บ้านยังอยู่ คนยังไม่ไป ไม่ใช่แค่เพราะดื้อ! ทำไมผู้สูงอายุเลือกที่จะเฝ้าบ้านจนบางครั้งอพยพไม่ทัน

1 ต.ค. 2569 - 18:00

  • บุ๋ม ปนัดดา สะท้อนในรายการโหนกระแสว่า หนึ่งในอุปสรรคของการช่วยน้ำท่วมคือ ผู้สูงอายุบางท่านเคลื่อนย้ายลำบากและปฏิเสธการอพยพ แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าไปเตือนตั้งแต่เนิ่นๆ

  • งานวิจัยผู้สูงอายุไทยหลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 พบว่า 47% ยังคงอยู่ในชุมชนที่ถูกน้ำท่วมด้วยเหตุผลสำคัญคือต้องการเฝ้าและปกป้องทรัพย์สิน

  • การทำให้ผู้สูงอายุยอมอพยพจึงอาจไม่ใช่แค่บอกให้ออกจากบ้าน แต่ต้องตอบให้ได้ว่า จะไปอยู่ที่ไหน ใครมารับ และสิ่งที่เขาห่วงอยู่ข้างหลังจะได้รับการดูแลอย่างไร

บ้านยังอยู่ คนยังไม่ไป ไม่ใช่แค่เพราะดื้อ! ทำไมผู้สูงอายุเลือกที่จะเฝ้าบ้านจนบางครั้งอพยพไม่ทัน

หนึ่งในปัญหาที่คนทำงานเกี่ยวกับหน่วยงานช่วยเหลือหรือบรรเทาสถานการณ์น้ำท่วมต้องเจอไม่ได้มีเพียงเรื่องน้ำที่เยอะหรือขึ้นสูง เรือไม่พอ หรือเส้นทางเข้าถึงยาก แต่คือคนหรือชาวบ้านที่ยังไม่ยอมออกจากบ้านแม้เจ้าหน้าที่จะเข้าไปขอให้อพยพแล้วก็ตาม

บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี ได้ออกมาสะท้อนเรื่องนี้ในรายการ โหนกระแส เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ว่า การอพยพคนกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ต่างจังหวัดประสบปัญหาเรื่องผู้สูงอายุที่เคลื่อนย้ายลำบาก และหลายคนปฏิเสธที่จะออกจากบ้าน บางกรณีเจ้าหน้าที่เข้าไปเตือนตั้งแต่ยังออกได้แต่กลับโดนตอบกลับมาประมาณว่า วันนี้ยังไม่อยากออก พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ แต่สุดท้ายสถานการณ์ก็เปลี่ยนจนการกลับเข้าไปช่วยอีกครั้งยากลำบากและเสี่ยงมากกว่าเดิม

ถ้าฟังจากมุมของคนกู้ภัยเรื่องนี้อาจสร้างความอึดอัดพอสมควร เพราะในช่วงเวลาที่ทุกนาทีมีค่าเจ้าหน้าที่ยังมีผู้ประสบภัยอีกหลายจุดรอความช่วยเหลืออยู่ แต่หากมองจากฝั่งผู้สูงอายุคำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงทำไมถึงไม่ยอมไป แต่เป็นอะไรทำให้คนคนหนึ่งเลือกอยู่กับบ้านจนเกือบถึงวินาทีสุดท้าย 

งานศึกษา How Thai elderly respond to mega flood in 2011? ของนักวิจัยจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาผู้สูงอายุ 238 คนในพื้นที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 พบว่า 53% ย้ายออกไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว แต่อีก 47% ยังคงอยู่ในชุมชนที่ถูกน้ำท่วมทั้งที่บางพื้นที่มีระดับน้ำสูงถึง 1.5-2 เมตร 

สิ่งที่น่าสนใจคือในกลุ่มที่ยังอยู่บ้านเหตุผลสำคัญคือการต้องการเฝ้าและปกป้องทรัพย์สินของตนเอง งานวิจัยรายงานตัวเลขถึง 63% ขณะที่แม้จะมีศูนย์พักพิงแต่ก็มีผู้สูงอายุเพียง 16% ที่เลือกย้ายเข้าไปอยู่ในศูนย์ดังกล่าว นอกจากนี้คนที่มีลูก ญาติ หรือเพื่อนให้ไปพักด้วยมีแนวโน้มตัดสินใจย้ายออกได้ง่ายกว่าคนที่ไม่รู้ว่าหากออกจากบ้านแล้วจะไปอยู่ที่ไหน 

