เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 วัดไร่ขิง พระอารามหลวง เปิดประมูลพื้นที่ร้านค้าสำหรับ งานนมัสการบรมธาตุมหาเจดีย์ พระอุบาลีมหามงคล ซึ่งจะจัดระหว่างวันที่ 4–12 ตุลาคม 2569 และสิ่งที่ได้รับความสนใจไม่แพ้งานที่จะเกิดขึ้นคือราคาพื้นที่ขายของที่มีรายงานว่าบางล็อกถูกประมูลขึ้นไปสูงถึง 1,809,999 บาท
ฟังแล้วอาจชวนสงสัยว่าเหตุใดพื้นที่ขายของในงานวัดจึงมีราคาสูงเกือบสองล้านบาท ่สิ่งสำคัญคือตัวเลขนี้ ไม่ใช่ค่าเช่าที่วัดกำหนดให้ทุกร้านจ่ายเท่ากัน แต่เป็นราคาที่เกิดจากการประมูล เมื่อพื้นที่ทำเลดีมีผู้ค้าหลายรายต้องการราคาจึงถูกเสนอแข่งขันกันจนสูงขึ้น
สิ่งที่ผู้ค้าประมูลกันจึงไม่ใช่แค่พื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร แต่คือ ทำเลและจำนวนลูกค้าที่มีโอกาสเดินผ่านร้าน โดยเฉพาะจุดที่อยู่บนเส้นทางหลัก มองเห็นง่าย หรือเป็นตำแหน่งที่ร้านเคยขายมานานจนลูกค้าจำได้ ทำเลเหล่านี้ย่อมมีมูลค่ามากกว่าพื้นที่ทั่วไป
สำหรับร้านที่เคยมาขายและรู้ยอดของตัวเองการเสนอราคาหลักล้านจึงอาจเป็นการคำนวณทางธุรกิจ หากประเมินแล้วว่ายอดขายตลอดช่วงงานสามารถคืนค่าพื้นที่และต้นทุนอื่นๆ พร้อมเหลือกำไรก็ยังมีเหตุผลให้สู้ราคา คล้ายกับร้านค้าที่เลือกจ่ายค่าเช่าแพงเพื่อให้ได้พื้นที่ในห้างหรือย่านที่มีคนเดินจำนวนมาก
กรณีที่ถูกพูดถึงในการประมูลครั้งล่าสุดคือร้าน ปังเว่อร์ ซึ่งเปิดเผยว่าการประมูลปีนี้ทำราคาสูงถึงระดับ 1.8 ล้านกว่าบาท โดยมีรายงานว่าล็อกหมายเลข 387 ปิดที่ 1,809,999 บาท สะท้อนว่ามูลค่าของทำเลในงานวัดไร่ขิงไม่ได้ถูกกำหนดจากขนาดพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้ค้าประเมินศักยภาพในการขายไว้สูงแค่ไหน
แล้วเมื่อร้านค้าจ่ายเงินกันตั้งแต่หลักหมื่น หลักแสน ไปจนถึงหลักล้าน เงินจากการประมูลเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหน? ตามแนวปฏิบัติด้านการเงินของวัด เงินรายได้ต้องเข้าสู่ ระบบบัญชีของวัด โดยบัญชีเงินฝากต้องใช้ชื่อวัด ไม่ใช่บัญชีส่วนตัวของพระหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
มหาเถรสมาคมยังกำหนดระบบควบคุมการเบิกจ่าย โดยต้องมีผู้มีอำนาจสั่งจ่ายอย่างน้อย 3 รูป/คน และการถอนหรือโอนเงินต้องได้รับความเห็นชอบอย่างน้อย 2 ใน 3 พร้อมมีเจ้าอาวาสร่วมลงนาม นอกจากนี้วัดต้องบันทึกรายรับ–รายจ่าย จัดทำรายงานเงินคงเหลือ และเก็บหลักฐานไว้สำหรับการตรวจสอบ
ดังนั้น ในทางระบบเงินที่ได้จากการประมูลพื้นที่ในวันที่ 15 สิงหาคมควรถูกบันทึกเป็น รายได้ของวัด ก่อนที่วัดจะนำไปใช้กับค่าใช้จ่ายหรือกิจการต่างๆ ตามกระบวนการทางบัญชี แต่จากข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะในขณะนี้ ยังไม่พบรายละเอียดว่าการประมูลรอบดังกล่าวสร้างรายได้รวมเท่าไหร่ และเงินจะถูกจัดสรรไปใช้ด้านใดเป็นจำนวนเท่าไหร่บ้าง
ราคาประมูล 1.8 ล้านบาท จึงบอกได้ด้านหนึ่งว่า งานวัดไร่ขิงมีมูลค่าทางการค้าสูงจนผู้ค้ายอมแข่งขันเพื่อช่วงชิงทำเล ในขณะที่อีกด้านเมื่อพื้นที่ของวัดสามารถสร้างรายได้ระดับหลักล้านได้ คำถามว่า ได้เงินมาเท่าไหร่ และนำไปใช้อะไรต่อ ก็เป็นข้อมูลที่ควรถูกเปิดเผยให้เห็นอย่างชัดเจนไม่แพ้ราคาที่ร้านค้าร่วมประมูลกัน




