สนธิสัญญาจำกัดอาวุธนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายที่ยังบังคับใช้อยู่ระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียกำลังจะหมดอายุลงในวันนี้ ซึ่งหมายความว่า นี่จะเป็นครั้งแรกในรอบกว่าครึ่งศตวรรษที่ไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายใดๆ เกี่ยวกับขีปนาวุธและหัวรบของทั้งสองประเทศ สร้างความกังวลว่าอาจจะเกิดการแข่งกันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลกครั้งใหม่
สนธิสัญญาจำกัดอาวุธครั้งแรกระหว่างสองมหาอำนาจนิวเคลียร์เกิดขึ้นเมื่อปี 1972 เป็นการลงนามระหว่างประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน และเลโอนิด เบรจเนฟ ผู้นำสหภาพโซเวียต เป้าหมายคือ การชะลอการแข่งขันด้านอาวุธและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่หายนะ
จะเห็นว่าแม้ในช่วงพีคของสงครามเย็น ทั้งสองมหาอำนาจที่แข่งขันกันตลอดยังตกลงกันได้
ต่อมาในปี 1991 หลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย ประธานาธิบดี จอร์จ บุช คนพ่อ และมิคาอิล กอร์บาชอฟ ก็ลงนามในสนธิสัญญาจำกัดอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ (START) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองฝ่ายต้องลดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ และถือเป็นการเริ่มต้นกรอบการตรวจสอบ เพื่อให้แต่ละฝ่ายสามารถตรวจสอบได้ว่าอีกฝ่ายปฏิบัติตามข้อจำกัดหรือไม่
ส่วนสนธิสัญญาฉบับล่าสุด (New START) ที่กำลังจะหมดอายุนี้ ลงนามกันเมื่อปี 2010 ระหว่างประธานาธิบดี บารัก โอบามา กับประธานาธิบดี ดมิทรี เมดเวเดฟ และมีการต่ออายุออกไปอีก 5 ปีเมื่อปี 2021
สนธิสัญญา New START จำกัดจำนวนหัวรบและระเบิดนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ที่ประจำการได้ของทั้งสองประเทศไว้ที่ 1,550 ลูก และนับเครื่องบินทิ้งระเบิดหนักแต่ละลำเป็นหัวรบหนึ่งลูก ซึ่งต่ำกว่าข้อจำกัด 2,200 ลูกที่กำหนดไว้ในข้อตกลงก่อนหน้านี้ประมาณ 30%
New START ยังจำกัดจำนวนขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ขีปนาวุธยิงจากเรือดำน้ำ (SLBM) และเครื่องบินทิ้งระเบิดหนักที่ปฏิบัติภารกิจนิวเคลียร์ของรัสเซียและสหรัฐฯ ไว้ที่ไม่เกินประเทศละ 700 ส่วนเครื่องยิง ICBM เครื่องยิง SLBM และเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ประจำการและไม่ได้ประจำการนั้นจำกัดไว้ที่ 800 เครื่อง
ซึ่งก็มากเกินพอแล้วสำหรับรัสเซียและสหรัฐฯ ที่จะทำลายล้างกันเอง
เงื่อนไขของสนธิสัญญาฉบับปัจจุบันอนุญาตให้มีการขยายเวลาอย่างเป็นทางการได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
วลาดิมีร์ ปูติน เสนอให้ขยายเวลาข้อตกลงอย่างไม่เป็นทางการออกไปอีก 12 เดือน แต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่เห็นด้วย
บางคนเชื่อว่าทรัมป์บ้าที่ไม่ต่ออายุ เพราะกลัวว่าสหรัฐฯ จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบหากเกิดการแข่งขันด้านอาวุธ แต่บางคนเชื่อว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่ดี ทำให้สหรัฐฯ มีอิสระที่จะแข่งขันกับการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศอื่นๆ เช่น จีน
และจีนก็อยู่ในความคิดของทรัมป์อย่างชัดเจน ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการสนธิสัญญาสามฝ่ายฉบับใหม่ที่รวมถึงจีนด้วย
แต่คนที่เคยทำงานด้านนี้เตือนว่า เรื่องดึงจีนเข้ามาร่วมด้วยเป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ
นิโคไล โซคอฟ อดีตผู้เจรจาควบคุมอาวุธของโซเวียตและรัสเซียเผยกับ Sky News ว่า “ที่จริงแล้วเราไม่เคยพยายามเจรจาแบบไตรภาคีเลย”
“ใครบอกว่ามันจะเป็นการเจรจาแบบไตรภาคี จุดยืนอย่างเป็นทางการของรัสเซียและจีนคือ การเจรจาอาจเป็นแบบทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย หรืออาจเป็นแบบ 5 ฝ่าย ซึ่งรวมสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสเข้ามาด้วย”
นอกจาก New START แล้ว ยังมีสนธิสัญญาควบคุมอาวุธที่มีมายาวนานอื่นๆ ที่สิ้นสุดลงไปแล้วเช่นกัน ได้แก่
- ข้อตกลงว่าด้วยกองกำลังนิวเคลียร์พิสัยกลาง (Intermediate-Range Nuclear Forces Agreement) ซึ่งได้ยกเลิกการประจำการอาวุธนิวเคลียร์พิสัยสั้นในยุโรปเป็นส่วนใหญ่
