มหากาพย์ว่าด้วยเรื่องภาษี! เมื่อทรัมป์ไม่แคร์คำตัดสินประกาศเก็บใหม่ 10% แล้วภาคธุรกิจจะได้เงินภาษีคืนไหม

21 ก.พ. 2569 - 21:05

  • เมื่อทรัมป์ไม่แคร์คำตัดสิน...ประกาศเก็บภาษีใหม่ชั่วคราวภายใต้กฎหมายมาตรา 122 เป็นเวลา 150 วัน

  • แต่คำถามที่ตามมาหลังศาลฎีกาตัดสิน ‘ยกเลิก’ ภาษีนำเข้าเดิม ก็คือ ‘ผู้บริโภคและภาคธุรกิจจะได้รับเงินคืนจากภาษีที่ผิดกฎหมายนี้ไหม?’

มหากาพย์ว่าด้วยเรื่องภาษี! เมื่อทรัมป์ไม่แคร์คำตัดสินประกาศเก็บใหม่ 10% แล้วภาคธุรกิจจะได้เงินภาษีคืนไหม

ภูมิทัศน์การค้าทั่วโลกกำลังปั่นป่วน เมื่อศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสิน ‘ยกเลิก’ มาตราการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศบังคับใช้ไปทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งผู้พิพากษามองว่า “เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตของประธานาธิบดี” 

ผู้พิพากษาลงมติ 6 ต่อ 3 เสียง และตัดสินว่า “พระราชบัญญัติอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ หรือ ‘IEEPA’ ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากเกือบทุกประเทศทั่วโลกได้” 

คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่สำหรับภาคธุรกิจ และเป็นการเปิดทางให้มีการคืนภาษีมูลค่าประมาณ 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (4 ล้านล้านบาท) ซึ่งศาลฎีกาไม่ได้พิจารณาในประเด็นนี้ แต่มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การต่อสู้คดีในศาลอีกครั้ง 

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากคำตัดสินออกมา ทรัมป์ก็ได้ลงนามในคำสั่งประกาศของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยใช้กฎหมายทางเลือก ‘พระราชบัญญัติการค้าปี 1974 มาตรา 122’ ซึ่งอนุญาตให้ทรัมป์เรียกเก็บภาษีนำเข้าใหม่ชั่วคราว 10% สำหรับสินค้าจากทุกประเทศ 

ภาษีใดบ้าง? ที่ถูกตัดสินว่า ‘ไม่ชอบด้วยกฎหมาย’ 

(Photo by : MANDEL NGAN / AFP)
(Photo by : MANDEL NGAN / AFP)

ทรัมป์ใช้กฎหมายนี้ครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 เพื่อเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน เม็กซิโก และแคนาดา โดยอ้างว่า “การค้ายาเฟนทานิลจากประเทศเหล่านั้นเป็น ‘สถานการณ์ฉุกเฉิน’” ต่อมาในเดือนเมษายน ทรัมป์ก็ประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากเกือบทุกประเทศทั่วโลกที่เกินดุลกับสหรัฐฯ (ส่งออกไปสหรัฐฯ มากกว่านำเข้า) ในอัตราระหว่าง 10-50% ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็น ‘ภัยคุกคามที่ร้ายแรง’    

แต่ภาษีนำเข้าจำนวนหนึ่งที่ทรัมป์กำหนดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘สถานการณ์ฉุกเฉิน’ ที่เขาประกาศภายใต้ IEEPA และสามารถคงอยู่ต่อไปได้โดยไม่คำนึงถึงคำตัดสินของศาลฎีกา รวมถึงภาษีเฉพาะอุตสาหกรรมสำหรับเหล็ก อลูมิเนียม ไม้ และยานยนต์ ซึ่งทรัมป์ได้กำหนดขึ้นภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ ฉบับอื่น คือ ‘พระราชบัญญัติการขยายการค้าปี 1962 มาตรา 232’ โดยอ้างถึงความกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติ 

ทรัมป์ไม่แคร์คำตัดสิน...ประกาศเก็บภาษีใหม่ชั่วคราวภายใต้กฎหมายฉบับอื่น 

(Photo by SAUL LOEB / AFP)
(Photo by SAUL LOEB / AFP)

