การบรรจุ "ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ" เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ซึ่งใช้งบประมาณราว 145 ล้านบาท เพื่อดูแลคนข้ามเพศ 20,000 คน โดยครอบคลุมทั้งค่ายา ตรวจแล็บ และสุขภาพจิต นับเป็นก้าวสำคัญด้านสิทธิความเท่าเทียมทางสุขภาพ
แต่ประเด็นนี้ได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงอย่างกว้างขวาง และยังมีคำถามสำคัญจากแวดวงการแพทย์และคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขและแพทย์ของสภาฯ และวุฒิสภา ที่ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ต้องตอบและสร้างความกระจ่างชัดต่อข้อกังวลต่างๆ
ทั้งในเรื่องของงบประมาณ ลำดับความสำคัญของงบประมาณ ท่ามกลางภาวะที่โรงพยาบาลรัฐขาดทุน และการขาดแคลนงบสำหรับผู้ป่วยวิกฤตหรือวัคซีนในเด็ก มีการตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและทิศทางการจัดสรรเงิน อีกทั้งข้อกังวลเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติทางการแพทย์ ความชัดเจนด้านการคัดกรอง ผลข้างเคียงระยะยาว และมาตรฐานการติดตามผล
ข้อกังวล “ฮอร์โมนข้ามเพศ”
1. สถานะของผู้รับบริการและแนวทางการรักษา (Guideline)
มีข้อกังวลว่ากลุ่มคนข้ามเพศไม่ใช่ผู้ป่วยตามนิยามโรค สปสช. จึงต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าการให้ฮอร์โมนนี้จัดเป็น “สิทธิสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ใช่การรักษาโรค ต้องมีแนวทางเวชปฏิบัติ (Guideline) หรือแนวทางจ่ายยาและการดูแลที่ชัดเจนเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ใช้บริการ
2. ความปลอดภัยและผลกระทบระยะยาว
การใช้ฮอร์โมนข้ามเพศ และความเสี่ยงต่อสุขภาพ อาจส่งผลต่อการทำงานของตับ หรือเพิ่มความเสี่ยงเรื่องหลอดเลือดและหัวใจในระยะยาว สปสช. ต้องมีมาตรการติดตาม (Monitoring) สุขภาพผู้รับบริการอย่างต่อเนื่อง ต้องมี
การคัดกรองก่อนจ่ายยา สปสช. ต้องยืนยันถึงกระบวนการตรวจประเมินสุขภาพอย่างละเอียดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มให้ฮอร์โมน
3. แหล่งที่มาของฮอร์โมน ความโปร่งใส และความคุ้มค่า
เกี่ยวกับคุณภาพและมาตรฐานยา สปสช. ต้องชี้แจงถึงชนิดของฮอร์โมนที่นำมาเบิกจ่ายในระบบ ว่าเป็นยาที่ได้มาตรฐานและผ่านการรับรองความปลอดภัยตามหลักวิชาการแพทย์หรือไม่
ขณะเดียวกันในการประเมินความคุ้มค่า สปสช.ต้องตอบคำถามสังคมถึงความคุ้มค่าทางงบประมาณ เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้
ประเด็นเหล่านี้เป็นโจทย์ท้าทายที่ สปสช. จะต้องเร่งทำความเข้าใจกับสังคม และจัดทำระบบติดตามประเมินผล เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้รับบริการควบคู่ไปกับความปลอดภัยทางการแพทย์
เปิดคำต่อคำ กับ 9 คำถาม กมธ.ที่ สปสช. ตอบ เรื่องฮอร์โมนข้ามเพศ
นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว (7 กรกฎาคม 2569) เรื่อง “9 คำถามที่ สปสช. ตอบ เรื่องฮอร์โมนข้ามเพศ โรงพยาบาลและศูนย์บำบัด” โดยสรุปผลการประชุมคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ร่วมกับ สปสช.ว่า...
ประเด็นที่ 1: การจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ
กรรมาธิการถาม: พบว่ามีการละเว้นการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งต่างจากวัคซีนเด็กอย่างสิ้นเชิง วัคซีนเด็ก หมอเด็กทั้งประเทศและราชวิทยาลัย บอกต้องให้ แต่ สปสช บอกไม่คุ้มค่า แต่ฮอร์โมนข้ามเพศ ทุกราชวิทยาลัยบอกต้องทำ guideline ดีๆ และยังเป็นห่วง แต่ สปสช บอกให้ได้เลย ไม่ต้องประเมินความคุ้มค่า
สปสช. จัดลำดับความสำคัญของงบประมาณอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่
สปสช. ตอบ: การพิจารณาว่าเรื่องใดสำคัญขึ้นอยู่กับมุมมองและเหตุผลที่แตกต่างกัน คณะกรรมการมีหลายฝ่ายร่วมพิจารณา โดยประมาณครึ่งหนึ่งมาจากกระทรวงสาธารณสุข และ สปสช. พยายามคำนึงถึงความต้องการของประชาชนทุกกลุ่ม
ประเด็นที่ 2: ความจำเป็นของการให้ฮอร์โมนคนข้ามเพศ
กรรมาธิการถาม: ได้มีการประเมินความจำเป็นอย่างรอบด้านก่อนบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์หรือไม่
