นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้นโยบายกระทรวงศึกษาธิการลดภาระงานครู จับมือ TikTok ให้ครูใช้ AI ทำคลิปสั้น 2 นาทีสอนเด็ก อาจไม่ใช่ทางออกในการลดภาระงานครู ระบุ ควรลดงานที่ไม่จำเป็นต่อการสร้างการเรียนรู้ของเด็ก ไม่ใช่ลดภาระในการทำสื่อการสอน แต่หากเดินหน้าจริง กระทรวงศึกษาธิการควรเปิดฟังความเห็นครู ผู้ปกครอง นักเรียนก่อน เพราะสังคมยังมีข้อกังวลเรื่องเด็กใช้เวลาหน้าจอเพิ่มขึ้น แนะควรใช้ AI หนุนปัญญาประดิษฐ์ เพิ่มกำลังคน จัดสรรงบฯ ให้โรงเรียน ลดงานเอกสาร เพื่อคืนครูให้กับอนาคตนักเรียน
รศ.ดร.สิทธิชัย วิชัยดิษฐ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำลังจะร่วมกับ บริษัท ติ๊กต๊อก (ไทยแลนด์) ให้ครูใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำคอนเทนต์วิดีโอสั้น 2 นาทีเป็นสื่อการสอน เพื่อให้นักเรียนเข้าใจง่ายและลดภาระครู ควรทบทวนให้รอบด้านกว่านี้ เพราะการลดภาระครูที่เหมาะสมไม่ใช่การลดภาระในการทำสื่อการสอน แต่คือการลดภาระงานที่ไม่จำเป็น เช่น งานเอกสารการเงิน หรือพัสดุ โครงการกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียน ฯลฯ เพื่อให้ครูมีเวลาให้กับภาระงานที่จำเป็น เช่น การออกแบบสื่อการสอนที่เหมาะสมและตอบโจทย์กับการเรียนรู้ของเด็ก
รศ. ดร.สิทธิชัย กล่าวว่า หาก ศธ. ต้องการลดภาระงานครูจริงๆ ควรเปลี่ยนมาสนับสนุนให้ใช้ AI เพื่อช่วยงานเอกสาร การเชื่อมข้อมูลมหาศาลของผู้เรียนให้สามารถเข้าถึง และวิเคราะห์ปัญหาหรือความต้องการของผู้เรียนที่แตกต่างหลากหลายได้ สนับสนุนกำลังคนเพื่อเข้ามาทำงานด้านเอกสารโดยเฉพาะ หรืออาจใช้วิธีจัดสรรงบประมาณให้แต่ละโรงเรียนไปออกแบบวิธีจัดการเอง เพื่อให้ครูได้กลับมาอยู่กลับนักเรียน เพื่อทำความเข้าใจการเรียนรู้ เป้าหมาย และตัดสินใจ ตลอดจนออกแบบสื่อการเรียนรู้เพื่ออนาคตของนักเรียน ส่วนตัวเชื่อว่าแนวทางนี้จะเหมาะสมกว่าการให้นโยบายลงไป และให้ปฏิบัติเหมือนกันหมดเพราะทั่วประเทศมีห้องเรียนและนักเรียนจำนวนมาก โรงเรียนและครูที่อยู่ใกล้ชิดนักเรียนย่อมเข้าใจบริบทการพัฒนาของตัวเองได้มากกว่า จึงควรให้เวลาและทรัพยากรให้พวกเขาได้ทำงานของตัวเอง
นอกจากนี้ เข้าใจว่านโยบายนี้มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการทำให้เด็กนักเรียนเข้าถึงสื่อการสอนได้มากขึ้นและง่ายขึ้น ส่วนตัวเสนอว่า ศธ.ควรเริ่มต้นจากการรับฟังความคิดเห็น และวิเคราะห์พฤติกรรมของเด็กนักเรียนก่อน เพื่อให้ได้คำตอบที่แท้จริงว่าควรเข้าไปสนับสนุนในเรื่องใดเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ เช่น เด็กมีความต้องการใช้ TikTok เพื่อการเรียนรู้จริงหรือไม่ หรือเด็กมีแนวโน้มในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างไร ฯลฯ จากนั้นค่อยกลับมาออกแบบแนวทางหรือนโยบายในการดำเนินการอีกครั้ง
“แม้ TikTok จะเป็นแพลตฟอร์มที่เด็กเข้าถึงง่าย แต่นั่นไม่ได้เป็นหลักประกันว่าถ้า ศธ. ใส่คอนเทนต์ดีมีคุณภาพเข้าไปแล้วนักเรียนจะตั้งใจดู หรือเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นจริง เพราะธรรมชาติของเด็กหรือผู้ใช้ TikTok ทุกวัย ก็คือการเลือกดูเนื้อหาที่ตัวเองสนใจ”
— รศ.ดร.สิทธิชัย กล่าว
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำให้นโยบายนี้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเด็กนักเรียน แม้ว่านโยบายจะตั้งต้นหรือคิดค้นมาบนฐานของความตั้งใจดี ต้องการผลักดันเนื้อหาดีๆ เข้าไปสู่แพลตฟอร์มที่ทันยุคสมัยและเป็นที่นิยม แต่สังคมและประชาชนจำนวนไม่น้อยมีข้อกังวลอีกมุมถึงผลเสียจากการใช้เวลาหน้าจอหรือโทรศัพท์มากเกินไป ฉะนั้นหาก ศธ. จะเดินหน้าส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยแนวทางนี้จริงๆ ก็ควรมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากครู บุคลากรในโรงเรียน นักเรียน และผู้ปกครอง ทั่วประเทศ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจร่วมกันในการออกแบบระบบที่ ซึ่งดีกว่าเดินหน้านโยบายไปแล้วต้องกลับมาแก้ไขตามข้อกังวลของสังคมในภายหลัง
“ถ้าเรานับจำนวนคนที่อยู่ในแวดวงการศึกษาทั้งหมดจะเห็นได้ว่านักเรียน และครู มีจำนวนที่มากที่สุด แต่กลับเสียงเบาที่สุด การจะทำนโยบายอะไรหรือหาคำตอบที่เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ควรต้องกลับไปที่นักเรียนและครูก่อน ศธ. ถึงจะรู้ว่าควรจะทำอะไรยังไงต่อ”
— รศ. ดร.สิทธิชัย กล่าวปิดท้าย