หลังจากศาลฎีกาตัดสิน ‘ยกเลิก’ ภาษีที่ประกาศใช้เมื่อปีที่แล้ว ทรัมป์ก็ประกาศเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลก 10% สำหรับสินค้าเกือบทั้งหมดที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ ภายใต้กฎหมาย ‘มาตรา 122’ ซึ่งไม่เคยใช้มาก่อน 

มาตรานี้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเก็บภาษีได้สูงสุด 15% เป็นเวลา 150 วัน หลังจากนั้นรัฐสภาจะต้องเข้ามาแทรกแซง หมายความว่า ‘มาตราการภาษีดังกล่าวเป็นเพียงมาตราการชั่วคราวเท่านั้น’ 

อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะสามารถหลีกเลี่ยงการแทรกแซงจากฝ่ายนิติบัญญัติได้ เนื่องจากมาตรา 122 ไม่ได้ห้ามประธานาธิบดีอย่างชัดเจนจากการปล่อยให้ภาษีนำเข้าหมดอายุลงหลังครบ 150 วัน จากนั้นจึงประกาศภาวะฉุกเฉินใหม่เพื่อเก็บภาษีต่อ 

ทำเนียบขาวระบุว่า “ทรัมป์กำลังใช้มาตรา 122 เพื่อแก้ไขปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศขั้นพื้นฐาน และปรับสมดุลการค้าของสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็กำลังตรวจสอบว่าเขาสามารถเรียกเก็บภาษีนำเข้าภายใต้พระราชบัญญัติการค้าปี 1974 มาตรา 301 ได้หรือไม่” 

มาตรา 301 อนุญาตให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งโดย เจมีสัน กรีเออร์ ตรวจสอบแนวทางการค้าของประเทศต่างๆ จากนั้น USTR ก็สามารถเรียกเก็บภาษีนำเข้าได้เมื่อพบว่า “มีการปฏิบัติที่ ‘เลือกปฏิบัติ’ หรือ ‘ไม่เป็นธรรม’” 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังสามารถเก็บภาษีต่อไปได้ภายใต้พระราชบัญญัติการขยายการค้าปี 1962 มาตรา 232 ซึ่งทรัมป์เคยใช้ในวาระแรกของเขาเช่นกัน มาตรานี้อนุญาตให้ฝ่ายบริหารเรียกเก็บภาษีนำเข้าที่คุกคามความมั่นคงของชาติได้ แต่ต้องผ่านการตรวจสอบก่อน หมายความว่าต้องใช้เวลานานกว่าจะเรียกเก็บภาษีได้ 

“ขั้นตอนสอบสวนและการพิสูจน์ข้อเท็จจริงจะทำให้ภาษีเหล่านี้ยากต่อการโต้แย้ง หรือยกเลิก เมื่อเริ่มบังคับใช้แล้ว”

นักเศรษฐศาสตร์บอกกับสำนักข่าว BBC 

ขณะที่ สก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า “การรวมมาตรา 122 เข้ากับมาตรา 232 และมาตรา 301 จะทำให้รายได้ภาษีปี 2026 แทบไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งสามารถชดเชยการสูญเสียภาษี IEEPA ที่ศาลฎีกาตัดสินยกเลิกไปได้” 

แล้วผู้บริโภคและภาคธุรกิจจะได้รับเงินคืนจากภาษีที่ผิดกฎหมายไหม? 

(Photo by Michael M. Santiago / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP)
(Photo by Michael M. Santiago / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP)

หนึ่งในเหตุผลที่ทรัมป์ให้ไว้สำหรับการเรียกเก็บภาษีคือ เงินที่ได้จากภาษีเหล่านั้นจะเข้าสู่กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในปีที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เก็บเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจากบริษัทที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (4 ล้านล้านบาท)   

แม้ว่าศาลฎีกาจะตัดสินว่ามาตรการภาษี IEEPA ของทรัมป์นั้น ‘ไม่ชอบด้วยกฎหมาย’แต่ก็ไม่ได้สั่งให้รัฐบาลทรัมป์คืนเงิน หรือบอกแนวทางว่าจะคืนให้ผู้จ่ายภาษียังไง ขณะที่ทรัมป์กล่าวว่า “การคืนเงินใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นก็ต้องฟ้องร้องยืดเยื้อหลายปี” 

