สงครามในอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติประมาณ 20% ของโลก กำลังส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งคาดการณ์ว่าการหยุดชะงักนี้จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในระยะยาว
รัฐบาลทั่วโลกจึงเริ่มออกมาตรการต่างๆ และขอความร่วมมือจากประชาชน เพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤตพลังงานที่กำลังจะเกิดขึ้น...แล้วแต่ละประเทศในเอเชียรับมือกับวิกฤตดังกล่าวอย่างไรกันบ้าง?
-จีน-
ผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างจีน ได้เตรียมรับมือกับภาวะอุปทานล้นตลาดในอ่าวเปอร์เซียมานานแล้ว ด้วยการกักตุนน้ำมันและควบคุมราคาน้ำมันกลั่นในประเทศ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนได้ใช้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงและปริมาณน้ำมันที่อุดมสมบูรณ์จากประเทศในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อสร้างคลังสำรองน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีปริมาณถึง 900 ล้านบาร์เรล แม้ว่าปริมาณนี้จะคิดเป็นเพียงประมาณ 3 เดือนของการนำเข้าทั้งหมดก็ตาม
และเพื่อควบคุมราคาภายในประเทศ ทางการจีนจึงได้สั่งให้โรงกลั่นน้ำมันหยุดส่งออกเชื้อเพลิงเป็นการชั่วคราว
-อินเดีย-
กระทรวงน้ำมันของอินเดียแถลงเมื่อวันที่ 26 มีนาคมว่า “ได้จัดหาแหล่งน้ำมันดิบไว้เพียงพอสำหรับ 60 วันข้างหน้าแล้ว และขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการซื้อน้ำมันตุนไว้ด้วยความตื่นตระหนก”
เกือบครึ่งหนึ่งของการนำเข้าน้ำมันดิบของอินเดียรวมทั้งส่วนแบ่งจำนวนมากของการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลวและก๊าซปิโตรเลียม มักจะผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
แต่กระทรวงน้ำมันของอินเดียระบุว่า “ปริมาณน้ำมันดิบจำนวนมากที่มีอยู่ในตลาดระหว่างประเทศนั้นชดเชยผลกระทบจากการหยุดชะงักได้อย่างเหลือเฟือ”
-ฟิลิปปินส์-
- ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ
- ขอให้หน่วยงานภาครัฐลดการใช้เชื้อเพลิง
- จำกัดการเดินทางของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่จำเป็น
- ให้เงินอุดหนุนแก่คนขับรถขนส่ง
- ลดบริการเรือข้ามฟาก
- กำหนดให้ข้าราชการทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน
- บริการรถโดยสารฟรีสำหรับนักเรียนและคนทำงาน
เนื่องจากประเทศในเอเชียแห่งนี้ต้องนำเข้าน้ำมันจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียถึง 98% จึงทำให้ราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินปรับตัวสูงขึ้นกว่า 2 เท่า
-ศรีลังกา-
ศรีลังกาซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ทางการเงิน เป็นอีกหนึ่งประเทศในเอเชียที่พึ่งพาประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียอย่างมากในการนำเข้าเชื้อเพลิง
เพื่อประหยัดเชื้อเพลิง รัฐบาลจึงประกาศให้ ‘วันพุธ’ เป็นวันหยุดราชการสำหรับสถาบันของรัฐ เช่น โรงเรียนและมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังจำกัดอุณหภูมิในสำนักงานไว้ที่ 26 องศาเซลเซียส รวมถึงจำกัดการเดินทางของเจ้าหน้าที่รัฐ และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ
นอกจากนี้ยังมีการกำหนดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง โดยจำกัดให้ผู้ขับขี่รถยนต์ไม่เกิน 15 ลิตรต่อสัปดาห์ และผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่เกิน 5 ลิตรต่อสัปดาห์
-ประเทศไทย-
- รัฐบาลไทยแนะนำทุกภาคส่วนปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 26-27 องศาเซลเซียส
- เริ่มมาตรการ Work From Home และการประชุมผ่านทางวิดีโอ
- ยกเลิกการเดินทางไปดูงานต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐ
- ส่งเสริมการใช้รถสาธารณะร่วมกันและลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น
-เมียนมา-
ปัจจุบันรถยนต์ส่วนบุคคลในประเทศเมียนมาได้รับอนุญาตให้วิ่งวันเว้นวัน โดยขึ้นอยู่กับว่าป้ายทะเบียนรถเป็นเลขคี่ หรือเลขคู่ (ยกเว้นรถยนต์ไฟฟ้า) และกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานจากที่บ้านในวันพุธเป็นภาคบังคับ
รัฐบาลยังได้นำระบบการปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงแบบดิจิทัลมาใช้ โดยการซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจะถูกสแกน บันทึก และติดตามโดยใช้รหัส QR บนยานพาหนะ
-เวียดนาม-
- เวียดนามสนับสนุนให้ประชาชนอยู่บ้านมากขึ้นเพื่อประหยัดเชื้อเพลิง
- รัฐบาลเรียกร้องให้ประชาชนปั่นจักรยาน ใช้รถร่วมกัน ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ และลดการใช้รถส่วนตัวเมื่อไม่จำเป็น
- ยกเลิกภาษีคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสำหรับน้ำมันเบนซินและดีเซลเป็นการชั่วคราว
-บังกลาเทศ-
บังกลาเทศสั่งปิดมหาวิทยาลัยทันทีที่สงครามเริ่มต้นขึ้น และเริ่มจำกัดการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะส่วนใหญ่ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เพิ่มมาตรการตัดกระแสไฟฟ้าตามแผนเพื่อจำกัดการใช้พลังงานอีกด้วย
-เกาหลีใต้-
- รัฐบาลเกาหลีใต้กำหนดเพดานราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและจำกัดการส่งออกแนฟทา (น้ำมันดิบ) หลังจากที่อุปทานจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันดิบร้อยละ 70 ของเกาหลีใต้ หยุดชะงักลง
- รัฐบาลกำลังเตรียมงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม
- ออกมาตรการใช้ระบบหมุนเวียนรถสำหรับพนักงานภาครัฐ โดยห้ามใช้งาน 1 วัน แบ่งกลุ่มตามเลขท้ายทะเบียนรถคู่-คี่
- ยกเลิกข้อจำกัดด้านการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินและประกาศ ‘เลื่อน’ การเลิกใช้ถ่านหินตามแผนออกไป
-ญี่ปุ่น-
- ปล่อยน้ำมันสำรองและขยายเงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภค
- กำหนดเพดานราคาน้ำมันเชื้อเพลิงโดยได้รับการสนับสนุนจากเงินอุดหนุน
- อนุญาตให้โรงไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพต่ำกลับเข้าสู่ตลาดไฟฟ้าอีกครั้ง
(Photo by NHAC NGUYEN / AFP)





