ไม่ได้มีแค่ในไทย! มหากาพย์ ‘พ่อทิพย์’ ไร้พรมแดน : เจาะขบวนการฟอกสัญชาติต่างแดน

15 ก.ค. 2569 - 19:38

  • เมื่อขบวนการ ‘พ่อทิพย์’ ไม่ได้มีแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นวิกฤตการณ์ที่ประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลกต่างก็กำลังเผชิญกับปัญหานี้เช่นเดียวกัน

  • SPACEBAR พาย้อนดูขบวนการ ‘พ่อทิพย์’ ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศว่าคล้ายกับเคสของไทยไหม? แล้วประเทศเหล่านั้นมีมาตรการจัดการยังไง...

ไม่ได้มีแค่ในไทย! มหากาพย์ ‘พ่อทิพย์’ ไร้พรมแดน : เจาะขบวนการฟอกสัญชาติต่างแดน

จากกรณี ‘พ่อไทยทิพย์’ กระบวนการรับจ้างจดทะเบียนรับรองบุตรเพื่อสวมสิทธิ์สัญชาติไทยให้กับเด็กต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย ที่ทางการไทยกำลังกวาดล้างอยู่นั้นกำลังเป็นประเด็นที่สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ทางกฎหมายไทยที่ว่า “เด็กที่เกิดโดยบิดาหรือมารดาผู้มีสัญชาติไทย ย่อมได้สัญชาติไทยโดยกำเนิด” 

ทว่าขบวนการนี้ไม่ได้มีแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่มันยังกลายเป็นวิกฤตการณ์ที่ประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลกต่างก็กำลังเผชิญกับปัญหานี้เช่นเดียวกัน...SPACEBAR พาย้อนดูขบวนการ ‘พ่อทิพย์’ ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศว่าคล้ายกับเคสของไทยไหม? แล้วประเทศเหล่านั้นมีมาตรการจัดการยังไง... 

เปิดโปงขบวนการ ‘พ่อทิพย์ครบวงจร’ ในอังกฤษ 

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปี 2023 สำนักข่าว BBC เปิดโปงขบวนการค้าสัญชาติในอังกฤษ โดยพบว่า “มีชายชาวอังกฤษรับจ้างเป็น ‘พ่อทิพย์’ ให้กับลูกของหญิงผู้อพยพผิดกฎหมาย ซึ่งเหล่าพ่อทิพย์จะได้ค่าจ้างสูงถึง 10,000 ปอนด์ (ราว 4.4 แสนบาท) แลกกับการเซ็นชื่อในใบเกิด เพื่อให้เด็กได้สัญชาติอังกฤษทันที และช่วยให้ตัวแม่ต่างชาติได้รับสิทธิ์พำนักอาศัยในประเทศอย่างถูกกฎหมายไปด้วย  

รายงานระบุว่า “เครือข่ายฉ้อโกงลักษณะนี้กำลังแพร่ระบาดไปในหลายชุมชนทั่วสหราชอาณาจักร โดยมีเอเจนซี่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศทำหน้าที่จัดหาผู้ชายท้องถิ่นมาเป็นพ่อทิพย์ ขบวนการเหล่านี้ใช้ Facebook เป็นช่องทางหลักในการโฆษณาหาลูกค้า พร้อมอ้างว่าเคยช่วยผู้หญิงต่างชาติสวมสิทธิ์สำเร็จมาแล้วหลายพันคน ขณะที่ทาง Facebook ออกมาชี้แจงว่า เนื้อหาประเภทจัดหาพ่อทิพย์หรือซื้อขายสัญชาตินี้ ถือเป็นสิ่งต้องห้ามและละเมิดกฎระเบียบของแพลตฟอร์มอย่างเด็ดขาด” 

