เป็นเวลาหลายปีที่วิศวกรผู้ประเมินรูปแบบการก่อสร้างในประเทศเวเนซุเอลาออกมาแสดงความกังวลครั้งใหญ่ว่า “โครงสร้างคอนกรีตสูงหลายแห่งที่ขาดการเสริมแรงต้านแผ่นดินไหว และตั้งอยู่บนชั้นดินอ่อน อาจเสี่ยงถล่มเมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่”
ทว่าสถานการณ์เลวร้ายดังกล่าวได้เกิดขึ้นจริงอย่างโหดร้ายเมื่อวันพุธ (24 มิ.ย.) ที่ผ่านมา เมื่อแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ 2 ระลอกได้สร้างความเสียหาย และทำให้หลายสิบอาคารพังทลาย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,719 ราย บาดเจ็บมากกว่า 5,000 ราย นำไปสู่การระดมกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังอย่างเร่งด่วน
“ความเสี่ยงนี้เป็นที่รับรู้กันมานานแล้ว” เอดูอาร์โด นูเญซ กัสเตยาโนส วิศวกรโครงสร้างชาวเวเนซุเอลา กล่าว
เหตุแผ่นดินไหวแฝดครั้งนี้ได้ทิ้งร่องรอยความเสียหายเป็นทางยาวตั้งแต่กรุงการากัสเมืองหลวง ไปจนถึงบริเวณชายฝั่งและพื้นที่อื่น ๆ ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตในครั้งนีมีแนวโน้มที่จะสูงที่สุดในรอบกว่าศตวรรษ ทำลายสถิติจำนวนผู้เสียชีวิตประมาณ 1,600 รายจากแผ่นดินไหวและสึนามิที่คูมานา ขนาด 6.7 ในปี 1929
“มันยังคงเร็วเกินไปที่จะสรุปสาเหตุที่แน่ชัดว่าทำไมความเสียหายและยอดผู้เสียชีวิตถึงสูงมากขนาดนี้ แต่จากภาพถ่ายชุดแรกดูเหมือนจะแสดงให้เห็นอาคารที่พังถล่มลงมา ซึ่งในบางกรณีเป็นตึกที่สูงกว่า 15 ชั้น โดยมีข้อบกพร่องร้ายแรงด้านการก่อสร้างและการควบคุมดูแลที่ไม่ดีในระหว่างขั้นตอนการก่อสร้าง”
— นูเญซ กล่าว
นูเญซ บอกอีกว่า “ปัจจัยหนุนที่น่าจะเป็นสาเหตุร่วมด้วยคือ การให้ความสำคัญกับผลกำไรมากกว่าความปลอดภัย...ความเสียหายที่แพร่กระจายไปทั่วนี้ น่าจะสะท้อนให้เห็นถึงการก่อสร้างอาคารที่ปรับเปลี่ยนตามความต้องการของนักลงทุน มากกว่าโครงสร้างที่ได้รับการออกแบบและก่อสร้างอย่างถูกต้องตามข้อกำหนดของกฎหมายควบคุมอาคารเพื่อรองรับแผ่นดินไหว...ซึ่งนี่เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในภูมิภาคลาตินอเมริกา”

งานวิจัยในวารสาร Buildings ที่นูเญซเป็นผู้ร่วมวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในปี 2023 พบว่า “อาคารคอนกรีตประเภทที่มีความสูงมากกว่า 20 ชั้น และก่อสร้างขึ้นตามเกณฑ์ขั้นต่ำของกฎหมายควบคุมอาคารเวเนซุเอลา ซึ่งตั้งอยู่บนชั้นดินอ่อน มีโอกาสพังถล่มสูงกว่า 80% เมื่อเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจากแผ่นดินไหว”
แต่มาตรฐานความปลอดภัยที่ล้าสมัยและแนวคิดการก่อสร้างแบบเน้นราคาถูก น่าจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งในหลายปัจจัยที่อธิบายว่าทำไมอาคารจำนวนมากทั่วเวเนซุเอลาถึงพังทลายลงมาในเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งรุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในประเทศในรอบกว่า 125 ปี
ส่วนปัจจัยร่วมอื่น ๆ ได้แก่ :
- การออกแบบอาคารคอนกรีตโดยไม่ได้คำนึงถึงสภาพชั้นดินอ่อนในท้องถิ่น
- การใช้ระบบโครงสร้างประเภทที่เปราะบางต่อแผ่นดินไหวกับอาคารที่สูงเกิน 10 ชั้น
- การขาดการตรวจสอบที่เพียงพอในระหว่างกระบวนการก่อสร้าง
“ปัญหาคือ การขาดการควบคุมมาตรฐานอาคาร...สิ่งสำคัญขั้นพื้นฐานคือ ต้องมีการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์การก่อสร้างอาคารเพื่อต้านทานแผ่นดินไหวอย่างเคร่งครัด”
— อาเลฮันโดร จูเลียโน อดีตผู้อำนวยการสถาบันป้องกันแผ่นดินไหวแห่งชาติของเวเนซุเอลา กล่าวกับสถานีวิทยุกระจายเสียง Radio Mil20 ของเวเนซุเอลา
การที่ประเทศนี้ไม่เคยเผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากมานานกว่า 25 ปี ไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างได้เลย “ไม่มีใครแปลกใจกับเหตุการณ์นี้ เพราะเวเนซุเอลามีประวัติศาสตร์การเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาโดยตลอด” จูเลียโน กล่าว
ขณะที่ รามอน มาตา เลมุส รองศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมแผ่นดินไหวแห่งมหาวิทยาลัยซานเซบาสเตียน ในประเทศชิลี กล่าวว่า “ความเสียหายที่ร้ายแรงที่สุดส่วนใหญ่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นกับอาคารโครงสร้างคอนกรีตเก่า รวมถึงอาคารก่ออิฐและสิ่งปลูกสร้างบนเนินเขาที่ไม่ได้มาตรฐาน”
ข้อบกพร่องอีกประการหนึ่งคือ ‘อาคารประเภทชั้นล่างอ่อนแอ’ ซึ่งเป็นอาคารที่ชั้นล่างสุดมีความบอบบางและแข็งแรงน้อยกว่าชั้นบน ๆ ทำให้โครงสร้างลักษณะนี้เสี่ยงต่อการโค่นล้มได้ง่ายเมื่อเกิดแผ่นดินไหว
‘ตึกเก่า’ มีความเสี่ยง...

“อาคารที่สร้างก่อนต้นทศวรรษ 1980 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารที่สร้างก่อนแผ่นดินไหวปี 1967 ไม่มีการใช้หลักวิศวกรรมต้านทานแผ่นดินไหวมากนัก”
— ไมเคิล ชมิตซ์ ศาสตราจารย์ด้านธรณีฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยซีมอน โบลิวาร์ และมหาวิทยาลัยกลางแห่งเวเนซุเอลา กล่าว
ถึงกระนั้น ก็ยังคงมีคำถามอีกมากมายว่า ทำไม ‘เมืองลากวยรา’ ถึงได้รับความเสียหายหนักหน่วงขนาดนี้...? “เมืองลากวยราจะเป็นจุดสนใจหลักสำหรับบรรดานักวิทยาศาสตร์ เพราะข้อเท็จจริงที่ว่ามีอาคารจำนวนมากในพื้นที่นั้นพังถล่มลงมา ถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างแท้จริง” เฟลิเซียโน เด ซานติส ประธานสมาคมธรณีวิทยาเวเนซุเอลา กล่าว
(Photo by MIGUEL MEDINA / POOL / AFP)





