาการคืนภาษีอาจยืดเยื้อไปอีกหลายปี...รายได้จากภาษี ‘อยู่ในระหว่างการโต้แย้ง’ เนื่องจากศาลฎีกาไม่ได้สั่ง หรือบอกแนวทางในการคืนเงินภาษี”
— เบสเซนต์ กล่าว
ทั้งนี้คาดว่าศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ จะเป็นผู้ตัดสินในประเด็นนี้ “ผู้ที่ได้คืนเงินน่าจะเป็นบริษัทใหญ่ เนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กขาดทรัพยากร (เงิน/บุคลากร) ในการทำขั้นตอนขอเงินคืนที่ยุ่งยากหลายขั้นตอน” ผู้เชี่ยวชาญ กล่าว
อเล็กซ์ จาเกซ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและการสนับสนุนของ ‘Groundwork Collective’ สถาบันวิจัยเชิงนโยบายเสรีนิยม กล่าวกับ CBS ว่า “มีธุรกิจมากกว่า 1,000 แห่งที่ยื่นขอคืนภาษีก่อนคำตัดสินศาล และจำนวนดังกล่าวก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น”
ภาษีนำเข้าใดที่บังคับใช้อยู่ขณะนี้...

ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ เวลา 12:01 น.(ตามเวลาท้องถิ่น) ภาษีนำเข้าใหม่ 10% จะถูกเรียกเก็บกับสินค้านำเข้าสหรัฐฯ เกือบทั้งหมดโดยไม่คำนึงถึงแหล่งที่มา
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งบอกกับ BBC ว่า “ประเทศที่ทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ รวมถึงสหราชอาณาจักร อินเดีย และสหภาพยุโรป จะต้องเผชิญกับภาษีนำเข้า 10% ทั่วโลกภายใต้มาตรา 122 แทนที่จะเป็นอัตราภาษีที่พวกเขาเจรจาไว้ก่อนหน้านี้ แต่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ก็คาดหวังว่าประเทศเหล่านั้นจะยังคงปฏิบัติตามข้อตกลงที่เคยตกลงไว้ในดีลการค้าเดิม”
สินค้าบางรายการจะได้รับการ ‘ยกเว้น’ ภาษีเพื่อตอบสนองความต้องการเศรษฐกิจสหรัฐ หรือเพื่อให้เก็บภาษีได้ตรงจุดมากขึ้น สินค้าเหล่านี้แบ่งออกเป็นหมวดหมู่หลักๆ เช่น :
- แร่ธาตุสำคัญ
- โลหะ
- ผลิตภัณฑ์พลังงาน
- ทรัพยากรธรรมชาติ
- พืชผลทางการเกษตร
- ยา
- อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- รถยนต์และรถบรรทุก
- ผลิตภัณฑ์ด้านอวกาศ
นอกจากนี้ สื่อสารข้อมูล (เช่น หนังสือ, วารสาร, เอกสารวิชาการ) ของบริจาค และกระเป๋าเดินทางที่พกติดตัว ก็จะไม่ต้องเสียภาษีเช่นกัน และยังมีอีกหลายประเภทที่ได้รับการยกเว้นซึ่งต้องรอสำนักงานศุลกากรและพิทักษ์ชายแดนแห่งสหรัฐฯ (CBP) ออกคำอธิบายเพิ่มเติม
สำหรับข้อยกเว้นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ สินค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) นั้นก็จะได้รับการยกเว้นภาษีด้วย
ขณะที่สิ่งทอและเสื้อผ้าจากคอสตาริกา สาธารณรัฐโดมินิกัน เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส และนิการากัว ก็จะยังคงภาษีศุลกากรไว้ที่ 0% ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสาธารณรัฐโดมินิกันและอเมริกากลาง (CAFTA-DR)
แต่รัฐบาลทรัมป์จะยังคงเก็บภาษีสินค้าราคาถูกต่อไป โดยเมื่อปีที่แล้ว ทรัมป์ได้ ‘ยกเลิก’ ข้อกฎหมายยกเว้นภาษี ‘De Minimis Exemption’ ที่อนุญาตให้สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 800 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.6 หมื่นบาท) หรือน้อยกว่านั้นเข้าสู่สหรัฐฯ ได้โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า
(Photo by Brendan SMIALOWSKI / AFP)