ทีมข่าวสืบสวนของ BBC ปลอมตัวเป็นหญิงต่างด้าวตั้งครรภ์ที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย เพื่อติดต่อขอซื้อบริการกับเครือข่ายนี้โดยตรง โดยได้พบกับเอเจนซี่รายหนึ่งที่ใช้ชื่อแฝงว่า ‘ไท’ ซึ่งเสนอขาย ‘แพ็กเกจพ่อทิพย์แบบครบวงจร’ ในราคา 11,000 ปอนด์ (ราว 4.8 แสนบาท) และบอกว่าเขามีผู้ชายชาวอังกฤษในเครือข่ายจำนวนมาก ที่พร้อมจะไปเซ็นชื่อในใบเกิดเพื่อฟอกสัญชาติให้ทันที 

ไทพานักข่าวที่ปลอมตัวไปพบ ‘แอนดรูว์’ ชายชาวอังกฤษที่จะมารับบทเป็นพ่อทิพย์ ซึ่งแอนดรูว์จะได้รับส่วนแบ่ง 8,000 ปอนด์ (ราว 3.5 แสนบาท) หลังจากนั้น แอนดรูวก็โชว์พาสปอร์ตเพื่อยืนยันสัญชาติ และร่วมถ่ายรูปเซลฟี่กับนักข่าวเพื่อใช้เป็นหลักฐานลวงเจ้าหน้าที่ว่าคบหากันจริง 

ขณะที่เอเจนซี่อีกรายหนึ่งที่ใช้ชื่อแฝงว่า ‘ที คิม’ อ้างว่าเธอเคยช่วยเหลือหญิงผู้อพยพตั้งครรภ์มาแล้วหลายพันคน โดยเธอคิดค่าบริการค่าจ้างพ่อทิพย์ชาวอังกฤษ 10,000 ปอนด์ (ราว 4.4 แสนบาท) และบวกค่านายหน้าของตัวเองอีก 300 ปอนด์ (ราว 1.3 หมื่นบาท) 

“ผู้ชายทุกคนที่ฉันใช้บริการ ล้วนเกิดในอังกฤษ และไม่เคยมีประวัติไปจดทะเบียนแจ้งเกิดให้เด็กคนไหนมาก่อนเลย ฉันรู้ดีว่าต้องจัดการทุกอย่างยังไง คุณไม่ต้องกังวลเลยว่าจะไม่ได้พาสปอร์ต เพราะเคสแบบนี้ได้รับอนุมัติอย่างแน่นอน” ที คิม บอกกับนักข่าว BBC ที่ปลอมตัวไปสืบสวน 

อานา กอนซาเลซ ทนายความด้านกฎหมายคนเข้าเมือง ระบุว่า “ขบวนการพ่อทิพย์นี้ ‘มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง’ ในอีกมุมหนึ่ง มันคือข้อพิสูจน์ว่าผู้หญิงเหล่านี้สิ้นหวังแค่ไหน และพวกเธอพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาสิทธิ์ในการพำนักอยู่ในสหราชอาณาจักร” 

ตามกฎหมายแล้ว หากหญิงต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมายคลอดบุตร โดยมีพ่อเป็นพลเมืองอังกฤษ หรือเป็นชายที่ได้รับสิทธิ์พำนักถาวร ทารกคนนั้นจะได้รับสัญชาติอังกฤษโดยการเกิดทันที จากนั้น ผู้เป็นแม่จะสามารถยื่นขอวีซ่าครอบครัวเพื่อสิทธิ์ในการพำนักในสหราชอาณาจักรต่อ และยื่นขอสัญชาติได้ในเวลาต่อมา 

“กฎหมายนี้มีไว้เพื่อคุ้มครองเด็ก ไม่ใช่เพื่อแจกวีซ่าให้ผู้หญิงเข้าเมืองผิดกฎหมาย และไม่ควรมีใครมองเรื่องนี้ว่าเป็นแค่ช่องโหว่ทางกฎหมาย” กอนซาเลซ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในปี 2022 มีการอนุมัติวีซ่าครอบครัวในกลุ่ม ‘ผู้พึ่งพิงอื่น ๆ’ ไปแล้วถึง 4,860 ราย ซึ่งวีซ่าประเภทนี้รวมถึงกลุ่มคนต่างด้าวที่ยื่นขออยู่ต่อในสหราชอาณาจักรในฐานะ ‘ผู้ปกครองของเด็กสัญชาติอังกฤษ’ ด้วย  

