“คดีทุจริตสอบท้องถิ่นปี 2568” กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตาอย่างใกล้ชิด หลังศาลอาญาอนุมัติหมายจับผู้ต้องหา 3 ราย ซึ่งถูกมองว่าเป็นบุคคลสำคัญในเครือข่ายแก้ไขคะแนนสอบ โดยประกอบด้วย จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม หรือ ‘จ่าพิชิต’, วิน ธนพชรโภคิน หรือ อัศวิน โชติพนัง หรือ ‘ดร.วิน’ และ ศตพร ธนพชรโภคิน หรือ ‘จ๋า’
แม้ทั้งสามคนจะถูกกล่าวหาว่ามีบทบาทแตกต่างกันในขบวนการ แต่ล้วนเป็นบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับภาครัฐ สถาบันการศึกษา และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดสอบ ก่อนตกเป็นผู้ต้องหาในคดีที่ถูกประเมินความเสียหายเบื้องต้นสูงถึง 4,500 ล้านบาท
‘จ่าพิชิต’ อดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์ฯ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี
‘จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม’ หรือ ‘จ่าพิชิต’ เป็นอดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569
ก่อนหน้านี้ เขาเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษนายกเทศมนตรีเมืองวิเชียรบุรี และถือเป็นบุคคลใกล้ชิดกับฝ่ายบริหารท้องถิ่นในพื้นที่ จากการตรวจสอบข้อมูลบนเว็บไซต์เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี ยังพบผู้ที่ใช้นามสกุล “ทั้งพรม” ดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กรหลายราย
นอกจากนี้ จ่าพิชิตยังมีชื่อเป็นกรรมการบริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ โดย สุภาวิณี ทั้งพรม ภรรยา เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 70%
บริษัทดังกล่าวตั้งอยู่ในอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี และต่อมากลายเป็นสถานที่สำคัญในคดี หลังเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าตรวจค้นและพบการแก้ไขข้อมูลกระดาษคำตอบผ่านระบบคอมพิวเตอร์
เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวจ่าพิชิตได้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จ.หนองคาย เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ระหว่างติดต่อเข้ามอบตัวที่กองปราบปราม
‘ดร.วิน’ จากพนักงานร้านสะดวกซื้อสู่ผู้มีบทบาทในหลายหน่วยงานรัฐ
ส่วน ‘วิน ธนพชรโภคิน’ หรือ ‘อัศวิน โชติพนัง’ หรือ ‘ดร.วิน’ เป็นบุคคลที่มีประวัติการทำงานเกี่ยวข้องกับหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และสถาบันการศึกษาหลายแห่ง
ข้อมูลจากรายงานประจำปี 2566 ขององค์การจัดการน้ำเสีย ระบุว่า เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านบริหารธุรกิจ (DBA) จาก University of Northern Philippines ปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตร์จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) รวมถึงจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจและรัฐศาสตร์
ในเส้นทางการทำงาน เขาเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารบริษัทเอกชน เป็นอนุกรรมการติดตามนโยบายการประปานครหลวง และอนุกรรมการธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์การสะพานปลา
ดร.วิน ยังดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเคยได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันการบินพลเรือน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนยื่นลาออกในวันที่ 25 มิถุนายน 2569
นอกจากนี้ ยังเคยได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะทำงานของ พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข สมัยรัฐบาล ‘อนุทิน 1’ โดย พัฒนาได้ยืนยันต่อสื่อมวลชนว่า ดร.วิน เคยดำรงตำแหน่งดังกล่าวจริงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 แต่ระบุว่าเคยพบกันเพียงครั้งเดียวในช่วงแนะนำตัวเข้าทำงาน
สื่อบางสำนักรายงานว่า ดร.วิน มีจุดเริ่มต้นชีวิตจากการเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อ ก่อนพัฒนาตนเองผ่านการศึกษาและการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ จนก้าวเข้าสู่บทบาทในหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง
ก่อนถูกจับกุม มีข้อมูลว่าเจ้าตัวหลบหนีไปยัง สปป.ลาว ชุดสืบสวน บก.ป. จึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สปป.ลาว จนสามารถควบคุมตัวไว้ได้เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569
‘จ๋า’ น้องสาว ‘ดร.วิน’ ผู้ต้องหารายที่สาม
‘ศตพร ธนพชรโภคิน’ หรือ ‘จ๋า’ เป็นน้องสาวของ ดร.วิน และเป็นผู้ต้องหารายที่สามในคดีนี้ เธอถูกจับกุมเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งบางสำนักรายงานว่าเจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดเป็นเวลาประมาณ 8 วัน ก่อนเข้าจับกุม
