รัฐบาลจีนสั่งปรับ ‘Trip.com Group’ แพลตฟอร์มท่องเที่ยวรายใหญ่ที่สุดของประเทศ เป็นเงินสูงถึง 5.2 พันล้านหยวน (ราว 2.5 หมื่นล้านบาท) หลังหน่วยงานบริหารจัดการกฎระเบียบตลาดแห่งรัฐ (SAMR) ตรวจพบว่า “บริษัทมีพฤติกรรมผูกขาดตลาด”
หน่วยงาน SAMR แถลงเมื่อวันเสาร์ (25 ก.ค.) ที่ผ่านมาว่า “Trip.com ได้ใช้อำนาจเหนือตลาดในทางมิชอบ โดยความผิดนี้ครอบคลุมถึงแพลตฟอร์มในเครือทั้งหมด ทั้ง Ctrip, Qunar และเว็บไซต์ท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง Skyscanner”
สำหรับบทลงโทษทั้งหมดแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การริบรายได้ที่ทำผิดกฎหมายจำนวน 1.66 พันล้านหยวน (ราว 7.8 พันล้านบาท) และการสั่งปรับเงินเพิ่มอีก 3.5 พันล้านหยวน (ราว 1.7 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเงินค่าปรับก้อนหลังนี้ มีมูลค่าสูงถึงร้อยละ 7.5 ของยอดขายภายในประเทศของบริษัทในปี 2025 ซึ่งอยู่ที่ 4.7 หมื่นล้านหยวน (ราว 2.33 แสนล้านบาท)
“Trip.com มีพฤติกรรมกีดกันการแข่งขันทางการค้ามาตั้งแต่ปี 2020 โดยอาศัยความได้เปรียบจากอัลกอริทึมจัดสรรยอดผู้เข้าชม กฎของแพลตฟอร์ม และเทคโนโลยีล้ำสมัย ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้รวมถึงการบังคับให้พันธมิตรโรงแรมบางรายต้องทำสัญญาผูกขาด และบีบให้โรงแรมเหล่านั้นต้องตั้งราคาห้องพักบนหน้าเว็บของ Trip.com ให้ถูกที่สุดในอินเทอร์เน็ตด้วย”
— แถลงการณ์ระบุ
ด้าน Trip.com ระบุในแถลงการณ์ว่า “บริษัทยอมรับคำตัดสินนี้ด้วยความจริงใจและพร้อมปฏิบัติตามอย่างเต็มที่ บริษัทจะเดินหน้าปฏิรูปโมเดลธุรกิจ ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และเร่งดำเนินการแก้ไขปรับปรุงระบบภายในทันที”
ทั้งนี้ ทางสำนักข่าว South China Morning Post ได้เห็นจดหมายภายในที่บริษัทส่งถึงพนักงาน ซึ่งระบุว่า “เจน ซุน CEO ของบริษัท ได้สั่งการให้พนักงานทุกคนตอบคำถามเกี่ยวกับคดีนี้ไปในทิศทางเดียวกัน และย้ำว่าบริษัทจะต้อง ‘ไม่บ่ายเบี่ยงหรือหาข้อแก้ตัวใดๆ’ เป็นอันขาด”
หน่วยงาน SAMR ระบุว่า “พฤติกรรมของบริษัทมุ่งเน้นไปที่ระบบจัดสรรปริมาณข้อมูล กฎของแพลตฟอร์ม และเครื่องมือทางเทคนิค โดยบริษัทได้จูงใจให้พันธมิตรโรงแรมระดับพิเศษ (Special-tier) บางรายร่วมลงนามในข้อตกลงแบบผูกขาด ด้วยการให้คำมั่นว่าจะเพิ่มการมองเห็นและให้การสนับสนุนด้านการตลาดที่มากขึ้น พร้อมทั้งสั่งห้ามไม่ให้โรงแรมเหล่านั้นร่วมมือกับแพลตฟอร์มคู่แข่ง”
“นอกจากนี้ บริษัทยังบังคับให้ผู้ประกอบการโรงแรมระดับทอง (Gold-tier) และโรงแรมทั่วไปจำนวนมาก ต้องเสนอราคาห้องพักบน Trip.com ในราคาที่ต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มการจองออนไลน์อื่นๆ ทั้งหมด”
“Trip.com ใช้เครื่องมือตั้งราคาอัตโนมัติควบคู่กับการใช้พนักงานเข้าไปควบคุมเพื่อกดราคาโรงแรมบนแพลตฟอร์มของตัวเองให้ต่ำลงทันทีที่ระบบตรวจพบว่าแพลตฟอร์มอื่นลงราคาถูกกว่า นอกจากนี้ บริษัทยังใช้ระบบคอมพิวเตอร์สอดส่องพฤติกรรมโรงแรม หากพบว่าผู้ประกอบการไม่ทำตามกฎ ก็จะลงโทษด้วยการลดการมองเห็น ลบป้ายแนะนำออกจากแพลตฟอร์ม และหักเงินมัดจำการจอง”
