พกยาเสพติด=พกความเสี่ยง! สแกนกฎหมายลักลอบขนยาเสพติด...ประเทศไหนกำหนดโทษร้ายแรงสุด

30 มิ.ย. 2569 - 17:19

  • ส่องกฎหมายลักลอบขนยาเสพติดทั่วโลก...ประเทศไหนกำหนดโทษร้ายแรงสุด

  • แต่ละประเทศจะกำหนดโทษไว้ต่างกัน บางประเทศสั่งประหารชีวิต ขณะที่บางประเทศทั้งปรับเป็นเงินจำนวนมหาศาล ทั้งจำคุกอีกหลายปี

พกยาเสพติด=พกความเสี่ยง! สแกนกฎหมายลักลอบขนยาเสพติด...ประเทศไหนกำหนดโทษร้ายแรงสุด

จากกรณีที่แอร์โฮสเตสของสายการบินไทยถูกควบคุมตัวระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ณ เมืองเมลเบิร์น หลังลอบขนเฮโรอีนมากกว่า 1 กิโลกรัมเข้าประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันพุธ (25 มิ.ย.) ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของประเทศที่เกิดเหตุ ด้านบริษัทการบินไทยแถลงการณ์ว่า “บริษัทยินดีให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตามกระบวนการของกฎหมาย และหากพบว่ามีการกระทำความผิดจริง ทางบริษัทจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด” 

แน่นอนว่าในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบนำเข้า ขนส่ง หรือครอบครอง ‘ยาเสพติด’ แต่ละประเทศจะกำหนดโทษไว้ต่างกัน บางประเทศสั่งประหารชีวิต ขณะที่บางประเทศทั้งปรับเป็นเงินจำนวนมหาศาล ทั้งจำคุกอีกหลายปี  

ประเทศไหนบ้างที่กำหนดโทษ ‘รุนแรงที่สุด’ ในโลก... 

-จีน- 

โทษสูงสุด : ประหารชีวิต 

เกณฑ์ความผิด : ผู้ใดลักลอบขนส่ง ซื้อขาย หรือผลิตยาเสพติด เช่น เฮโรอีน ยาไอซ์ โคเคน ฝิ่น และกัญชา ตั้งแต่ 50 กรัมขึ้นไป อาจต้องเผชิญกับโทษสูงสุด ‘ประหารชีวิต’ โดยทางการจีนจัดให้คดียาเสพติดเป็นภัยความมั่นคงร้ายแรงและบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาด 

จีนยังคงเป็นประเทศที่มีการประหารชีวิตมากที่สุดในโลกต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมักเป็นกลุ่มที่ถูกลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต  

นอกจากนี้ รัฐยังมีสิทธิ์เด็ดขาดในการสรุปว่าบุคคลใดเป็นผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ หากบุคคลนั้นไม่ผ่านการตรวจสารเสพติดที่เป็นไปตามดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ (ไม่ใช่การตรวจทางการแพทย์) บุคคลนั้นอาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ขั้นเลวร้ายทันที 

ผู้ที่ถูกระบุว่าเป็น ‘ผู้ติดยาเสพติด’ จะต้องเข้ารับการบำบัดในศูนย์ควบคุมที่มีสภาพไม่ต่างจากคุกเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี หลังจากนั้นยังต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 3 ปีในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพภาคบังคับของชุมชน เพื่อประเมินความพร้อมว่าบุคคลเหล่านั้นจะได้รับอนุญาตให้กลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้โดยไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่คอยควบคุมดูแลอีกหรือไม่  

แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับนโยบายที่รุนแรงนี้จากกลุ่มเฝ้าระวังสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายกลุ่ม แต่จีนยังคงยืนกรานที่จะใช้นโยบายนี้ต่อไป และเตือนผู้เดินทางว่าพวกเขาจะต้องโทษทัณฑ์ที่รุนแรงหากฝ่าฝืนกฎหมายยาเสพติดในปัจจุบัน 

-สิงคโปร์-   

โทษสูงสุด : ประหารชีวิต และไม่มีข้อยกเว้นให้ชาวต่างชาติ 

เกณฑ์ความผิด : กฎหมายสิงคโปร์มีความเข้มงวดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก หากครอบครองหรือลักลอบขนยาเสพติดเกินปริมาณที่กำหนด จะถูกสันนิษฐานว่ามีไว้เพื่อจำหน่ายและต้องรับโทษประหารชีวิตทันที : 

  • เฮโรอีน ตั้งแต่ 15 กรัมขึ้นไป 
  • กัญชา ตั้งแต่ 500 กรัมขึ้นไป 
  • ยาไอซ์ (เมทแอมเฟตามีน) ตั้งแต่ 250 กรัมขึ้นไป 

ความเข้มงวด : การเสพยาเสพติดจากนอกประเทศแล้วตรวจพบสารเสพติดในร่างกายเมื่อเดินทางเข้าสิงคโปร์ ก็มีความผิดตามกฎหมายเช่นกัน  

“กฎหมายว่าด้วยการเสพยาเสพติดในทางที่ผิด ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจในการบังคับควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยว่าเสพยาเสพติด เข้ารับการบำบัดเป็นเวลาตั้งแต่ 6-36 เดือน”

ข้อมูลจากสำนักงานปราบปรามยาเสพติดกลางของสิงคโปร์ (CNB) ระบุ

นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดให้บุคคลใดก็ตามที่ถูกจับกุมขณะเดินทางออกจากแหล่งมั่วสุมยาเสพติดที่ระบุไว้ จะต้องถูกตำรวจตรวจค้นทันที (โดยไม่ต้องมีหมายค้น) และอาจต้องเผชิญกับบทลงโทษขั้นสูงสุด ซึ่งในกรณีนี้คือ ‘โทษประหารชีวิต’ 

บุคคลใดก็ตามที่ครอบครองกัญชาอย่างน้อยประมาณ 500 กรัม หรือโคเคนและเฮโรอีนประมาณ 15 กรัม จะถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ค้ายาเสพติดทันที 

ในสิงคโปร์ โทษประหารชีวิตถือเป็นบทลงโทษภาคบังคับสำหรับคดีลักลอบค้ายาเสพติด โดยในระหว่างปี 1991-2004 มีผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอจากความผิดฐานนี้ไปแล้วมากกว่า 400 ราย ซึ่งมีทั้งประชากรท้องถิ่นและชาวต่างชาติ และแม้ผู้กระทำผิดบางรายจะรอดพ้นจากโทษประหารชีวิตมาได้ แต่ก็มักจะต้องเผชิญกับการรับโทษจำคุกเป็นระยะเวลานานอย่างยิ่ง 

-เวียดนาม-   

โทษสูงสุด : ประหารชีวิต (ด้วยการฉีดยา) 

เกณฑ์ความผิด : ตามประมวลกฎหมายอาญาของเวียดนาม บุคคลใดก็ตามที่ลักลอบขนส่ง ขนย้าย หรือครอบครองยาเสพติดเกินปริมาณขั้นต่ำที่กำหนด จะได้รับโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต : 

  • เฮโรอีน หรือ โคเคน ตั้งแต่ 100 กรัมขึ้นไป 
  • ยาบ้า / ยาไอซ์ / ยาอี ตั้งแต่ 300 กรัมขึ้นไป 

ความเข้มงวด : ที่ผ่านมามีชาวต่างชาติ (รวมถึงคนไทย) ถูกศาลเวียดนามตัดสินประหารชีวิตและจำคุกตลอดชีวิตมาแล้วหลายรายจากคดีรับจ้างขนยาเสพติด 

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่กำหนดโทษประหารชีวิต นโยบายยาเสพติดของเวียดนามอาจดูเหมือนมีความก้าวหน้าอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ในแง่ของภาพลักษณ์ภายนอก เพราะแทนที่จะส่งผู้กระทำความผิดยาเสพติดไปประหารชีวิต เวียดนามกลับส่งบุคคลเหล่านี้ไปทำงานในสถานที่ที่เรียกว่า ‘ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ’ หรือที่คนเวียดนามรู้จักกันดีว่าเป็น ‘ค่ายแรงงานบังคับ’ ต่างหาก

ผู้ติดยาเสพติดที่ถูกกักขังในสถาบันแห่งความสิ้นหวังเหล่านี้ จะไม่ได้รับคำปรึกษาหรือการรักษาพยาบาลใด ๆ และไม่มีกิจกรรมอื่นใดให้ทำเพื่อฆ่าเวลา นอกเหนือจากการทำงานที่บั่นทอนสติปัญญาอย่างการผลิตสินค้าให้กับบริษัทข้ามชาติ ซึ่งหากผู้ถูกกักขังปฏิเสธที่จะทำงาน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ก็จะถูกลงโทษทางร่างกายอย่างทารุณ จนทำให้มูลนิธิคุ้มครองสิทธิแรงงานบางแห่งเปรียบเทียบการกระทำดังกล่าวว่าไม่ต่างไปจากการทรมาน 

-อินโดนีเซีย- 

โทษสูงสุด : ประหารชีวิต (ด้วยการยิงเป้า) 

ความเข้มงวด : เกาะบาหลีและเมืองท่องเที่ยวต่าง ๆ มีการตรวจตราที่เข้มงวดมาก โดยจะไม่มีการลดหย่อนโทษให้ชาวต่างชาติ และหากมีการลักลอบนำเข้ายาเสพติดในปริมาณมาก โทษสูงสุดคือ ‘ยิงเป้า’ สถานเดียว 

เมื่อเดินทางไปถึงประเทศอินโดนีเซีย สิ่งแรก ๆ ที่มักจะพบเห็นในบริเวณสนามบินคือ ป้ายต้อนรับที่แจ้งเตือนให้ทราบว่า “การมีสารเสพติดอยู่ในกระแสเลือดอาจนำไปสู่การถูกประหารชีวิตได้” จึงไม่จำเป็นต้องอธิบายซ้ำเลยว่าประเทศนี้จริงจังกับกฎหมายยาเสพติดมากเพียงใด เพราะแม้แต่ผู้เสพยาเสพติดก็อาจต้องเผชิญกับโทษจำคุกนานหลายทศวรรษ หรือถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า 

ยิ่งไปกว่านั้น บุคคลทั่วไปก็อาจถูกลงโทษได้โดยไม่จำเป็นต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าหรือการเสพยาเสพติดโดยตรง เนื่องจากกฎหมายที่ประกาศใช้ในปี 2009 ระบุว่า “บิดามารดาที่เพิกเฉยไม่รายงานพฤติกรรมการใช้ยาเสพติดที่ผิดกฎหมายของบุตรตนเอง อาจต้องเผชิญกับโทษปรับจำนวนมหาศาลและการจำคุก”

อินโดนีเซียอาจเป็นประเทศที่เลวร้ายที่สุดสำหรับผู้ติดยาเสพติด เพราะกฎหมายที่นี่มองว่าคนติดยาคือ ‘อาชญากรคนหนึ่ง’ รัฐบาลอินโดนีเซียจึงพร้อมสั่งประหารชีวิตทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติ หรือแม้กระทั่งผู้ป่วยจิตเวชที่ไม่พร้อมต่อสู้คดีในชั้นศาลก็ตาม 

ในปี 2015 ทางการอินโดนีเซียได้สั่งประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าชาวออสเตรเลีย 2 ราย และชายชาวบราซิลที่เป็นโรคจิตเภทอีก 1 ราย โดยรัฐบาลปฏิเสธคำร้องขอชีวิตจากทั้งทางครอบครัวและรัฐบาลของประเทศเหล่านั้นทั้งหมดอย่างไร้ความปรานี 

-ญี่ปุ่น- 

โทษสูงสุด : จำคุกตลอดชีวิต-ปรับมากกว่าล้านเยน 

เกณฑ์ความผิด :  

  • ลักลอบนำเข้า/ค้าส่งยาเสพติด กำหนดโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับเป็นเงินสูงสุดถึง 10 ล้านเยน (ราว 2.3 ล้านบาท) โดยกฎหมายญี่ปุ่นไม่แยกแยะระหว่างการครอบครองเพื่อเสพเองหรือการครอบครองเพื่อจำหน่าย 
  • ครอบครอง หรือเสพกัญชา มีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี และปรับไม่เกิน 2 ล้านเยน (ราว 4 แสนบาท) 
  • ครอบครอง หรือเสพกัญชายาไอซ์ (เมทแอมเฟตามีน) หรือ เฮโรอีน มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี 
  • ครอบครอง หรือเสพยาอี (MDMA) หรือโคเคน มีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี  

กฎหมายยาเสพติดของญี่ปุ่นมีความเข้มงวดกว่าทวีปอเมริกาเหนืออย่างสิ้นเชิง โดยภายใต้กฎหมายกิจการเภสัชกรรม มีการสั่งห้ามผลิตและจำหน่ายยาถึง 68 ประเภท ซึ่งครอบคลุมไปถึงยาสามัญประจำบ้าน เช่น ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก และยาแก้ปวดทั่วไป โดยทางการญี่ปุ่นมองว่า “ยาเหล่านี้มีโทษร้ายแรงเทียบเท่ากับเฮโรอีนและยาอี” ดังนั้น หากมีการนำยาดังกล่าวเข้าประเทศโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผู้กระทำความผิดก็อาจต้องเผชิญกับโทษจำคุกเป็นเวลานาน 

นอกจากนี้ การสุ่มตรวจสารเสพติดในที่สาธารณะยังเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะเรียกตรวจนักท่องเที่ยวที่เพิ่งเดินออกจากบาร์ และบังคับให้ตรวจปัสสาวะ ณ จุดเกิดเหตุทันที หากตกเป็นผู้ต้องสงสัย จะถูกควบคุมตัวได้นานถึงหนึ่งเดือนเต็ม โดยไม่มีสิทธิ์ประกันตัว ไม่ได้พบทนายความ และไม่สามารถโทรศัพท์ติดต่อใครได้เลย 

ยิ่งไปกว่านั้น ในระหว่างการควบคุมตัว ผู้ต้องสงสัยอาจถูกกดดันด้วยการข่มขู่ หรือการอดนอนเพื่อบีบบังคับให้รับสารภาพ ซึ่งคำสารภาพที่ถูกบังคับมานี้ ถือว่ามีผลบังคับใช้ตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์ และส่งผลให้รัฐบาลญี่ปุ่นมีอัตราการตัดสินลงโทษผู้ต้องหาว่ามีความผิดสูงถึง 99.9% 

-สวีเดน- 

โทษสูงสุด : จำคุกสูงสุด 18 ปี 

เกณฑ์ความผิด :  ลักลอบขน หรือจัดจำหน่ายในลักษณะเชิงพาณิชย์ : 

  • กัญชา เกิน 2 กิโลกรัมขึ้นไป 
  • แอมเฟตามีน เกิน 250 กรัมขึ้นไป 
  • โคเคน เกิน 50 กรัมขึ้นไป 
  • เฮโรอีน เกิน 25 กรัมขึ้นไป 

ครั้งหนึ่งสวีเดนเคยยกเลิกการกำหนดให้ ‘เมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดทางอาญา’ เพื่อเปิดทางให้แพทย์สามารถจ่ายยาดังกล่าวให้แก่ผู้บำบัดได้ แต่อัตราการใช้ยาเสพติดในสวีเดนกลับพุ่งสูงขึ้นจนถึงจุดที่มีผู้เสพติดรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละหลายพันคน 

นับตั้งแต่นั้นมา สวีเดนจึงเปลี่ยนนโยบายจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยเปลี่ยนให้ ‘ยาเสพติดทุกชนิดเป็นสิ่งผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด’ พร้อมทั้งให้อำนาจตำรวจในการเรียกตรวจและค้นตัว เพื่อจับกุมทั้งผู้เสพและผู้ค้าทั้งหมดทันที 

มาตรการที่เข้มงวดนี้ส่งผลให้กัญชา ยาอี หรือโคเคน กลายเป็นสิ่งที่จะพบเห็นได้ยากมากตามท้องถนนและสถานบันเทิงในสวีเดน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากนโยบาย ‘ไม่ยอมรับยาเสพติดโดยสิ้นเชิง’ (Zero Tolerance) ที่มุ่งหวังจะสร้างสังคมที่ปลอดยาเสพติด 100% 

บรรยากาศที่เคร่งครัดของสวีเดนจึงแตกต่างออกไปกับวัฒนธรรมการเที่ยวคลับที่เปิดกว้างเรื่องยาเสพติดในสเปนและเยอรมนี จนทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนที่ไม่คุ้นเคยต้องประหลาดใจ 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์