จากแนวทางการสืบสวนของตำรวจ เธอถูกกล่าวหาว่ามีบทบาทสำคัญในการรับส่งไฟล์ข้อมูลข้อสอบระหว่างบุคคลในเครือข่าย ก่อนนำส่งต่อไปยังสถานที่ที่ใช้แก้ไขข้อมูลคำตอบในจังหวัดนนทบุรี
เปิดปมคดีโกงสอบท้องถิ่นครั้งใหญ่
การเปิดโปงเครือข่ายทุจริตครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 หลังสำนักงาน ป.ป.ช. ร่วมกับ บก.ปปป. นำหมายค้นเข้าตรวจค้นบริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด ในจังหวัดนนทบุรี
ภายในอาคาร เจ้าหน้าที่พบบุคคลมากกว่า 10 คน ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ กำลังดำเนินการแก้ไขข้อมูลกระดาษคำตอบและคะแนนสอบผ่านระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยเหลือผู้สมัครสอบที่ยินยอมจ่ายเงินให้สามารถสอบผ่านและได้รับการบรรจุเข้ารับราชการท้องถิ่น
การสืบสวนมีจุดเริ่มต้นจากข้อร้องเรียนและหลักฐานที่ระบุว่ามีกลุ่มบุคคลและติวเตอร์บางกลุ่มแอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือผู้สมัครสอบให้สอบผ่านได้ โดยเรียกรับเงินตั้งแต่ 350,000 บาท สำหรับตำแหน่งทั่วไป และสูงถึง 7-8 แสนบาท ในพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง
การสอบที่เป็นต้นเหตุของคดีครั้งนี้ คือการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ปี 2568 ซึ่งเปิดรับสมัคร 87 ตำแหน่ง จำนวน 6,669 อัตรา และมีผู้สมัครสอบมากกว่า 430,000 คนทั่วประเทศ
ยกระดับสู่คดีพิเศษ
คดีนี้ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ยกระดับเป็น “คดีพิเศษ” เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 โดยพบผู้ถูกกล่าวหารวม 6,014 ราย แบ่งเป็น
- กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐและผู้เกี่ยวข้องกับการจัดสอบ โดยเฉพาะบุคลากรของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) จำนวน 22 ราย
- กลุ่มผู้ร่วมแก้ไขคะแนนสอบและนายหน้า 33 ราย โดยทั้ง จ่าพิชิต, ดร.วิน, จ๋า รวมถึงภรรยาของจ่าพิชิต มีรายชื่ออยู่ในกลุ่มนี้
- กลุ่มผู้เข้าสอบที่ได้รับประโยชน์จากการแก้ไขกระดาษคำตอบกว่า 5,900 ราย
ตำรวจชี้ ‘จ่าพิชิต’ เป็นแกนปฏิบัติการ ส่วน ‘ดร.วิน-จ๋า’ ทำหน้าที่ประสานงาน
รายงานข่าวจากหลายสำนักที่อ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าวในคณะพนักงานสอบสวน ระบุว่า พยานหลักฐานทั้งเส้นทางการเงิน ข้อมูลการติดต่อสื่อสาร และหลักฐานดิจิทัลต่าง ๆ เชื่อมโยงผู้ต้องหาทั้งสามกับขบวนการทุจริตสอบ
แนวทางการสืบสวนเบื้องต้นเชื่อว่า จ่าพิชิตมีบทบาทในระดับ “ปฏิบัติการ” ของเครือข่าย ขณะที่ ดร.วิน และ จ๋า มีบทบาทด้านการประสานงานกับหน่วยงาน บุคคล และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจัดสอบ รวมถึงการรับส่งข้อมูลข้อสอบภายในเครือข่าย
พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) เปิดเผยว่า จ่าพิชิตให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและไม่ให้ความร่วมมือในการสอบสวน ขณะที่ ดร.วิน แม้จะปฏิเสธข้อกล่าวหาเช่นกัน แต่ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี โดยระบุว่าตนเองและน้องสาวมีหน้าที่รับไฟล์ข้อมูลข้อสอบจากจ่าพิชิต ก่อนส่งต่อไปยังบุคคลภายในบ้านพักแห่งหนึ่งในอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เพื่อดำเนินการแก้ไขข้อมูล
เผชิญ 3 ข้อหาหนัก
ปัจจุบันทั้ง 3 ราย ถูกแจ้ง 3 ข้อหาหนัก ได้แก่
- ร่วมกันเป็นอั้งยี่และซ่องโจร
- ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น หรือทำให้เอกสารของผู้อื่นสูญหายหรือไร้ประโยชน์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188
- นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ
ทั้งหมดถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครและทัณฑสถานหญิงกลาง โดยศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างสอบสวน เนื่องจากเห็นว่าคดีมีลักษณะเป็นการกระทำผิดเป็นขบวนการ มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก และอาจส่งผลกระทบต่อพยานหลักฐานหรือกระบวนการสอบสวนได้
แม้กองปราบปรามจะสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาสำคัญได้ครบทั้ง 3 รายภายในเวลาเพียง 17 วัน แต่การคลี่คลายคดีทุจริตสอบท้องถิ่นยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น จากนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญของหน่วยงานรัฐในการสาวถึงต้นตอของขบวนการทั้งหมด และดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อระบบสอบคัดเลือกบุคลากรภาครัฐ หลังเกิดคดีที่ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในการทุจริตสอบครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การบริหารงานท้องถิ่นของไทย