สปสช. ตอบ: การประเมินความจำเป็นขึ้นอยู่กับมุมมองที่แตกต่างกัน สปสช. พยายามดูแลประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม
ประเด็นที่ 3: หลักฐานทางวิชาการและกระบวนการพิจารณา
กรรมาธิการถาม: ช่วงปี 2564–2568 แทบไม่มีงานวิจัยหรือการขับเคลื่อนเรื่องนี้ แต่ในช่วงปี 2567–2568 กลับมีการผลักดันและอนุมัติอย่างรวดเร็วภายในเวลาประมาณ 2 เดือน เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เป็นผลจากนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้นหรือไม่
สปสช. ตอบ: ประเด็นนี้ไม่ได้รับคำตอบ
ประเด็นที่ 4: ยาที่ได้รับการอนุมัติ
กรรมาธิการถาม: มียาบางรายการที่ยังไม่มีหลักฐานวิจัยรองรับเพียงพอ และหลายประเทศได้ห้ามการใช้แล้ว แต่ประเทศไทยกลับจะนำมาใช้ เหตุใดจึงบรรจุอยู่ในรายการ
สปสช. ตอบ: หากพบว่ายาใดมีปัญหา สามารถแจ้งให้ตรวจสอบได้ สปสช. มีแผนทบทวนและปรับรายการยาให้เหมาะสมอยู่แล้ว
ประเด็นที่ 5: การอ้างอิงความเห็นของราชวิทยาลัยและชื่อแพทย์
กรรมาธิการถาม: มีการอ้างว่าราชวิทยาลัยให้การรับรอง แต่มีข้อมูลว่าบางราชวิทยาลัยไม่เคยประชุมรับรองอย่างเป็นทางการ และแพทย์บางท่านไม่ทราบด้วยซ้ำว่ามีการนำชื่อไปอ้าง และนำชื่อไปลงใน guideline ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
สปสช. ตอบ: มีการพูดคุยกับแพทย์จากราชวิทยาลัยจริง แต่บางครั้งไม่ได้อยู่ในรูปแบบการประชุมอย่างเป็นทางการ การนำชื่อมาใส่ เพื่อเป็นการให้เกียรติ ไม่ได้มีเจตนาแอบอ้าง ทั้งนี้ สปสช. จะหารือกับราชวิทยาลัยเพิ่มเติม และหากแพทย์ไม่พอใจก็ยินดีนำชื่อออกให้
ประเด็นที่ 6: ความพร้อมของสถานพยาบาลและแพทย์
กรรมาธิการถาม: สถานพยาบาล 22 แห่งที่เข้าร่วมโครงการมีความพร้อมเพียงใด ในเมื่อแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการประเมินและให้ฮอร์โมนมีจำนวนไม่กี่คนทั้งประเทศ
สปสช. ตอบ: แพทย์ที่ให้บริการต้องผ่านการอบรมตามเกณฑ์ จึงจะสามารถให้การรักษาได้
ประเด็นที่ 7: การใช้แนวทาง ThaiPATH และการจัดซื้อยา
กรรมาธิการถาม: ไม่เห็นด้วยกับการใช้แนวทางของ ThaiPATH เนื่องจากไม่ได้รับการรับรองจากแพทยสภาหรือราชวิทยาลัย และขอทราบว่างบจัดซื้อยาวงเงินประมาณ 50 ล้านบาท ได้ซื้อยาอะไรไปแล้วบ้าง
สปสช. ตอบ: หากราชวิทยาลัยมีมาตรฐาน หรือมีองค์กรอื่นที่เหมาะสมกว่า ก็พร้อมพิจารณาใช้ ยืนยันว่ามาตรฐานต้องเป็นไปตามกฎหมาย และจะนำข้อเสนอไปหารือกับราชวิทยาลัย
ประเด็นที่ 8: การเปลี่ยนแปลงชุดสิทธิประโยชน์
กรรมาธิการถาม: เหตุใดจึงปรับสิทธิประโยชน์จากเดิม “บริการสุขภาพสำหรับคนข้ามเพศ” มาเป็น “สิทธิการได้รับฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศ”
สปสช. ตอบ: ปัญหาหลักของผู้ป่วยคือการเข้าถึงยา ส่วนหลักการของนโยบายยังคงเดิม ทั้งนี้ แพทย์ผู้ให้การรักษาต้องปฏิบัติตามแนวทางของราชวิทยาลัย แพทยสภา และผ่านการอบรม หากไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน อาจมีความรับผิดชอบทางวิชาชีพ
ประเด็นที่ 9: ข้อเสนอด้านความปลอดภัยจากกรรมาธิการ
กรรมาธิการมีข้อเสนอต่อ สปสช. ดังนี้
1. ทบทวนนโยบายก่อนดำเนินการเต็มรูปแบบ
2. จัดทำมาตรฐานด้านความปลอดภัยให้ชัดเจน
3. ทบทวนหลักฐานทางวิชาการ (Rapid Review) ที่มีคุณภาพ
4. ประเมินผลกระทบจากการขยายจำนวนผู้ได้รับสิทธิ จากประมาณ 20,000 คน เป็น 300,000 คน เพื่อให้มั่นใจว่ามีข้อมูลด้านประสิทธิผล ความคุ้มค่า และความปลอดภัยเพียงพอ

นพ.วีระพันธ์ ระบุด้วยว่า สรุปภาพรวมการอภิปรายครั้งนี้ไม่ได้คัดค้านการดูแลสุขภาพของคนข้ามเพศโดยตรง แต่ตั้งข้อกังวลเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณานโยบาย ความเพียงพอของหลักฐานวิชาการ มาตรฐานการรักษา ความพร้อมของบุคลากร และความปลอดภัยของผู้รับบริการ พร้อมเสนอให้ชะลอการดำเนินนโยบายไว้ก่อน จนกว่าจะมีข้อมูลและมาตรฐานที่ชัดเจนรองรับ เพื่อให้การดำเนินนโยบายเป็นไปอย่างรอบคอบและสร้างความมั่นใจแก่ทุกฝ่าย
“กรรมาธิการจะไม่หยุดตรวจสอบเรื่องนี้ และติดตามอย่างเข้มข้นใกล้ชิดครับ”




