สื่อต่างประเทศรายงานข่าวการสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 19.48 น. ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชันษา 47 ปี
CNN
“สำนักพระราชวังแถลง เจ้าหญิงของไทยสิ้นพระชนม์แล้วขณะมีพระชันษา 47 ปี หลังทรงประชวรหมดพระสตินานหลายปี”
สำนักพระราชวังแถลงในวันศุกร์ (12 มิ.ย.) ว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระราชธิดาพระองค์โตในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว สิ้นพระชนม์แล้วในพระชันษา 47 ปี หลังจากทรงมีปัญหาสุขภาพหลายประการและประชวรหมดพระสติเป็นเวลานานเกือบ 4 ปี”
BBC
“สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ของไทยสิ้นพระชนม์แล้ว หลังทรงประชวรหมดพระสตินานกว่า 3 ปี”
พระองค์ทรงหมดสติล้มลงเมื่อเดือนธันวาคมปี 2565 ขณะทรงฝึกสุนัขทรงเลี้ยง คณะแพทย์ระบุว่าสาเหตุเกิดจากอาการพระหทัยเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากการติดเชื้อไมโคพลาสมาที่พระหทัย
“การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ทำให้ราชวงศ์ไทยต้องสูญเสียพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ทรงมีพระปรีชาสามารถและสร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์เด่นชัดที่สุดพระองค์หนึ่ง” BBC รายงาน
AP News
“สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ของไทย ผู้ทรงเป็นที่รู้จักจากการทรงงานด้านกฎหมาย สิ้นพระชนม์แล้วขณะมีพระชันษา 47 ปี”
พระองค์ทรงขับเคลื่อนการปฏิรูประบบยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง และทรงเป็นที่รู้จักดีที่สุดจาก ‘โครงการกำลังใจ’ ในพระดำริฯ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ต้องขังหญิงชาวไทยก่อนพ้นโทษ
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงส่งเสริมความพยายามในการยุติความรุนแรงต่อสตรีในฐานะ ‘ทูตสันถวไมตรีขององค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women)’ ซึ่งความมุ่งมั่นของพระองค์ส่งผลให้สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติรับรอง ‘ข้อกำหนดกรุงเทพ’ (Bangkok Rules) ว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง
“สังคมจะไม่สามารถเติบโตได้ หากยังมีความไม่มั่นคงและความไม่ยุติธรรม หากปราศจากหลักนิติธรรม และระบบยุติธรรมที่ดี สังคมก็จะมีแต่ความวุ่นวาย ข้าพเจ้าคิดว่าหลักนิติธรรมคือเสาหลักที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนา การเติบโตทางเศรษฐกิจ และแน่นอนว่ารวมถึงสิทธิมนุษยชนด้วย” สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ตรัสในบทสัมภาษณ์กับ AP News เมื่อปี 2556
CNA
“สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระราชธิดาพระองค์โตในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สิ้นพระชนม์แล้วด้วยพระอาการประชวร ขณะมีพระชันษา 47 ปี”
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงเข้ารับการรักษาพระองค์ในโรงพยาบาลเมื่อเดือนธันวาคมปี 2565 หลังจากทรงหมดพระสติล้มลงด้วยพระอาการประชวรเกี่ยวกับพระหทัยและอาการติดเชื้ออื่น ๆ และทรงอยู่ในภาวะหมดพระสตินับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
พระองค์ทรงเป็นที่รู้จักในประเทศไทยในพระนาม ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ โดยก่อนหน้าที่จะทรงพระประชวรหนึ่งปี พระองค์ทรงได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์
Reuters
“สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระราชธิดาพระองค์โตในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สิ้นพระชนม์แล้ว ขณะมีพระชันษา 47 ปี”
Reuters รายงานว่า “ในประเทศไทย พระองค์ทรงเป็นที่จดจำจากการทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งในสาธารณประโยชน์ การทรงงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิง และพระกรณียกิจด้านการทูต”
“พระองค์ทรงขับเคลื่อนการปฏิรูประบบกระบวนการยุติธรรมอย่างแข็งขัน และทรงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจาก ‘โครงการกำลังใจ’ ที่มุ่งช่วยเหลือและพัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขังหญิงชาวไทยเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนได้รับการปล่อยตัว”
The Straits Times
“สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระราชธิดาองค์โตสิ้นพระชนม์แล้วด้วยพระชันษา 47 ปี หลังทรงพระประชวรมาเป็นเวลานาน”
พระองค์ทรงเป็นที่รู้จักจากการริเริ่มโครงการที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาความต้องการพิเศษและความเปราะบางของผู้ต้องขังหญิง รวมถึงบุตรของพวกเธอในเรือนจำ
ในเดือนกันยายนปี 2521 พระองค์ได้รับการแต่งตั้งให้ทรงดำรงตำแหน่ง ‘ทูตสันถวไมตรีขององค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) ประจำประเทศไทย’
ในแถลงการณ์ของ UN Women ณ ขณะนั้น ได้อัญเชิญพระดำรัสของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ความว่า “ข้าพเจ้ายินดีที่จะกล่าวว่า การสนับสนุนของประเทศไทยต่อแคมเปญระดับโลก ‘Say No to Violence against Women’ ของกองทุนเพื่อการพัฒนาสตรีแห่งสหประชาชาติ (UNIFEM) นั้น ไม่เป็นสองรองใคร”
“ข้าพเจ้ายินดีที่เห็นว่ากระบวนการนี้ได้สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันในระดับประเทศ ซึ่งถือเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการประสานความร่วมมือเพื่อยุติความรุนแรงต่อสตรีและเด็กหญิงในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องทั้งในอดีตและอนาคต”
— พระองค์ตรัสเสริม
(Photo by LILLIAN SUWANRUMPHA / AFP)