“ปัญหาการคืนภาษีอาจยืดเยื้อไปอีกหลายปี...รายได้จากภาษี ‘อยู่ในระหว่างการโต้แย้ง’ เนื่องจากศาลฎีกาไม่ได้สั่ง หรือบอกแนวทางในการคืนเงินภาษี”

เบสเซนต์ กล่าว 

ทั้งนี้คาดว่าศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ จะเป็นผู้ตัดสินในประเด็นนี้ ผู้ที่ได้คืนเงินน่าจะเป็นบริษัทใหญ่ เนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กขาดทรัพยากร (เงิน/บุคลากร) ในการทำขั้นตอนขอเงินคืนที่ยุ่งยากหลายขั้นตอน” ผู้เชี่ยวชาญ กล่าว 

อเล็กซ์ จาเกซ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและการสนับสนุนของ ‘Groundwork Collective’ สถาบันวิจัยเชิงนโยบายเสรีนิยม กล่าวกับ CBS ว่า “มีธุรกิจมากกว่า 1,000 แห่งที่ยื่นขอคืนภาษีก่อนคำตัดสินศาล และจำนวนดังกล่าวก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น” 

ภาษีนำเข้าใดที่บังคับใช้อยู่ขณะนี้... 

(Photo by SAUL LOEB / AFP)
(Photo by SAUL LOEB / AFP)

ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ เวลา 12:01 น.(ตามเวลาท้องถิ่น) ภาษีนำเข้าใหม่ 10% จะถูกเรียกเก็บกับสินค้านำเข้าสหรัฐฯ เกือบทั้งหมดโดยไม่คำนึงถึงแหล่งที่มา  

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งบอกกับ BBC ว่า ประเทศที่ทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ รวมถึงสหราชอาณาจักร อินเดีย และสหภาพยุโรป จะต้องเผชิญกับภาษีนำเข้า 10% ทั่วโลกภายใต้มาตรา 122 แทนที่จะเป็นอัตราภาษีที่พวกเขาเจรจาไว้ก่อนหน้านี้ แต่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ก็คาดหวังว่าประเทศเหล่านั้นจะยังคงปฏิบัติตามข้อตกลงที่เคยตกลงไว้ในดีลการค้าเดิม” 

สินค้าบางรายการจะได้รับการ ‘ยกเว้น’ ภาษีเพื่อตอบสนองความต้องการเศรษฐกิจสหรัฐ หรือเพื่อให้เก็บภาษีได้ตรงจุดมากขึ้น สินค้าเหล่านี้แบ่งออกเป็นหมวดหมู่หลักๆ เช่น : 

  • แร่ธาตุสำคัญ 
  • โลหะ 
  • ผลิตภัณฑ์พลังงาน 
  • ทรัพยากรธรรมชาติ 
  • พืชผลทางการเกษตร 
  • ยา  
  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 
  • รถยนต์และรถบรรทุก 
  • ผลิตภัณฑ์ด้านอวกาศ  

นอกจากนี้ สื่อสารข้อมูล (เช่น หนังสือ, วารสาร, เอกสารวิชาการ) ของบริจาค และกระเป๋าเดินทางที่พกติดตัว ก็จะไม่ต้องเสียภาษีเช่นกัน และยังมีอีกหลายประเภทที่ได้รับการยกเว้นซึ่งต้องรอสำนักงานศุลกากรและพิทักษ์ชายแดนแห่งสหรัฐฯ (CBP) ออกคำอธิบายเพิ่มเติม 

สำหรับข้อยกเว้นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ สินค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) นั้นก็จะได้รับการยกเว้นภาษีด้วย 

ขณะที่สิ่งทอและเสื้อผ้าจากคอสตาริกา สาธารณรัฐโดมินิกัน เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส และนิการากัว ก็จะยังคงภาษีศุลกากรไว้ที่ 0% ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสาธารณรัฐโดมินิกันและอเมริกากลาง (CAFTA-DR) 

แต่รัฐบาลทรัมป์จะยังคงเก็บภาษีสินค้าราคาถูกต่อไป โดยเมื่อปีที่แล้ว ทรัมป์ได้ ‘ยกเลิก’ ข้อกฎหมายยกเว้นภาษี ‘De Minimis Exemption’ ที่อนุญาตให้สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 800 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.6 หมื่นบาท) หรือน้อยกว่านั้นเข้าสู่สหรัฐฯ ได้โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า 

(Photo by Brendan SMIALOWSKI / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์