การเจตนาให้ข้อมูลเท็จในใบสูติบัตรถือเป็น ‘ความผิดทางอาญา’ ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยอังกฤษชี้แจงกับ BBC ว่า “รัฐบาลมีมาตรการในการป้องกันและตรวจจับการฉ้อโกงเพื่อเข้าเมืองโดยใช้ใบเกิดปลอมอยู่แล้ว” 

“ใบเกิดเพียงใบเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับใช้พิสูจน์ความเป็นพ่อ ซึ่งในกรณีที่พบข้อสงสัย เจ้าหน้าที่มีสิทธิ์เรียกตรวจหลักฐานอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ทางสายเลือดให้แน่ชัดก่อนอนุมัติสัญชาติ”

กระทรวงมหาดไทยอังกฤษระบุ 

-อังกฤษจัดการปัญหานี้ยังไง...-

1.) ยกระดับข้อหาเป็น ‘คดีความมั่นคง’ ร้ายแรง 

อังกฤษไม่มองการเซ็นชื่อปลอมในใบเกิดเป็นแค่การแจ้งความเท็จธรรมดา แต่สำนักงานอัยการสูงสุด (CPS) จะตั้งข้อหาหนักคือ ‘สมรู้ร่วมคิดช่วยเหลือการย้ายถิ่นฐานผิดกฎหมายเข้าสู่ประเทศ’ 

บทลงโทษ : ผู้บงการและชายชาวอังกฤษที่รับจ้างเป็นพ่อทิพย์จะถูกส่งฟ้องศาลอาญา และมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 6 ปี (หรือตามกฎหมายสูงสุดได้ถึง 14 ปี)  

2.) ประกาศใช้มาตรการ ‘ใบเกิดใบเดียวไม่พอ’ 

กระทรวงมหาดไทยอังกฤษประกาศชัดเจนว่า “ใบเกิดเพียงใบเดียวไม่สามารถใช้พิสูจน์ความเป็นพ่อได้อีกต่อไป เพราะไม่มีรูปถ่ายหรือสิ่งยืนยันตัวตนที่แท้จริง หากเจ้าหน้าที่ ตม. พบข้อพิรุธ เช่น ระยะเวลาความสัมพันธ์ของพ่อแม่ดูไม่สมเหตุสมผล ก็มีอำนาจตามกฎหมายในการระงับคำขอวีซ่าหรือพาสปอร์ตได้ทันที”   

3.) บังคับตรวจดีเอ็นเอ (DNA) และเพิกถอนสัญชาติย้อนหลัง 

เจ้าหน้าที่จะบังคับให้ส่งผลตรวจ DNA จากห้องปฏิบัติการที่กระทรวงยุติธรรมอังกฤษรับรองเท่านั้น เพื่อพิสูจน์สายเลือดที่แท้จริงก่อนอนุมัติพาสปอร์ตหรือวีซ่า หากตรวจพบการทุจริตภายหลัง ทางการอังกฤษจะเพิกถอนสัญชาติของเด็กย้อนหลังทันที พร้อมทั้งเนรเทศทั้งตัวแม่และเด็กออกนอกประเทศ 

ย้อนรอยคดีอื้อฉาว ‘Mr. Cash Money’ ในเยอรมนี 

   (Photo by Shutterstock / StoryTime Studio)
(Photo by Shutterstock / StoryTime Studio)

เมื่อช่วงต้นปี 2024 คดีของ ‘Mr. Cash Money’ ได้ถูกเปิดโปงและกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลกจากข้อหา ‘ฉ้อโกงเงินสวัสดิการรัฐผ่านการรับรองบุตรปลอม’  

