พิษสงครามอิหร่าน! แต่ละประเทศในเอเชียรับมือ ‘วิกฤตน้ำมันแพง’ กันยังไง?

4 เม.ย. 2569 - 15:55

  • สงครามในอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติประมาณ 20% ของโลก กำลังส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

  • รัฐบาลทั่วโลกจึงเริ่มออกมาตรการต่างๆ และขอความร่วมมือจากประชาชน เพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤตพลังงานที่กำลังจะเกิดขึ้น...

  • SPACEBAR พาไปดูว่า...แต่ละประเทศในเอเชียรับมือกับวิกฤตน้ำมันแพงอย่างไรกันบ้าง?

พิษสงครามอิหร่าน! แต่ละประเทศในเอเชียรับมือ ‘วิกฤตน้ำมันแพง’ กันยังไง?

สงครามในอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติประมาณ 20% ของโลก กำลังส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งคาดการณ์ว่าการหยุดชะงักนี้จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในระยะยาว 

รัฐบาลทั่วโลกจึงเริ่มออกมาตรการต่างๆ และขอความร่วมมือจากประชาชน เพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤตพลังงานที่กำลังจะเกิดขึ้น...แล้วแต่ละประเทศในเอเชียรับมือกับวิกฤตดังกล่าวอย่างไรกันบ้าง? 

-จีน- 

ผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างจีน ได้เตรียมรับมือกับภาวะอุปทานล้นตลาดในอ่าวเปอร์เซียมานานแล้ว ด้วยการกักตุนน้ำมันและควบคุมราคาน้ำมันกลั่นในประเทศ 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนได้ใช้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงและปริมาณน้ำมันที่อุดมสมบูรณ์จากประเทศในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อสร้างคลังสำรองน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีปริมาณถึง 900 ล้านบาร์เรล แม้ว่าปริมาณนี้จะคิดเป็นเพียงประมาณ 3 เดือนของการนำเข้าทั้งหมดก็ตาม 

และเพื่อควบคุมราคาภายในประเทศ ทางการจีนจึงได้สั่งให้โรงกลั่นน้ำมันหยุดส่งออกเชื้อเพลิงเป็นการชั่วคราว 

 -อินเดีย- 

กระทรวงน้ำมันของอินเดียแถลงเมื่อวันที่ 26 มีนาคมว่า “ได้จัดหาแหล่งน้ำมันดิบไว้เพียงพอสำหรับ 60 วันข้างหน้าแล้ว และขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการซื้อน้ำมันตุนไว้ด้วยความตื่นตระหนก” 

เกือบครึ่งหนึ่งของการนำเข้าน้ำมันดิบของอินเดียรวมทั้งส่วนแบ่งจำนวนมากของการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลวและก๊าซปิโตรเลียม มักจะผ่านช่องแคบฮอร์มุซ 

แต่กระทรวงน้ำมันของอินเดียระบุว่า “ปริมาณน้ำมันดิบจำนวนมากที่มีอยู่ในตลาดระหว่างประเทศนั้นชดเชยผลกระทบจากการหยุดชะงักได้อย่างเหลือเฟือ” 

-ฟิลิปปินส์- 

  • ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ 
  • ขอให้หน่วยงานภาครัฐลดการใช้เชื้อเพลิง 
  • จำกัดการเดินทางของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่จำเป็น 
  • ให้เงินอุดหนุนแก่คนขับรถขนส่ง 
  • ลดบริการเรือข้ามฟาก 
  • กำหนดให้ข้าราชการทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน 
  • บริการรถโดยสารฟรีสำหรับนักเรียนและคนทำงาน 

เนื่องจากประเทศในเอเชียแห่งนี้ต้องนำเข้าน้ำมันจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียถึง 98% จึงทำให้ราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินปรับตัวสูงขึ้นกว่า 2 เท่า 

-ศรีลังกา- 

ศรีลังกาซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ทางการเงิน เป็นอีกหนึ่งประเทศในเอเชียที่พึ่งพาประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียอย่างมากในการนำเข้าเชื้อเพลิง 

