พรีเมียร์ลีก 2025/26 หลังจบสัปดาห์ที่ 18 ศึกชิงจ่าฝูงยังเดือด ทั้ง ‘ปืนใหญ่’ อาร์เซนอล และ ‘เรือใบสีฟ้า’ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต่างก็คว้าชัยชนะด้วยกันทั้งคู่ ในขณะที่ไฮไลต์ทีมอื่นๆ ก็มีทั้ง ‘ปีศาจแดง’ ที่มีการปรับมาเล่นกองหลัง 4 คนครั้งแรกตั้งแต่ รูเบน อโมริม เข้ามาคุมทีม ต่อด้วย ‘หงส์แดง’ ที่ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ยิงลูกแรกกับทีมได้ เฉือนชนะทีมบ๊วยไปแบบหืดจับ และแอสตัน วิลล่า ที่ยังเก่งต่อเนื่องพลิกแซงเชลซี 2-1 คว้าชัย 11 นัดรวดทุกรายการ

‘ปืนใหญ่’ กับ ‘เรือใบ’ ชนะทั้งคู่ แย่งชิงจ่าฝูงกันสุดมัน
เริ่มกันที่สองทีมที่ยังเป็นคู่ปรับแย่งแชมป์ลีกกันอยู่ในตอนนี้นั่นก็คือ ‘ปืนใหญ่’ อาร์เซนอล กับ ‘เรือใบสีฟ้า’ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยในสัปดาห์ล่าสุดซิตี้ลงเล่นก่อนด้วยการบุกไปเยือน ‘เจ้าป่า’ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ซึ่งพวกเขาขึ้นนำไปก่อนจากจังหวะที่ รายาน แชร์กี้ จ่ายตัดหลังทะลุช่องให้ ทิจจานี ไรจ์นเดอร์ส ซัดหักข้อด้วยซ้ายเข้าเสาสองอย่างสวยงามแต่ขึ้นนำได้แค่ 6 นาทีก็มาโดนเจ้าบ้านไล่ตีเสมอ หลังจากนั้นทีมเยือนก็โหมบุกใส่ต่อเนื่อง เกมนี้กองหน้าตัวเก่ง เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ก็เงียบกริบ ทำอะไรแนวรับคู่ต่อสู้ไม่ได้เลย สุดท้ายคนที่เป็นฮีโร่ในเกมนี้ก็คือปีกขวาอย่างแชร์กี้ที่มาตะบันลูกวอลเลย์ด้วยขวาสุดสวยจากลูกเตะมุมเข้าไปเป็นประตูชัยในนาทีที่ 83 พาทีมเฉือนชนะ 2-1 ขึ้นไปยืนจ่าฝูงชั่วคราว
ในขณะที่อาร์เซนอลลงเล่นต่อจากซิตี้ทันทีโดยเป็นการเปิดบ้านเจอกับ ไบรท์ตัน ที่ในฤดูกาลที่แล้วเป็นของแสลงในลีกของพวกเขาเพราะทำได้แค่เสมอทั้งสองนัด มาในเกมนี้ทีมของมิเกล อาร์เตต้า ก็ต้องเจอปัญหาสำคัญเมื่อ ยูเลี่ยน ทิมเบอร์ กับ ริคคาร์โด้ คาลาฟิออรี่ สองกองหลังคนสำคัญได้รับบาดเจ็บกะทันหันจนกองกลางคนเก่ง เดแคลน ไรซ์ ต้องลงมาเล่นแบ็กขวาแทน แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรเพราะพวกเขามาขึ้นนำได้เร็วตั้งแต่ต้นเกมจาก มาร์ติน โอเดการ์ด ก่อนที่ในครึ่งหลังทีเด็ดลูกตั้งเตะของทีมก็ทำงานเมื่อไรซ์เปิดเตะมุมโค้งเข้ามาแล้วเป็นทางกองหน้าไบรท์ตัน รุตแตร์ โหม่งผิดเหลี่ยมเข้าประตูตัวเอง แม้ว่าทีมเยือนจะไล่ตีตื้นคืนมาได้ 1 ประตูแต่สุดท้ายก็ไล่ไม่ทันทำให้อาร์เซนอลเก็บชัยชนะที่ต้องการได้และกลับขึ้นไปยืนจ่าฝูงอีกครั้ง