ทีมคอลัมน์ข่าวสืบสวนของสำนักข่าว ARD-Kontraste และ Rbb24-Recherche เปิดโปงเรื่องราวของชายคนหนึ่งชื่อว่า ‘โจนาธาน’ ผู้อพยพชาวไนจีเรียที่อาศัยอยู่ในประเทศเยอรมนี ซึ่งได้ยื่นแจ้งต่อทางการเยอรมนีว่า ‘ตัวเขาเองเป็นคนยากจนและไร้ที่พึ่งพิง’ ทำให้เขาได้รับเงินเยียวยาช่วยเหลือหลายพันยูโรในทุกๆ เดือน เพื่อใช้เลี้ยงดูเด็กจำนวน 24 คนที่เขาเซ็นรับรองว่าเป็น ‘ลูก’ ของเขา 

แต่ในความเป็นจริง พฤติกรรมของเขากลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง เพราะเขามักจะโพสต์คลิปอวดใช้ชีวิตสุดหรูบน Instagram และ TikTok ภายใต้บัญชีผู้ใช้ว่า ‘Mr. Cash Money’ 

ตามรายงานระบุว่า “โจนาธานเป็นชาวไนจีเรียโดยกำเนิด แต่ต่อมาเขาได้รับสัญชาติเยอรมัน ซึ่งตามกฎหมายแล้ว ส่งผลให้เด็กทุกคนที่เขาเซ็นรับรองความเป็นพ่อ จะได้รับสัญชาติเยอรมันโดยอัตโนมัติทันที ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเกิดที่ประเทศใดก็ตาม” 

ด้วยช่องโหว่นี้ เขาจึงไปเซ็นรับรองเป็นพ่อให้กับเด็กๆ ถึง 24 คน ซึ่งเกิดจากแม่หลายคน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงจากประเทศแถบแอฟริกา เพื่อให้เด็กและครอบครัวเหล่านั้นได้สิทธิ์ย้ายมาอยู่เยอรมนี 

ขบวนการของโจนาธานไม่ได้หยุดอยู่แค่เด็ก 24 คน เพราะการเซ็นรับรองบุตรปลอมนี้ ได้ช่วยให้เครือญาติพ่วงสิทธิ์ตามไปด้วย จนในปี 2024 มีคนได้รับอานิสงส์รวมถึง 94 คน (เด็ก 24 คน, บรรดาแม่ของเด็ก และญาติสนิท) ทำให้คนกลุ่มนี้ได้สิทธิ์พำนักและเข้าถึงสัญชาติเยอรมันอย่างง่ายดาย ซึ่งสิทธิ์นี้ทำให้โจนาธานได้รับเงินอย่างน้อย 22,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.9 แสนบาท) ในการดูแลคนเหล่านี้ แถมในช่วงเวลานั้น เขายังอยู่ระหว่างยื่นเรื่องขอเป็นพ่อทิพย์ให้เด็กเพิ่มอีก 2 คนด้วย 

รายงานพบว่า “มีชายชาวเยอรมันจำนวนมากเช่นเดียวกับโจนาธานที่ได้รับเงินส่วนแบ่งจากแม่ต่างชาติแลกกับการสวมสิทธิ์เป็นพ่อ ซึ่งนี่ถือเป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าที่เต็มไปด้วยสวัสดิการสำหรับลูกๆ ของพวกเขา และเป็นโอกาสที่จะได้อยู่อาศัยในประเทศเยอรมนีอย่างถูกกฎหมาย” 

“การรับรองบุตรปลอมเป็นกลโกงที่ใช้ช่องโหว่กฎหมายช่วยให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิ์พำนัก สามารถอยู่ต่อในเยอรมนีได้ มีผู้หญิงจำนวนมากจากประเทศในแถบแอฟริกาตะวันตกกำลังใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของกฎหมายนี้ เพื่อเข้ามาอยู่อาศัยในรัฐนอร์ทไรน์-เวสต์ฟาเลีย”

อักเซล โบสฮาเมอร์ เจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมือง กล่าวกับสำนักข่าว ARD-Kontraste และ Rbb24-Recherche   

