ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศและประณาม ‘การรุกรานทางทหาร’ ของสหรัฐฯ หลังเกิดเหตุโจมตีในกรุงการากัสและอีกหลายรัฐ ได้แก่ มิแรนดา, ลา กัวอิรา, และอารากัว เมื่อเช้าตรู่ของวันเสาร์ (3 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น
มีรายงานว่า “เกิดระเบิดอย่างน้อย 7 ครั้ง และมีเครื่องบินบินต่ำ อีกทั้งยังมีกลุ่มควันในกรุงการากัส” ขณะที่ฟากฝั่งทำเนียบขาวยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับการโจมตีดังกล่าว
ในแถลงการณ์ระบุว่า “รัฐบาลเวเนซุเอลาเรียกร้องให้ประชาชนลุกขึ้นต่อต้านการโจมตีดังกล่าว...สหรัฐฯ กำลังเสี่ยงที่จะทำให้ละตินอเมริกาตกอยู่ในความวุ่นวายด้วยการกระทำที่ ‘ร้ายแรงอย่างยิ่ง’ ของการรุกรานทางทหาร ประเทศของเราต้องระดมกำลังเพื่อต่อต้านการรุกรานของจักรวรรดินิยมนี้”
“เป้าหมายเดียวของการโจมตีครั้งนี้คือการยึดครองทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของเวเนซุเอลา โดยเฉพาะน้ำมันและแร่ธาตุ”
— แถลงการณ์ระบุ พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศประณามสิ่งที่เรียกว่าเป็น ‘การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง’ ซึ่งทำให้ชีวิตของผู้คนนับล้านตกอยู่ในความเสี่ยง
ด้านประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร ของโคลอมเบีย โพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า “เวเนซุเอลากำลังถูกโจมตี ตอนนี้พวกเขา (สหรัฐฯ) กำลังทิ้งระเบิดกรุงการากัส…ทิ้งระเบิดด้วยขีปนาวุธ” เปโตร โพสต์ พร้อมเรียกร้องให้มีการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติโดยทันที
หลังจากนั้นไม่นาน สำนักข่าว CBS News ก็รายงานว่า “ทรัมป์เป็นผู้สั่งการโจมตี รวมถึงการโจมตีฐานทัพทางทหาร” แต่ทำเนียบขาวและเพนตากอนยังไม่ได้แถลงการณ์ใดๆ
พยานผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า เห็นควันพวยพุ่งออกมาจากฐานทัพสำคัญ 2 แห่งในกรุงการากัส ได้แก่ สนามบินทหารลาการ์โลตาซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง และฐานทัพทหารฟูเอร์เตติอูนา นอกจากนี้ สนามบินสำคัญอีกแห่งทางตะวันออกของกรุงการากัสอย่างสนามบินฮิเกอโรเต ก็ดูเหมือนจะถูกโจมตีด้วยเช่นกัน
เหตุระเบิดเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการกดดันมาดูโรมาเป็นเวลา 5 เดือน ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อโค่นล้มผู้นำเวเนซุเอลา โดยตั้งแต่เดือนสิงหาคม ทรัมป์ ได้สั่งการให้มีการเสริมกำลังทางทหารครั้งใหญ่บริเวณชายฝั่งทางเหนือของเวเนซุเอลา และได้ทำการโจมตีทางอากาศอย่างรุนแรงต่อเรือที่ต้องสงสัยว่าเป็น ‘เรือขนยาเสพติด’
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “จะมีการปฏิบัติการทางบกในเวเนซุเอลา” ท่ามกลางความพยายามที่จะกดดันให้มาดูโรลงจากตำแหน่ง ซึ่งรวมถึงการขยายมาตรการคว่ำบาตร การเพิ่มกำลังทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาค และการโจมตีเรือกว่า 20 ลำที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการลักลอบค้ายาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลแคริบเบียน
(Photo by LUIS JAIMES / AFP)



