วิกฤตการณ์น้ำมันแพงอย่างรุนแรงที่เป็นผลมาจากความขัดแย้งกับอิหร่าน ได้กลายเป็นแรงผลักดันเร่งด่วนระลอกใหม่ให้กัมพูชาต้องเร่งแก้ไขข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับประเทศไทยที่ยืดเยื้อมานาน เพื่อปลดล็อกทรัพยากรพลังงานใต้ทะเลที่มีมูลค่าสูงถึง 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.8 ล้านล้านบาท)
การที่อิหร่านเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของอุปทานน้ำมันโลก ได้ส่งผลให้ความขัดแย้งในพื้นที่ดังกล่าวทวีความรุนแรงจนกลายเป็นวิกฤตการณ์พลังงานโลกครั้งที่ย่ำแย่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
แก้ว รตนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเหมืองแร่และพลังงานของกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Reuters ว่า “ปัจจุบันกัมพูชากำลังพึ่งพาแหล่งพลังงานหมุนเวียน รวมถึงพลังงานน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ที่กำลังเติบโต เพื่อประคับประคองประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน แต่ความหวังที่จะพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นยังคงต้องพึ่งพาสินทรัพย์ประเภทเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มเติม”
“ก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตการณ์นี้ขึ้น ทุกประเทศอาจจะยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานมากนัก แต่วิกฤตการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงกดดันจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ยิ่งทำให้ประเด็นความมั่นคงทางพลังงานของทุกประเทศกลายเป็นจุดสนใจที่ชัดเจนและเร่งด่วนมากยิ่งขึ้น”
— แก้ว รตนาค กล่าว
กัมพูชามีข้อพิพาทเรื่องพรมแดนกับไทยซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีขนาดใหญ่กว่ามานานหลายทศวรรษ ความขัดแย้งนี้ได้ก่อให้เกิดการสู้รบ 2 ครั้งในปี 2025 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 150 ราย ก่อนที่จะมีการหยุดยิงครั้งล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
พื้นที่ขนาดประมาณ 27,000 ตารางกิโลเมตรในอ่าวไทยที่ทั้งสองประเทศต่างอ้างสิทธิ์นั้น ถูกประเมินว่า “มีก๊าซธรรมชาติสำรองอยู่ราว 311,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ควบคู่ไปกับน้ำมันดิบในปริมาณมหาศาล”
บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ระดับโลก รวมถึง TotalEnergies ต่างมีความสนใจอย่างมากที่จะเริ่มกิจกรรมสำรวจแหล่งพลังงานนอกชายฝั่ง หากประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองสามารถคลี่คลายความขัดแย้งเหนือพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยนี้ได้
“การนำทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหล่านี้มาใช้ประโยชน์จะเป็นผลดีร่วมกันทั้งต่อไทยและกัมพูชา” แก้ว รตนาค กล่าว
กัมพูชาหวังพึ่งกระบวนการไกล่เกลี่ยของสหประชาชาติ
แม้ว่าจะมีการคัดค้านจากกัมพูชา แต่รัฐบาลไทยได้ประกาศยกเลิก ‘MOU 44’ แต่เพียงฝ่ายเดียวเมื่อเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นข้อตกลงที่มีอายุ 25 ปีในการร่วมมือกันเพื่อสำรวจพลังงานนอกชายฝั่ง โดยให้เหตุผลว่า “กรอบความร่วมมือดังกล่าวไม่มีความคืบหน้าใด ๆ”
แก้ว รตนาค กล่าวว่า “การดำเนินการของไทยในครั้งนี้ ทำให้กัมพูชาต้องพึ่งพากระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเล”
“เราเห็นว่าการเลือกใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับของ UNCLOS...เป็นหนทางเดียวที่เป็นไปได้ที่จะแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติและเป็นมิตร”
— แก้ว รตนาค กล่าว พร้อมเสริมว่ารัฐบาลกัมพูชามีแผนที่จะติดต่อไปยังฝ่ายไทยเพื่อหารือเกี่ยวกับกลไกนี้
ด้านกระทรวงการต่างประเทศของไทยระบุว่า “ไทยสนับสนุนการพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสมทั้งหมดภายใต้อนุสัญญาของสหประชาชาติ แต่เรื่องดังกล่าวควรมีการหารือกันในระดับทวิภาคีก่อน”
“ไทยตระหนักถึงศักยภาพด้านพลังงานของพื้นที่และความเร่งด่วนของสถานการณ์พลังงานโลกในปัจจุบัน การหาทางออกที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ร่วมกันจำเป็นต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศด้วย” กระทรวงการต่างประเทศของไทยระบุ
(Photo by TANG CHHIN SOTHY / AFP)