อันเดรียส เค็พพ์เคอ ผู้ร่วมเขียนรายงานฉบับนี้ เปิดเผยว่า “โจนาธานเพียงคนเดียว ได้รับผลประโยชน์จากเงินภาษีของประชาชนที่รัฐบาลเยอรมันจ่ายให้ คิดเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 1 ล้านยูโร (ราว 39 ล้านบาท)” 

“ชายคนนี้เพียงคนเดียว สร้างภาระค่าใช้จ่ายให้กับระบบประกันสังคมสูงกว่า 1.5 ล้านยูโรต่อปี (ราว 55 ล้านบาท) อย่างเห็นได้ชัด” สำนักข่าว Remix News อ้างคำพูดของเค็พพ์เคอ 

แต่ถึงกระนั้น แม้เรื่องนี้จะผ่านมานานถึง 2 ปี นับตั้งแต่โดนแฉครั้งแรกเมื่อปี 2024 และสร้างความโกรธแค้นให้ชาวเยอรมันอย่างมาก แต่รัฐบาลเยอรมันก็ทำอะไรเขาไม่ได้ ด้วยเหตุผลทางกฎหมายเข้าเมืองของเยอรมนียังไม่มีบทลงโทษหรือมาตรการเอาผิดใดๆ ต่อบุคคลที่โกหกเรื่องการเป็นพ่อของเด็กเพียงเพื่อหวังให้ได้สัญชาติ โดยการโกหกเรื่องการรับรองบุตรนั้นไม่ได้ถูกพิจารณาว่า ‘เป็นความผิดทางอาญาเลยแม้แต่น้อย’ 

ขณะเดียวกัน การที่เยอรมนีไม่มีระบบทะเบียนราษฎร์ส่วนกลาง (Central Civil Status Register) เนื่องจากต้องการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิ์ความเป็นส่วนตัวของพลเมือง ก็ได้กลายเป็นช่องโหว่ที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด และส่งผลให้ขบวนการฉ้อโกงการรับรองบุตรเช่นนี้เติบโตและแพร่ระบาดอย่างหนัก 

-เยอรมนีจัดการปัญหานี้ยังไง...-

1.) ยกร่างความผิดทางอาญา (สร้างบทลงโทษใหม่) 

การโกหกเรื่องรับรองบุตรถือเป็นอาญาร้ายแรง : จากเดิมที่การโกหกเรื่องนี้ไม่มีบทลงโทษใดๆ แต่กฎหมายใหม่ระบุว่า “การจงใจให้ข้อมูลเท็จเพื่อขอรับรองบุตรปลอม มีโทษทางอาญา ทั้งจำคุกและปรับเงิน” 

2.) เพิ่มอำนาจให้ ‘สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง’ ตรวจสอบอย่างเข้มงวด 

จากเดิมที่การเซ็นรับรองบุตรทำได้ง่ายๆ ที่สำนักงานทะเบียนราษฎร์ แต่กฎหมายใหม่บังคับว่า “หากฝ่ายหญิงมีสถานะการพำนักในเยอรมนีที่ ‘ไม่มั่นคง’ เช่น ถือวีซ่าท่องเที่ยว หรืออยู่ระหว่างรอส่งกลับ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะต้องเข้ามาตรวจสอบและอนุมัติก่อน จากนั้นทางสำนักงานทะเบียนจึงจะออกใบรับรองให้ได้”  

3.) อำนาจในการ ‘เพิกถอนสิทธิ์ย้อนหลัง’ 

หากตรวจสอบพบในภายหลังว่าการรับรองบุตรนั้นมาจากการทุจริต การติดสินบน หรือการให้ข้อมูลเท็จ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีอำนาจ ‘สั่งเพิกถอนและยกเลิกสิทธิ์’ การอยู่อาศัยของแม่และเครือญาติย้อนหลังได้ทันที ซึ่งระบบเดิมทำไม่ได้  

4.) ข้อยกเว้นสำหรับ ‘ครอบครัวที่แท้จริง’ 

เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิ์ของประชาชนทั่วไป กฎหมายใหม่จะยกเว้นการตรวจสอบเชิงลึกให้กับคู่รักที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นพ่อแท้ๆ ทางสายเลือด (มีผลตรวจ DNA) หรือคู่รักที่อยู่กินร่วมกันมานานกว่า 18 เดือนขึ้นไป เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของเด็กและครอบครัวที่ถูกต้องตามกฎหมาย  

มาตรการเหล่านี้ช่วยปิดประตู ‘ทางลัด’ ที่โจนาธานเคยใช้ และทำให้ขบวนการรับจ้างเป็นพ่อปลอมในเยอรมนีทำได้ยากขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน 

แฉขบวนการ ‘ฉ้อโกงวีซ่าแต่งงาน+พ่อทิพย์’...ในออสเตรเลีย 

(Photo by Shutterstock / DocPhotos)
(Photo by Shutterstock / DocPhotos)

อีกหนึ่งคดีดังในออสเตรเลียต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2018 หลัง ‘จักจิต ซิงห์’ ชายชาวอินเดียคนหนึ่งถูกนำตัวขึ้นศาล จากข้อกล่าวหาว่า “เป็นผู้บงการขบวนการฉ้อโกงวีซ่าแต่งงาน” โดยพุ่งเป้าไปที่ชุมชนชาวเอเชียใต้ ซึ่งมีชาวต่างชาติที่ยอมจ่ายเงินก้อนโตเข้าร่วมยื่นวีซ่าคู่รักปลอมกับขบวนการนี้มากกว่า 150 รายเพื่อหวังที่จะได้พำนักอยู่ในประเทศออสเตรเลียต่อไป 

จักจิต ซิงห์ วัย 32 ปีในขณะนั้น ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้จัดหาและประสานงานหลักของขบวนการฉ้อโกงนี้ โดยเขาถูกตั้งข้อหาจากการจัดฉากแต่งงานปลอมจำนวน 4 ครั้ง เพื่อใช้ในการขอสิทธิ์พำนักถาวร 

ขบวนการจัดฉากแต่งงานปลอมและพ่วงสิทธิ์พ่อทิพย์ในลักษณะนี้ ซิงห์จะเรียกเก็บเงินจากเหยื่อชาวต่างชาติ (ส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดียที่ดิ้นรนอยากอยู่ในออสเตรเลียต่อ) สูงถึง 30,000-50,000 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อคน (ราว 6.6 แสน-1.1 ล้านบาท) 

สำหรับกลโกงของซิงห์จะเริ่มจาก : 

  • จัดหาลูกค้าชายต่างชาติ (ส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดีย) ที่วีซ่าใกล้หมดอายุ แต่อยากได้สิทธิ์พำนักถาวร พร้อมเรียกเก็บเงินค่าบริการสูงถึง 30,000 - 50,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 6.6 แสน-1.1 ล้านบาท) 
  • จ้างหญิงออสเตรเลียกลุ่มเปราะบาง (ติดยา, ยากจน หรือตกงาน) ที่มีลูกติดอยู่แล้ว ด้วยการเสนอเงินก้อนโตแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ เพื่อจ้างให้ผู้หญิงเหล่านั้นขายสิทธิ์และสวมรอยมาร่วมขบวนการ 
  • พาลูกค้าชายต่างชาติไปจดทะเบียนสมรสปลอมกับหญิงออสเตรเลีย จากนั้นก็ให้ชายต่างชาติเซ็นชื่อในเอกสารราชการสวมรอยเป็น ‘พ่อเลี้ยงทิพย์’ หรือพ่อบุญธรรมเพื่อรับรองว่าจะช่วยเลี้ยงดูเด็ก 
  • สร้างหลักฐานครอบครัวทิพย์หลอก ตม.ด้วยการพาลูกค้าชายต่างชาติ (พ่อทิพย์) หญิงออสเตรเลีย (แม่ปลอม) และเด็ก ไปถ่ายรูปคู่ตามสถานที่ต่างๆ เพื่อสร้างภาพครอบครัวอบอุ่น พร้อมเปิดบัญชีธนาคารร่วมกัน และทำสัญญาเช่าบ้านปลอมอ้างว่าย้ายมาอยู่บ้านเดียวกันเพื่อช่วยส่งเสียเด็ก 
  • นำเอกสารครอบครัวทิพย์ไปยื่นขอวีซ่าคู่สมรส (Partner Visa) โดยใช้เด็กมาเป็นเหตุผลสำคัญในการเพิ่มความน่าเชื่อถือ เพราะกฎหมาย ตม.ออสเตรเลียจะอนุมัติวีซ่าให้ง่ายและเร็วเป็นพิเศษหากคู่แต่งงานมีภาระต้องช่วยกันดูแลเด็ก 

อย่างไรก็ตาม กองกำลังพิทักษ์ชายแดนออสเตรเลีย (ABF) เปิดเผยว่า “หลังจากสอบสวนเพิ่มเติมก็พบว่ามีผู้เข้าร่วมขบวนการของซิงห์รวม 164 ราย และทาง ABF ได้ปฏิเสธคำร้องขอวีซ่าคู่สมรสทั้งหมด”   

“ขบวนการนี้ใช้เงินล่อลวงผู้หญิงชาวออสเตรเลียกลุ่มเปราะบางให้มาเข้าร่วมกลโกง ซึ่งผู้หญิงจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อ มักจะมีประวัติเกี่ยวกับการติดสารเสพติด เคยเผชิญความรุนแรงในครอบครัว และมีปัญหาทางการเงินอย่างหนัก พวกเธอจึงถูกล่อลวงด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะได้รับเงินก้อนโต”

 คลิงตัน ซิมส์ รักษาการผู้บัญชาการฝ่ายสืบสวนของกองกำลัง ABF ในขณะนั้น เปิดเผย 

เครือข่ายนี้มุ่งเป้าไปที่ชาวต่างชาติในชุมชนเอเชียใต้เป็นหลัก ซึ่งข้อหาที่ซิงห์กำลังเผชิญในเวลานั้นมีโทษปรับสูงสุดถึง 210,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 4.9 ล้านบาท) และ/หรือจำคุกสูงสุด 10 ปี  

คลิงตัน ซิมส์ กล่าวว่า “ขบวนการฉ้อโกงประเภทนี้โดยทั่วไปมักจะพุ่งเป้าไปที่หญิงสาว ซึ่งส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ตกระกำลำบาก เนื่องจากชาวต่างชาติที่ดิ้นรนอยากจะอาศัยอยู่ในออสเตรเลียต่อไปนั้น มักจะยอมจ่ายเงินเป็นจำนวนมหาศาลสำหรับข้อตกลงดังกล่าว” 

“ผู้ที่พยายามจะขอวีซ่าผ่านการจัดฉากแต่งงาน จำเป็นต้องเข้าใจด้วยว่า การจ่ายเงินให้แก่นายหน้า จะไม่สามารถซื้อหนทางไปสู่การได้วีซ่าพำนักถาวรในออสเตรเลียให้กับพวกเขาได้ และไม่ค่อยมีกรณีใดเลยที่จะสามารถเรียกเงินคืนได้ หากคำร้องขอวีซ่าคู่รักของพวกเขาไม่ประสบความสำเร็จ” คลิงตัน ซิมส์ กล่าว

สำหรับซิงห์ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 3 ปี หลังจากยอมรับสารภาพในข้อหาจัดฉากแต่งงานปลอมและพ่วงเอกสารสัญชาติเท็จ แต่ศาลอนุญาตให้ซิงห์ ‘รับโทษในชุมชน’ หรือที่เรียกว่า ‘คุมประพฤติ/ทัณฑ์บนโดยไม่ต้องเข้าไปนอนในเรือนจำจริง’ เนื่องจากข้อตกลงทางกฎหมายและการรับสารภาพของเขา ซึ่งปัจจุบันซิงห์พ้นโทษและกลับมาใช้ชีวิตตามปกติแล้ว ส่วนลูกค้าชายต่างชาติทั้ง 164 ราย ถูกริบวีซ่าคืน แถมเสียเงินฟรี และถูกเนรเทศออกนอกประเทศทั้งหมด

