“กลุ่มฮูตีกำลังสะสมอาวุธและยกระดับประสิทธิภาพในการโจมตี อีกทั้งยังปฏิบัติการอย่างเป็นอิสระจากรัฐบาลอิหร่านมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งถือเป็น ‘ภัยคุกคามร้ายแรงที่เห็นได้อย่างชัดเจน’ ต่อสังคมโลก”
— อดีตทูตพิเศษสหรัฐฯ ทิม เลนเดอร์คิง ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประจำเยเมน (ปี 2021-2025) และเคยประจำการที่ซาอุดีอาระเบีย (ปี 2013-2016) ออกโรงเตือน
คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางการโจมตีระลอกล่าสุดของกลุ่มฮูตีด้วยขีปนาวุธและโดรนในซาอุดีอาระเบียจนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา รวมถึงภัยคุกคามที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเส้นทางการเดินเรือสากลและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ ตูร์กี อัล-มาลิกิ โฆษกกองกำลังพันธมิตรนำโดยซาอุดีอาระเบียในเยเมน ยังได้ยืนยันเมื่อวันพฤหัสบดี (15 ต.ค.) ว่า “การโจมตีของกลุ่มฮูตีต่อท่าอากาศยานนานาชาติคิงคาลิดในกรุงริยาด ระหว่างวันที่ 7–11 ตุลาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 17 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 333 ราย”
อัล-มาลิกิ เผยว่า “เหตุโจมตีเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม มีการใช้ทั้งโดรน 10 ลำ ขีปนาวุธ และอาวุธวิถีโค้งอื่น ๆ ร่วมด้วย ขณะเดียวกัน ท่าอากาศยานนานาชาติคิงคาลิดก็ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีมาแล้วถึง 20 ครั้ง นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นมา”
ฮูตีกำลังก้าวข้ามความเป็นกบฏ (?) สู่ภัยคุกคามโลกที่คุมไม่อยู่

“เจ้าหน้าที่ของซาอุฯ เคยเตือนไว้ตั้งแต่เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้วว่า กลุ่มฮูตีจะกลายเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่ ซึ่งคำคาดการณ์นั้นได้กลายเป็นความจริงแล้วในปัจจุบัน”
— เลนเดอร์คิง กล่าว
“ทางการซาอุฯ เคยเตือนผู้นำสหรัฐฯ อย่างตรงไปตรงมาว่า ‘กลุ่มฮูตีคือภัยคุกคามครั้งใหญ่’ ซึ่งในขณะนั้น กลุ่มฮูตีจากเยเมนเหนือได้ซุ่มพัฒนาศักยภาพทางการทหารอย่างเงียบ ๆ ควบคู่ไปกับการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเองก้าวขึ้นมาเป็นกลุ่มผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีเป้าหมายขับเคลื่อนเยเมน” เลนเดอร์คิง เล่าย้อนความหลังเมื่อสิบปีก่อนตอนประจำการในซาอุฯ ซึ่งปัจจุบันเป็นนักวิจัยอาวุโสที่สถาบันตะวันออกกลาง (MEI)
เดิมทีกลุ่มฮูตีก่อตั้งขึ้นเพื่อเคลื่อนไหวทางเมืองและศาสนามาตั้งแต่ช่วงปี 1990 แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังปี 2014 เมื่อความสัมพันธ์กับอิหร่านได้ยกระดับสู่การเป็น ‘พันธมิตรทางทหารอย่างเต็มตัว’ จากการที่รัฐบาลอิหร่านเข้ามาสนับสนุนทั้งด้านอาวุธและการฝึกทหารในช่วงสงครามกลางเมืองเยเมน
“ปัจจุบันกลุ่มฮูตีสามารถพึ่งพาขีดความสามารถของตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอิหร่านอีกต่อไปแล้ว หลังจากที่กลุ่มฮูตีอาศัยช่องว่างจากความไม่ลงรอยกันในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับมาพัฒนาศักยภาพภายในตนเอง ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มฮูตีกับอิหร่านในอดีตคือรากฐานสำคัญที่ส่งผลให้กลุ่มฮูตีก้าวขึ้นมาทรงอิทธิพลได้ถึงเพียงนี้”
— เลนเดอร์คิง ตั้งข้อสังเกต
ขณะเดียวกัน เหตุโจมตีสนามบินคิงคาลิดในริยาดเมื่อวันเสาร์ (10 ต.ค.) ที่ผ่านมา ก็กำลังสร้างแรงกดดันต่อทำเนียบขาว เนื่องจากซาอุดีอาระเบียได้ร้องขอความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ จนนำไปสู่ความกังวลว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจถูกลากเข้าสู่สงครามตะวันออกกลางครั้งใหญ่
“ศักยภาพด้านอาวุธที่ทันสมัยและการล็อกเป้าหมายที่แม่นยำ ได้ยกระดับกลุ่มฮูตีจากกลุ่มกบฏท้องถิ่นขึ้นมาเป็นภัยคุกคามความมั่นคงระดับโลกแล้ว เนื่องจากปัจจุบันพวกเขามีศักยภาพขยายวงโจมตีได้กว้างไกลทั่วทั้งภูมิภาค ครอบคลุมไปถึงพื้นที่ตอนเหนือของทะเลแดง ประกอบกับการที่กลุ่มฮูตีสามารถยึดครองพื้นที่ชายฝั่งตะวันตกของเยเมนไว้ได้ทั้งหมด ปัญหาของกลุ่มฮูตีจึงไม่ใช่แค่เรื่องภายในอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นวิกฤตการณ์ระดับภูมิภาคอย่างเต็มตัว…มันกลายเป็นปัญหาระดับนานาชาติไปแล้วในตอนนี้” เลนเดอร์คิง อธิบาย
เลนเดอร์คิง ชี้ว่า “ความแม่นยำในเหตุถล่มสนามบินริยาด คือข้อพิสูจน์เด่นชัดว่ากลุ่มฮูตีพัฒนาศักยภาพไปไกลมากเมื่อเทียบกับช่วงสงครามกาซา เพราะในปัจจุบันพวกเขาสามารถเล็งเป้าหมายโจมตีได้เฉียบคมจนถึงขั้นเจาะจงถล่มอาคารผู้โดยสารหลังที่ 4 ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าอย่างแท้จริง”
สำนักข่าว AP รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นว่า “กลุ่มฮูตีได้ยิงขีปนาวุธทิ้งตัว ขีปนาวุธร่อน และโดรนหลายลำข้ามพรมแดนเป็นระยะทางไกลกว่า 620 ไมล์ (ราว 1,000 กิโลเมตร) เพื่อถล่มกรุงริยาด ส่งผลให้ทางการซาอุฯ ต้องเร่งสอบสวนระบบป้องกันภัยทางอากาศของตนเองว่ามีข้อผิดพลาดหรือไม่ หลังจากพบรอยรั่วในการสกัดกั้น”
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้แม้ว่าในวันจันทร์ (12 ต.ค.) กองทัพซาอุฯ จะแก้ตัวด้วยการสกัดขีปนาวุธทิ้งตัวเหนือฟ้ากรุงริยาดได้อีก 2 ลูก แต่ในวันอังคาร (13 ต.ค.) สำนักข่าว Reuters รายงานว่า “กลุ่มฮูตีประสบความสำเร็จในการโจมตีสำนักงานใหญ่ของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง อารามโค (Aramco) ในเมืองดาห์ราน จนเกิดเหตุเพลิงไหม้ลุกลามอาคารหลายชั้น” ซึ่งเลนเดอร์คิงชี้ว่า “เหตุผลที่กลุ่มฮูตีสามารถเปิดฉากโจมตีรุนแรงได้อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ เป็นเพราะพวกเขามีเครือข่ายลักลอบขนอาวุธและแหล่งเงินทุนในท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง จนพึ่งพาตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งอิหร่านแล้ว”
เมื่อท่อน้ำเลี้ยงหลักอย่าง ‘อิหร่าน’ (อาจ) ไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว...

เงินทุนสะสมที่กลุ่มฮูตีได้รับจากอิหร่านมานานหลายปี กลายเป็นรากฐานทางการเงินที่สำคัญในปัจจุบัน บวกกับกลุ่มฮูตียังพึ่งพาตนเองทางการเงินได้อย่างมั่นคงจากการหาเงินในตลาดมืดด้วยการค้าขายน้ำมัน เครือข่ายรีดไถ และการเก็บภาษีเถื่อน ควบคู่ไปกับการบีบบังคับให้ชาวบ้านส่งบุตรชายไปเป็นกำลังพลในแนวหน้า ปัจจัยเหล่านี้ทำให้กองกำลังฮูตีมีขีดความสามารถในการทำสงครามยืดเยื้อได้อย่างอิสระ โดยไม่จำเป็นต้องรอความช่วยเหลือจากอิหร่านอีกต่อไป
นอกจากนี้ กลุ่มฮูตียังสามารถจัดหาอุปกรณ์และชิ้นส่วนต่าง ๆ ได้ง่ายดายจากตลาดออนไลน์ทั่วไป และมีเครือข่ายลักลอบขนส่งที่ซับซ้อนและหยั่งรากลึก โดยลำเลียงต่อกันเป็นทอด ๆ ตั้งแต่เรือใหญ่ เรือเล็ก ใช้สัตว์บรรทุกสัมภาระ ไปจนถึงการแบกขึ้นหลังคน ทำให้สามารถเคลื่อนย้ายอาวุธผ่านพื้นที่ของรัฐบาลและพรมแดนธรรมชาติที่กว้างขวางได้โดยไม่ถูกจับตา ส่งผลให้พวกเขาสามารถเคลื่อนไหว ปรับปรุงเทคโนโลยี และเติมคลังอาวุธได้ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม การที่คลังอาวุธของกลุ่มฮูตีเติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็ว ยังสร้างความกังวลให้กับกลุ่มพันธมิตรว่า “ทางการจีนอาจมีส่วนเชื่อมโยงหรือสนับสนุนเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานอาวุธของกลุ่มก่อการร้ายนี้ด้วยเช่นกัน”
ขณะเดียวกัน ทางการเยเมนก็ออกมาเผยว่า “กลุ่มกบฏฮูตีกำลังกว้านซื้อชิ้นส่วนเทคโนโลยีจากจีนเพื่อนำไปพัฒนาขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยกลาง ซึ่งสร้างความหวั่นใจให้หลายฝ่ายว่ากลุ่มนี้อาจเข้าถึงเทคโนโลยีทหารขั้นสูง” ขณะที่ เลนเดอร์คิงย้ำเตือนว่า “ความเชื่อมโยงกับจีนในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องอันตรายและส่งผลเสียร้ายแรงมาก เนื่องจากมีเครือข่ายบริษัทบังหน้าคอยทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ฮูตีสำหรับการจัดหาและลักลอบขนส่งอาวุธผ่านช่องทางค้าขายปกติ”
เลนเดอร์คิงส่งสัญญาณเตือนอีกว่า
“เป้าหมายถัดไปของกลุ่มฮูตีอาจเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของซาอุฯ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานพลังงาน ท่อส่งน้ำมัน หรือโรงงานผลิตน้ำจืด ซึ่งหากถูกทำลายจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของซาอุฯ ทันที”
ทั้งนี้ กลุ่มฮูตีเคยลงมือถล่มท่อน้ำมันมาแล้ว และตอนนี้คลังพลังงานกับโรงงานดีเซลอื่น ๆ กำลังตกเป็นเป้าหมายถัดไป ซึ่งหากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ถูกโจมตี จะส่งผลสะเทือนรุนแรงต่อเสถียรภาพในตะวันออกกลาง ตลาดพลังงานโลก และการพาณิชย์นาวีทันที
ความน่ากลัวในปัจจุบันคือ “กลุ่มฮูตีกำลังแผ่อิทธิพลเข้าควบคุมน่านน้ำชายฝั่งตะวันตกของเยเมนติดทะเลแดง ซึ่งเป็นช่องทางเดินเรือยุทธศาสตร์ระหว่างเอเชียและยุโรป และด้วยขีดความสามารถที่เพิ่มขึ้นจนโจมตีข้ามพรมแดนได้ไกลหลายร้อยไมล์ วิกฤตการณ์นี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องภายในเยเมนอีกต่อไป แต่ได้ยกระดับเป็นภัยคุกคามระดับสากลอย่างเต็มตัว”
“เหตุระเบิดเพียงครั้งเดียวที่สนามบินริยาด ถือเป็นการประกาศศักดาและส่งสัญญาณเตือนครั้งใหญ่…นี่คือเหตุผลสำคัญที่บ่งชี้ว่าวิกฤตการณ์นี้ได้ยกระดับเป็นความขัดแย้งระดับโลกไปแล้ว และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมีมาตรการตอบโต้ในทันที”
— เลนเดอร์คิง กล่าวเตือน
(Photo by MOHAMMED HUWAIS / AFP)