หน่วยงาน SAMR ได้สั่งให้ Trip.com ยุติพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวทั้งหมด และสั่งให้คืนเงินมัดจำการจองมูลค่ารวม 122 ล้านหยวน (ราว 580 ล้านบาท) ที่เคยหักจากผู้ประกอบการโรงแรมไป คืนให้แก่เจ้าของโรงแรมเต็มจำนวน
ก่อนที่จะมีคำตัดสินในวันเสาร์ (25 ก.ค.) ราคาหุ้นของ Trip.com ในตลาดหุ้นฮ่องกงขยับร่วงลงเล็กน้อย 0.8% ปิดที่ 342.60 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 1,500 บาท) เมื่อวันศุกร์ (24 ก.ค.) ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับช่วงต้นปีนี้ ราคาหุ้นของบริษัทถือว่าดิ่งลงมาอย่างรุนแรง จากที่เคยพุ่งสูงกว่า 600 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 2,600 บาท)
การสอบสวนในครั้งนี้เริ่มมาตั้งแต่เดือนมกราคม ซึ่งถือเป็นมาตรการปราบปรามการผูกขาดครั้งใหญ่ที่สุดของรัฐบาลจีนต่อแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ นับตั้งแต่มีการกวาดล้างกลุ่มเทคโนโลยีอย่างหนักหน่วงในปี 2021
ในช่วงเวลานั้น ยักษ์ใหญ่อย่าง ‘Alibaba Group Holding’ ก็เคยโดนโทษปรับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.82 หมื่นล้านหยวน (ราว 8.7 หมื่นล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4 ของรายได้ทั้งหมดที่บริษัททำได้ในประเทศจีนเมื่อปี 2019
ขณะที่ ‘Meituan’ ยักษ์ใหญ่ด้านบริการเดลิเวอรีตามสั่ง ก็เคยโดนปรับไป 3.44 พันล้านหยวน (ราว 1.6 หมื่นล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 3 ของยอดขายทั้งหมดที่บริษัททำได้ในประเทศจีนเมื่อปี 2020
การสอบสวนในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Trip.com เคยโดนหน่วยงานท้องถิ่นเตือนหลายครั้ง ประกอบกับได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มอุตสาหกรรมในเรื่องการบังคับทำสัญญาผูกขาด และการใช้ระบบอัลกอริทึมควบคุมราคา
ก่อนหน้านี้ในเดือนสิงหาคมและกันยายนปี 2025 หน่วยงานรัฐบาลในมณฑลกุ้ยโจวและเมืองเจิ้งโจว ได้เรียกตัวแทนของ Trip.com เข้าพบเพื่อตักเตือนมาแล้ว ขณะที่ในเดือนธันวาคมปี 2025 สมาคมโฮมสเตย์ท่องเที่ยวของมณฑลยูนนาน ก็ได้ออกมากล่าวหาถึงพฤติกรรมผูกขาดตลาดของบริษัท พร้อมขู่ว่าจะฟ้องดำเนินคดีตามกฎหมายอีกด้วย
ต่อมาในเดือนมีนาคม 2026 Trip.com ได้ตัดสินใจถอดระบบ ‘ผู้ช่วยธุรกิจ AI’ (AI business assistant) ออกจากแพลตฟอร์มไปอย่างเงียบๆ โดยเครื่องมือนี้เป็นระบบที่ช่วยปรับราคาสินค้าอัตโนมัติด้วยอัลกอริทึม ซึ่งที่ผ่านมาถูกมองว่า “เป็นการริดรอนสิทธิ์และแทรกแซงการตั้งราคาของเจ้าของโรงแรม”
ในส่วนของผลประกอบการปี 2025 ที่ผ่านมา Trip.com มีรายได้รวม 6.24 หมื่นล้านหยวน (ราว 3 แสนล้านบาท) เติบโตขึ้น 17% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิพุ่งทะยานขึ้นเกือบเท่าตัวแตะ 3.34 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.6 แสนล้านบาท) จากเดิมที่เคยได้ 1.72 หมื่นล้านหยวน (ราว 8.2 หมื่นล้านบาท) โดยปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรโตแบบก้าวกระโดด มาจากการขายหุ้นบางส่วนใน ‘MakeMyTrip’ ซึ่งเป็นเว็บท่องเที่ยวรายใหญ่ของอินเดีย
(Photo by Shutterstock / Bangla press)