-ออสเตรเลียจัดการปัญหานี้ยังไง...- 

1.) ระบบ ‘Data Matching’ (ระบบ AI จับผิดข้อมูล) 

กระทรวงมหาดไทยร่วมมือกับกระทรวงบริการสังคมเพื่อใช้ระบบคอมพิวเตอร์สแกนจับผิดข้อมูลที่ขัดแย้งกัน โดยมีเกณฑ์การจับผิด เช่น หากฝ่ายชายออสเตรเลียไปยื่นขอเงินสวัสดิการรัฐในฐานะ ‘คนโสด/ตัวคนเดียว’ เพื่อรับเงินช่วยเยียวยา แต่ในระบบวีซ่าของ ตม.กลับมีชื่อชายคนนี้เป็นสปอนเซอร์แต่งงานหรือเป็นพ่อเด็กต่างชาติ 

ระบบ AI จะแจ้งเตือนส่งสัญญาณทุจริตทันที รวมถึงการสแกนหาที่พักอาศัย หากพบว่ามีสัญญาเช่าบ้านปลอมฉบับเดียวกัน หรือที่อยู่เดียวกัน ถูกนำไปใช้ซ้ำเพื่อแอบอ้างสวมสิทธิ์ในวีซ่าของคนต่างชาติหลายๆ เคส ระบบก็จะตีตกคำร้องทันที 

2.) มาตรการบังคับ ‘ตรวจ DNA’ 

กฎหมายออสเตรเลียเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ ตม.มีอำนาจสั่งระงับคำขอวีซ่า และบังคับให้ผู้ยื่นคำร้องต้องเข้ารับการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม หากตรวจแล้วพบว่า DNA ของเด็กไม่ตรงกับ ‘พ่อทิพย์’ ชาวออสเตรเลีย คำขอวีซ่าคู่รักและสิทธิ์พำนักของทั้งแม่และเด็กจะถูกปัดตกทันทีเพื่อป้องกันการสวมรอย  

3.) บทลงโทษทางอาญาขั้นสูงสุด (จำคุก 10 ปี) 

ภายใต้กฎหมายคนเข้าเมืองออสเตรเลีย การโกหกหรือจัดฉากความสัมพันธ์ถือเป็นคดีอาญาร้ายแรง โดยผู้บงการ นายหน้า รวมถึงพลเมืองออสเตรเลียที่รับเงินมาเป็นพ่อทิพย์หรือสามีปลอม มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับเงินสูงสุดถึง 210,000 - 300,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 4.7 - 6.7 ล้านบาท)  

4.) ใช้มาตรการ ‘เนรเทศและขึ้นบัญชีดำ’  

หากตรวจพบการทุจริตไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ตม.ออสเตรเลียมีอำนาจสั่งยกเลิกวีซ่าพำนักถาวรย้อนหลังได้ทันที ส่วนตัวแม่ชาวต่างชาติและเด็กจะถูกเนรเทศออกนอกประเทศ และจะถูกขึ้นบัญชีดำห้ามเดินทางเข้าประเทศออสเตรเลียและประเทศพันธมิตรอีกตลอดไป  

5.) หน่วยเฉพาะกิจบุกสุ่มตรวจ  

กองกำลังพิทักษ์ชายแดนออสเตรเลีย (ABF) มีหน่วยสืบสวนคดีฉ้อโกงวีซ่าโดยเฉพาะ ซึ่งเจ้าหน้าที่มีอำนาจในการบุกจู่โจมตรวจค้นบ้านพักตามที่ระบุในเอกสารโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า เพื่อเช็กว่าพ่อ แม่ ลูกคู่นั้นใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันจริง หรือเป็นเพียงบ้านร้างที่ใช้แอบอ้างสวมสิทธิ์  

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์