เพื่อประหยัดเชื้อเพลิง รัฐบาลจึงประกาศให้ ‘วันพุธ’ เป็นวันหยุดราชการสำหรับสถาบันของรัฐ เช่น โรงเรียนและมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังจำกัดอุณหภูมิในสำนักงานไว้ที่ 26 องศาเซลเซียส รวมถึงจำกัดการเดินทางของเจ้าหน้าที่รัฐ และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ 

นอกจากนี้ยังมีการกำหนดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง โดยจำกัดให้ผู้ขับขี่รถยนต์ไม่เกิน 15 ลิตรต่อสัปดาห์ และผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่เกิน 5 ลิตรต่อสัปดาห์ 

-ประเทศไทย- 

  • รัฐบาลไทยแนะนำทุกภาคส่วนปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 26-27 องศาเซลเซียส  
  • เริ่มมาตรการ Work From Home และการประชุมผ่านทางวิดีโอ 
  • ยกเลิกการเดินทางไปดูงานต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐ 
  • ส่งเสริมการใช้รถสาธารณะร่วมกันและลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น 

-เมียนมา- 

ปัจจุบันรถยนต์ส่วนบุคคลในประเทศเมียนมาได้รับอนุญาตให้วิ่งวันเว้นวัน โดยขึ้นอยู่กับว่าป้ายทะเบียนรถเป็นเลขคี่ หรือเลขคู่ (ยกเว้นรถยนต์ไฟฟ้า) และกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานจากที่บ้านในวันพุธเป็นภาคบังคับ 

รัฐบาลยังได้นำระบบการปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงแบบดิจิทัลมาใช้ โดยการซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจะถูกสแกน บันทึก และติดตามโดยใช้รหัส QR บนยานพาหนะ 

-เวียดนาม- 

  • เวียดนามสนับสนุนให้ประชาชนอยู่บ้านมากขึ้นเพื่อประหยัดเชื้อเพลิง 
  • รัฐบาลเรียกร้องให้ประชาชนปั่นจักรยาน ใช้รถร่วมกัน ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ และลดการใช้รถส่วนตัวเมื่อไม่จำเป็น 
  • ยกเลิกภาษีคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสำหรับน้ำมันเบนซินและดีเซลเป็นการชั่วคราว  

-บังกลาเทศ- 

บังกลาเทศสั่งปิดมหาวิทยาลัยทันทีที่สงครามเริ่มต้นขึ้น และเริ่มจำกัดการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะส่วนใหญ่ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เพิ่มมาตรการตัดกระแสไฟฟ้าตามแผนเพื่อจำกัดการใช้พลังงานอีกด้วย 

-เกาหลีใต้- 

  • รัฐบาลเกาหลีใต้กำหนดเพดานราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและจำกัดการส่งออกแนฟทา (น้ำมันดิบ) หลังจากที่อุปทานจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันดิบร้อยละ 70 ของเกาหลีใต้ หยุดชะงักลง 
  • รัฐบาลกำลังเตรียมงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม  
  • ออกมาตรการใช้ระบบหมุนเวียนรถสำหรับพนักงานภาครัฐ โดยห้ามใช้งาน 1 วัน แบ่งกลุ่มตามเลขท้ายทะเบียนรถคู่-คี่ 
  • ยกเลิกข้อจำกัดด้านการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินและประกาศ ‘เลื่อน’ การเลิกใช้ถ่านหินตามแผนออกไป 

-ญี่ปุ่น- 

  • ปล่อยน้ำมันสำรองและขยายเงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภค 
  • กำหนดเพดานราคาน้ำมันเชื้อเพลิงโดยได้รับการสนับสนุนจากเงินอุดหนุน 
  • อนุญาตให้โรงไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพต่ำกลับเข้าสู่ตลาดไฟฟ้าอีกครั้ง 

(Photo by NHAC NGUYEN / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์