‘ผี’ ปรับเล่นหลัง 4 กลับมาชนะทันที ส่วนด้าน ‘หงส์’ ก็ชนะบ๊วยเอาตัวรอดสำเร็จ
ในขณะที่อีกสองทีมอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล ที่ตำแหน่งวนเวียนอยู่แถวท็อปโฟร์ถึงอันดับ 6 ก็คว้าชัยชนะได้ทั้งคู่ เริ่มจากฝั่ง ‘ปีศาจแดง’ ที่ทางด้าน รูเบน อโมริม กุนซือใหญ่ของทีมสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการเปลี่ยนมาเล่นระบบกองหลัง 4 คนครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ามาคุมทีมแล้วก็คว้าชัยเหนือ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ได้สำเร็จจากลูกวอลเลย์สุดสวยของ แพทริก ดอร์กู ซึ่งในเกมนี้เขาขยับขึ้นไปยืนปีกขวาและเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม
ส่วนทางด้าน ‘หงส์แดง’ ก็ได้เล่นในบ้านเช่นกันเจอกับทีมบ๊วย วูล์ฟแฮมป์ตัน ที่ดูเหมือนจะไม่ใช่งานยากอะไรเพราะพวกเขาออกนำก่อนถึง 2 ประตูในช่วงครึ่งแรก แถมยังมีเรื่องดีเกิดขึ้นเมื่อทาง ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ กองกลางค่าตัวแพงของพวกเขาประเดิมยิงประตูแรกให้ทีมได้สำเร็จ แต่หลังจากเริ่มครึ่งหลังมาได้แค่ราวๆ 10 นาทีพวกเขาก็มาโดนทีมเยือนไล่ตีตื้นขึ้นมา หลังจากนั้นก็มีจังหวะเสียวจะโดนตีเสมออยู่หลายครั้งก่อนที่สุดท้ายจะรอดมาได้สำเร็จเฉือนชนะไปแบบหืดจับ 2-1

‘วิลล่า’ ฟอร์มยังโคตรแรงพลิกแซง ‘สิงห์’ คว้าชัย 11 นัดรวดทุกรายการ
ปิดท้ายที่การเจอกันของสองทีมที่อันดับติดกันอยู่ในเวลานี้อย่าง เชลซี ที่เปิดบ้านเจอกับ แอสตัน วิลล่า โดยฝั่งเจ้าบ้านยังไม่แพ้ใครมา 3 นัดติดต่อกันแต่นัดล่าสุดไปสะดุดเสมอ นิวคาสเซิล 2-2 ทำให้ในเกมนี้ถ้าพวกเขาหยุดความร้อนแรงของ แอสตัน วิลล่า ที่ชนะรวดมา 10 นัดในทุกรายการได้ก็น่าจะเพิ่มความมั่นใจได้มากพอสมควร
เริ่มเกมมาฝั่งเจ้าบ้านก็ดูน่าจะทำตามเป้าหมายได้เมื่อมาได้ประตูออกนำไปก่อนในช่วงท้ายครึ่งแรกจากลูกเตะมุมที่ รีซ เจมส์ เปิดโค้งเข้ามาแล้วโดนตัว ชูเอา เปโดร เข้าประตูไป แต่พอมาถึงในครึ่งหลังทางด้าน อูไน เอเมอรี่ กุนซือทีมเยือนก็แก้เกมได้อย่างยอดเยี่ยม ส่งทาง โอลลี่ วัตกินส์ ลงมาแล้วเขาสามารถยิง 2 ประตูสำคัญพาทีมพลิกแซงกลับมาชนะได้สำเร็จ คว้าชัย 11 นัดรวดในทุกรายการและรั้งอันดับ 3 ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ทำแต้มไล่จี้แมนฯ ซิตี้เหลือ 1 แต้มเหมือนเดิม