เรื่องนี้ได้ทำให้เห็นว่าสำหรับผู้สูงอายุคำว่า บ้าน อาจไม่ได้หมายถึงเพียงตัวอาคาร แต่เป็นทั้งเงินเก็บตลอดชีวิต ข้าวของที่สะสมมา สัตว์เลี้ยง เพื่อนบ้าน และพื้นที่ที่คุ้นเคยมานานหลายสิบปี การบอกให้ออกจากบ้านทันทีจึงอาจหมายถึงการทิ้งสิ่งที่รู้จักและคุ้นเคยทั้งหมดไว้ข้างหลังโดยไม่รู้ว่าจะกลับมาเจออีกครั้งในสภาพไหน 

อีกปัจจัยคือประสบการณ์น้ำท่วมครั้งก่อน ผู้สูงอายุที่เคยผ่านมาแล้วอาจคิดว่าครั้งนี้ก็น่าจะรับมือได้เหมือนเดิม เช่น ครั้งก่อนน้ำไม่เข้าบ้าน หรือเคยมีคำเตือนแล้วสถานการณ์ไม่รุนแรงอย่างที่คาดจึงเลือกที่จะรอดูระดับน้ำอีกสักระยะ แต่ปัญหาคือภัยแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน น้ำอาจเพิ่มเร็วกว่าเดิม ถนนอาจถูกตัด หรือรถอาจออกจากพื้นที่ไม่ได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง  

สำหรับผู้สูงอายุบางคนยังมีข้อจำกัดทางร่างกายเข้ามาเกี่ยวข้อง การเก็บของ ขนยา เคลื่อนย้ายสัตว์เลี้ยง เดินลงบันได หรือขึ้นรถอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนคนวัยหนุ่มสาว เมื่อการอพยพดูยุ่งยากและไม่แน่ใจว่าจะไปอยู่ที่ไหนการตัดสินใจที่ง่ายที่สุดในเวลานั้นจึงอาจกลายเป็นเลือกที่จะอยู่บ้านต่อไป 

ปัญหาคือเมื่อรอจนระดับน้ำขึ้นสูงการอพยพที่ก่อนหน้านั้นยังสามารถเดินออกหรือขึ้นรถได้อาจกลายเป็นภารกิจกู้ภัยที่ต้องใช้เรือ เจ้าหน้าที่หลายคน และอุปกรณ์เข้าช่วยเหลือ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือคนที่เดินไม่สะดวก ความเสี่ยงจึงเพิ่มขึ้นทั้งกับผู้ประสบภัยและคนที่กลับเข้าไปช่วย 

ดังนั้นการแก้ปัญหาอาจไม่ใช่การถามว่าทำไมคนแก่ถึงไม่ยอมหนีตั้งแต่แรก แต่ต้องทำให้ผู้สูงอายุมั่นใจก่อนว่าหากออกจากบ้านแล้วจะไปอยู่ที่ไหน ใครจะมารับ ยาประจำตัวจะเอาไปได้ไหม และบ้านที่ทิ้งไว้จะเป็นอย่างไรต่อไปหลังน้ำลด โดยการเข้าใจเหตุผลเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าควรปล่อยให้ผู้สูงอายุอยู่ในพื้นที่อันตราย แต่ช่วยให้เราเห็นว่า คำสั่งให้อพยพอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากยังไม่ตอบความกังวลจนทำให้เขาเลือกอยู่ต่อ 

เพราะสำหรับคนหนุ่มสาวการอพยพอาจหมายถึงการหยิบกระเป๋าแล้วออกจากบ้าน แต่สำหรับผู้สูงอายุบางคน มันคือการเดินออกจากสถานที่ที่ใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างขึ้นมา และบางทีคำเตือนที่มีประสิทธิภาพอาจไม่ใช่เพียง น้ำกำลังมา กรุณาอพยพ แต่ต้องทำให้คนที่ยังลังเลรู้ด้วยว่า คุณจะไปอยู่ที่ไหน ใครจะดูแลคุณ และเมื่อออกจากบ้านแล้วคุณจะไม่ได้ถูกทิ้งให้จัดการทุกอย่างเพียงลำพัง 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์