- สนธิสัญญาเปิดน่านฟ้า (Open Skies Treaty) ซึ่งอนุญาตให้ประเทศผู้ลงนาม รวมถึงสหรัฐฯ และรัสเซีย บินลาดตระเวนโดยไม่ใช้อาวุธเหนือดินแดนของกันและกันเพื่อตรวจสอบกองกำลังทหารได้
- สนธิสัญญาว่าด้วยกองกำลังติดอาวุธตามแบบแผนในยุโรป (Conventional Armed Forces in Europe Treaty) ซึ่งจำกัดจำนวนรถถัง ทหาร และระบบปืนใหญ่ที่ทั้งรัสเซียและนาโตสามารถประจำการในยุโรปได้

ผู้สังเกตการณ์เตือนว่า การละทิ้งสนธิสัญญา New START อาจเป็นสัญญาณของยุคใหม่ของการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ ขณะเดียวกันประเทศอื่นๆ เช่น จีน ก็พยายามเพิ่มคลังอาวุธร้ายแรงของตัวเองเช่นกัน
ดาริล คิมบอลล์ ผู้อำนวยการบริหารของสมาคมควบคุมอาวุธในวอชิงตันกล่าวว่า การไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับการรักษาสิทธิตามข้อจำกัดของสนธิสัญญา อาจกระตุ้นให้มีการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์มากขึ้น
“ตอนนี้เราอยู่ในจุดที่ทั้งสองฝ่ายอาจเพิ่มจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ที่ติดตั้งในแต่ละฝ่ายเป็นครั้งแรกในรอบประมาณ 35 ปี เมื่อสนธิสัญญานี้หมดอายุลง" คิมบอลล์เผยกับสำนักข่าว AP
“และนี่จะเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันด้านอาวุธสามฝ่ายที่อันตรายและไร้ข้อจำกัด ไม่ใช่แค่ระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียเท่านั้น แต่ยังรวมถึงจีน ซึ่งกำลังเพิ่มคลังอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองเช่นกัน แม้จะมีขนาดเล็กกว่าแต่ก็ยังร้ายแรงอยู่”
ดารยา ดอลซิโควา นักวิจัยอาวุโสจากโครงการนโยบายการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ของ RUSI ซึ่งตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักรเผยว่า การหมดอายุของสนธิสัญญา New Start นั้น “น่าเป็นห่วง เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีแรงผลักดันที่จะขยายขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ของตัวเอง”

ทั้งสหรัฐฯ และรัสเซียกำลังปรับปรุงกองกำลังนิวเคลียร์และเพิ่มขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ของตัวเอง การแข่งขันด้านอาวุธครั้งใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ดอลซิโควา กล่าวว่า สำหรับรัสเซีย “ดูเหมือนจะมีความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการเจาะระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ” ซึ่งความกังวลนี้เพิ่มมากขึ้นจากแผนการของทรัมป์ที่จะสร้าง “Golden Dome” เพื่อปกป้องอเมริกาเหนือจากอาวุธระยะไกล
แต่รัสเซียก็กำลังพัฒนาอาวุธใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อเอาชนะระบบป้องกันภัยทางอากาศเช่นกัน ซึ่งรวมถึง Poseidon ตอร์ปิโดใต้น้ำอัตโนมัติข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์และขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ และ Burevestnik ขีปนาวุธร่อนติดหัวรบนิวเคลียร์และขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์
สหรัฐฯ รัสเซีย และจีน ต่างกำลังพัฒนาขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงพิสัยไกล ซึ่งสามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วราว 6,437 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และยากต่อการยิงสกัดมากยิ่งขึ้น
ดอลซิโควาเผยอีกว่า ขีดความสามารถทางทหารที่ขยายตัวเหล่านี้จะ ยิ่งทำให้การบรรลุสนธิสัญญาควบคุมอาวุธฉบับใหมยากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีสิ่งที่เธอเรียกว่า “ความสำคัญของอาวุธนิวเคลียร์ที่เพิ่มมากขึ้น” ดูเหมือนว่าประเทศต่างๆ ต้องการอาวุธนิวเคลียร์มากขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือในการป้องปราม แทนที่จะลดลง
ทั้งสหรัฐฯ และรัสเซียก็ดูเหมือนจะไม่รีบร้อนที่จะลงนามในสนธิสัญญาควบคุมอาวุธฉบับใหม่
อันที่จริงหัวข้อนี้อยู่ในวาระการประชุมเมื่อประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย พบกับทรัมป์ที่อลาสกาเมื่อปีที่แล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ข้อตกลงใหม่ยังคงเป็นไปได้ แต่การหมดอายุของสนธิสัญญา New Start บ่งชี้ถึงยุคที่ผันผวนและอันตรายมากขึ้น
Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP





