จีนลงดาบ! สั่งปรับ Trip.com กว่า 2.5 หมื่นล้านบาท เซ่นปมผูกขาดตลาดจองโรงแรม

26 ก.ค. 2569 - 11:48

  • รัฐบาลจีนสั่งปรับ ‘Trip.com Group’ แพลตฟอร์มท่องเที่ยวรายใหญ่ที่สุดของประเทศ เป็นเงินสูงถึง 5.2 พันล้านหยวน (ราว 2.5 หมื่นล้านบาท) หลังตรวจพบว่า “บริษัทมีพฤติกรรมผูกขาดตลาด”

  • “Trip.com มีพฤติกรรมกีดกันการแข่งขันทางการค้ามาตั้งแต่ปี 2020 โดยอาศัยความได้เปรียบจากอัลกอริทึมจัดสรรยอดผู้เข้าชม รวมถึงการบังคับให้พันธมิตรโรงแรมบางรายทำสัญญาผูกขาด และตั้งราคาห้องพักหน้าเว็บของ Trip.com ให้ถูกที่สุด” แถลงการณ์ระบุ

จีนลงดาบ! สั่งปรับ Trip.com กว่า 2.5 หมื่นล้านบาท เซ่นปมผูกขาดตลาดจองโรงแรม

รัฐบาลจีนสั่งปรับ ‘Trip.com Group’ แพลตฟอร์มท่องเที่ยวรายใหญ่ที่สุดของประเทศ เป็นเงินสูงถึง 5.2 พันล้านหยวน (ราว 2.5 หมื่นล้านบาท) หลังหน่วยงานบริหารจัดการกฎระเบียบตลาดแห่งรัฐ (SAMR) ตรวจพบว่า “บริษัทมีพฤติกรรมผูกขาดตลาด” 

หน่วยงาน SAMR แถลงเมื่อวันเสาร์ (25 ก.ค.) ที่ผ่านมาว่า “Trip.com ได้ใช้อำนาจเหนือตลาดในทางมิชอบ โดยความผิดนี้ครอบคลุมถึงแพลตฟอร์มในเครือทั้งหมด ทั้ง Ctrip, Qunar และเว็บไซต์ท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง Skyscanner”  

สำหรับบทลงโทษทั้งหมดแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การริบรายได้ที่ทำผิดกฎหมายจำนวน 1.66 พันล้านหยวน (ราว 7.8 พันล้านบาท) และการสั่งปรับเงินเพิ่มอีก 3.5 พันล้านหยวน (ราว 1.7 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเงินค่าปรับก้อนหลังนี้ มีมูลค่าสูงถึงร้อยละ 7.5 ของยอดขายภายในประเทศของบริษัทในปี 2025 ซึ่งอยู่ที่ 4.7 หมื่นล้านหยวน (ราว 2.33 แสนล้านบาท)  

“Trip.com มีพฤติกรรมกีดกันการแข่งขันทางการค้ามาตั้งแต่ปี 2020 โดยอาศัยความได้เปรียบจากอัลกอริทึมจัดสรรยอดผู้เข้าชม กฎของแพลตฟอร์ม และเทคโนโลยีล้ำสมัย ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้รวมถึงการบังคับให้พันธมิตรโรงแรมบางรายต้องทำสัญญาผูกขาด และบีบให้โรงแรมเหล่านั้นต้องตั้งราคาห้องพักบนหน้าเว็บของ Trip.com ให้ถูกที่สุดในอินเทอร์เน็ตด้วย” 

แถลงการณ์ระบุ 

ด้าน Trip.com ระบุในแถลงการณ์ว่า “บริษัทยอมรับคำตัดสินนี้ด้วยความจริงใจและพร้อมปฏิบัติตามอย่างเต็มที่ บริษัทจะเดินหน้าปฏิรูปโมเดลธุรกิจ ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และเร่งดำเนินการแก้ไขปรับปรุงระบบภายในทันที” 

ทั้งนี้ ทางสำนักข่าว South China Morning Post ได้เห็นจดหมายภายในที่บริษัทส่งถึงพนักงาน ซึ่งระบุว่า “เจน ซุน CEO ของบริษัท ได้สั่งการให้พนักงานทุกคนตอบคำถามเกี่ยวกับคดีนี้ไปในทิศทางเดียวกัน และย้ำว่าบริษัทจะต้อง ‘ไม่บ่ายเบี่ยงหรือหาข้อแก้ตัวใดๆ’ เป็นอันขาด” 

หน่วยงาน SAMR ระบุว่า “พฤติกรรมของบริษัทมุ่งเน้นไปที่ระบบจัดสรรปริมาณข้อมูล กฎของแพลตฟอร์ม และเครื่องมือทางเทคนิค โดยบริษัทได้จูงใจให้พันธมิตรโรงแรมระดับพิเศษ (Special-tier) บางรายร่วมลงนามในข้อตกลงแบบผูกขาด ด้วยการให้คำมั่นว่าจะเพิ่มการมองเห็นและให้การสนับสนุนด้านการตลาดที่มากขึ้น พร้อมทั้งสั่งห้ามไม่ให้โรงแรมเหล่านั้นร่วมมือกับแพลตฟอร์มคู่แข่ง” 

“นอกจากนี้ บริษัทยังบังคับให้ผู้ประกอบการโรงแรมระดับทอง (Gold-tier) และโรงแรมทั่วไปจำนวนมาก ต้องเสนอราคาห้องพักบน Trip.com ในราคาที่ต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มการจองออนไลน์อื่นๆ ทั้งหมด” 

“Trip.com ใช้เครื่องมือตั้งราคาอัตโนมัติควบคู่กับการใช้พนักงานเข้าไปควบคุมเพื่อกดราคาโรงแรมบนแพลตฟอร์มของตัวเองให้ต่ำลงทันทีที่ระบบตรวจพบว่าแพลตฟอร์มอื่นลงราคาถูกกว่า นอกจากนี้ บริษัทยังใช้ระบบคอมพิวเตอร์สอดส่องพฤติกรรมโรงแรม หากพบว่าผู้ประกอบการไม่ทำตามกฎ ก็จะลงโทษด้วยการลดการมองเห็น ลบป้ายแนะนำออกจากแพลตฟอร์ม และหักเงินมัดจำการจอง” 

หน่วยงาน SAMR ได้สั่งให้ Trip.com ยุติพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวทั้งหมด และสั่งให้คืนเงินมัดจำการจองมูลค่ารวม 122 ล้านหยวน (ราว 580 ล้านบาท) ที่เคยหักจากผู้ประกอบการโรงแรมไป คืนให้แก่เจ้าของโรงแรมเต็มจำนวน 

ก่อนที่จะมีคำตัดสินในวันเสาร์ (25 ก.ค.) ราคาหุ้นของ Trip.com ในตลาดหุ้นฮ่องกงขยับร่วงลงเล็กน้อย 0.8% ปิดที่ 342.60 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 1,500 บาท) เมื่อวันศุกร์ (24 ก.ค.) ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับช่วงต้นปีนี้ ราคาหุ้นของบริษัทถือว่าดิ่งลงมาอย่างรุนแรง จากที่เคยพุ่งสูงกว่า 600 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 2,600 บาท) 

การสอบสวนในครั้งนี้เริ่มมาตั้งแต่เดือนมกราคม ซึ่งถือเป็นมาตรการปราบปรามการผูกขาดครั้งใหญ่ที่สุดของรัฐบาลจีนต่อแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ นับตั้งแต่มีการกวาดล้างกลุ่มเทคโนโลยีอย่างหนักหน่วงในปี 2021 

ในช่วงเวลานั้น ยักษ์ใหญ่อย่าง ‘Alibaba Group Holding’ ก็เคยโดนโทษปรับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.82 หมื่นล้านหยวน (ราว 8.7 หมื่นล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4 ของรายได้ทั้งหมดที่บริษัททำได้ในประเทศจีนเมื่อปี 2019  

ขณะที่ ‘Meituan’ ยักษ์ใหญ่ด้านบริการเดลิเวอรีตามสั่ง ก็เคยโดนปรับไป 3.44 พันล้านหยวน (ราว 1.6 หมื่นล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 3 ของยอดขายทั้งหมดที่บริษัททำได้ในประเทศจีนเมื่อปี 2020  

การสอบสวนในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Trip.com เคยโดนหน่วยงานท้องถิ่นเตือนหลายครั้ง ประกอบกับได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มอุตสาหกรรมในเรื่องการบังคับทำสัญญาผูกขาด และการใช้ระบบอัลกอริทึมควบคุมราคา 

ก่อนหน้านี้ในเดือนสิงหาคมและกันยายนปี 2025 หน่วยงานรัฐบาลในมณฑลกุ้ยโจวและเมืองเจิ้งโจว ได้เรียกตัวแทนของ Trip.com เข้าพบเพื่อตักเตือนมาแล้ว ขณะที่ในเดือนธันวาคมปี 2025 สมาคมโฮมสเตย์ท่องเที่ยวของมณฑลยูนนาน ก็ได้ออกมากล่าวหาถึงพฤติกรรมผูกขาดตลาดของบริษัท พร้อมขู่ว่าจะฟ้องดำเนินคดีตามกฎหมายอีกด้วย 

ต่อมาในเดือนมีนาคม 2026 Trip.com ได้ตัดสินใจถอดระบบ ‘ผู้ช่วยธุรกิจ AI’ (AI business assistant) ออกจากแพลตฟอร์มไปอย่างเงียบๆ โดยเครื่องมือนี้เป็นระบบที่ช่วยปรับราคาสินค้าอัตโนมัติด้วยอัลกอริทึม ซึ่งที่ผ่านมาถูกมองว่า “เป็นการริดรอนสิทธิ์และแทรกแซงการตั้งราคาของเจ้าของโรงแรม” 

ในส่วนของผลประกอบการปี 2025 ที่ผ่านมา Trip.com มีรายได้รวม 6.24 หมื่นล้านหยวน (ราว 3 แสนล้านบาท) เติบโตขึ้น 17% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิพุ่งทะยานขึ้นเกือบเท่าตัวแตะ 3.34 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.6 แสนล้านบาท) จากเดิมที่เคยได้ 1.72 หมื่นล้านหยวน (ราว 8.2 หมื่นล้านบาท) โดยปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรโตแบบก้าวกระโดด มาจากการขายหุ้นบางส่วนใน ‘MakeMyTrip’ ซึ่งเป็นเว็บท่องเที่ยวรายใหญ่ของอินเดีย 

(Photo by Shutterstock / Bangla press) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์