มลพิษทางด้านสิ่งแวดล้อม นับว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ประเทศไทยยังคงต้องจับตามองและหาแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว หนึ่งในปัญหาที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้และมีแนวโน้มว่าจะทวีรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็คือปัญหามลพิษในแม่น้ำ หรือสารปนเปื้อนในแม่น้ำที่ไหลมาจากประเทศเพื่อนบ้าน
โดยก่อนหน้านี้แม่น้ำหลายสายที่ประชาชนคนไทยเคยใช้ประโยชน์และอยู่ร่วมกับแม่น้ำมาอย่างยาวนานกลับพบว่ามีการปนเปื้อนสารโลหะหนักและยังไม่สามารถจัดการได้ อย่าง แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เกษตรกรรม และสิ่งที่น่าห่วงที่สุดคือสุขภาพของชาวบ้าน
ล่าสุดแม่น้ำอีกหนึ่งสายที่มีการตรวจพบว่ามีการปนเปื้อนสารโลหะหนักคือ น้ำสาละวิน ที่เป็นแม่น้ำนานาชาติ มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาในทิเบตทางภาคเหนือตอนล่างของประเทศจีน ไหลสู่ตอนใต้ของประเทศจีน ผ่านด้านตะวันออกของเมียนมา ผ่านรัฐฉาน คะยา และกลายเป็นแม่น้ำกั้นพรมแดนระหว่างเมียนมากับประเทศไทย ช่วงจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจะวกไหลกลับเข้าสู่ประเทศเมียนมาอีกครั้ง ก่อนไหลลงสู่ทะเลอันดามัน ที่อ่าวเมาะตะมะ เมืองมัวเมน ความยาวประมาณ 2,200 กิโลเมตร
โดยช่วงที่ผ่านพรมแดนไทย-เมียนมา ความยาวประมาณ 127 กิโลเมตร หลังจากที่มีการพบสารปนเปื้อนในแม่น้ำสาละวินสูงเกินค่ามาตรฐาน เจ้าหน้าหลายฝ่ายต้องเกาะติดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสุขภาพของคนชายแดนไทยและเมียนมา
ผศ.ดร.ว่าน วิริยา นักวิจัย ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงความเป็นห่วง หากปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข ผลกระทบในทุกด้านจะมีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาพของชาวบ้าน เพราะสารโลหะหนักที่มีการตรวจพบว่าเกินค่ามาตรฐานล้วนแล้วแต่เป็นสารที่สามารถก่อมะเร็งได้ ซึ่งแม่น้ำสาละวินพื้นที่ฝั่งชายแดนไทย จุดที่น่าเป็นห่วงคือบริเวณตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ได้มีการเก็บตัวอย่างน้ำ ดิน ตะกอนดิน พืชผลทางการเกษตร ปลา ก็พบว่ามีสารปนเปื้อนสูงเกินค่ามาตรฐาน



ผศ.ดร.ว่าน กล่าวว่า ตอนนี้ทางฝั่งนักวิชาการได้มีการแจ้งชาวบ้านให้ทราบว่าควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานผักและสัตว์น้ำ แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ให้ทานเฉพาะบางส่วน อย่างเช่นปลาก็หลีกเลี่ยงการรับประทานเครื่องใน หรือพุงปลา หรือส่วนหัวกุ้งก็ตัดหัวทิ้ง หากจะสัมผัสน้ำก็พยามใส่ถุงมือรองเท้าที่ป้องกันถ้ามีแผล หรือหากมีการสัมผัสน้ำก็ควรกลับบ้านมาล้างออกทันทีไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะช่วยบรรเทาเบื้องต้น
“อีกสิ่งสำคัญคืออยากจะให้ชาวบ้านได้รับรู้ว่าวิถีชีวิตที่ชาวบ้านเคยใช้ร่วมกับแม่น้ำมาอย่างยาวนานเป็นเรื่องปกติ แต่ในปัจจุบันมันไม่ปกติแล้ว มันมีการปนเปื้อนอยู่”

“ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำในแม่น้ำสาละวินที่เก็บมาทั้งหมด 20 จุด จาก 3 พื้นที่ ในเขตของสภาบริหารชั่วคราวแห่งรัฐคะเรนนี, รัฐกะเหรี่ยง และรัฐคะเรนนี ประเทศเมียนมา โดยทีมวิจัยคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่ามีค่าสารหนูสูงเกินค่ามาตรฐาน 0.042-0.553 มิลลิกรัมต่อลิตร จากค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร หากดูจากผลการตรวจสอบว่า คิดว่าน่าเป็นห่วงมากกว่าแม่น้ำกก สาย รวก โขง ด้วยซ้ำไป เพราะตอนนี้กระบวนการสิ่งที่มันมีอยู่ในแม่น้ำสาละวินไม่ใช่มีแค่น้ำอย่างเดียวมันมีการปนเปื้อนดินและตะกอนดินค่อนข้างสูง”

ผศ.ดร.ว่าน กล่าวต่อว่า ส่วนทางการเกษตรชาวบ้านยังปลูกตามปกติ แต่ว่าดินมันมีการปนเปื้อนสูง พืชตัวไหนที่เจริญเติบโตแล้วเราก็เก็บตัวอย่างมาตรวจสอบ แต่มีพืชบางตัวที่เหมือนตายหรือใกล้ตายแล้วเราก็เก็บมาตรวจสอบด้วยว่าทำไมถึงตาย ผลปรากฏว่าพบสารโลหะหนักค่อนข้างสูง สูงกว่าค่ามาตรฐานประมาณ 4 เท่า แต่พืชผักที่เจริญเติบโตแล้วเก็บกินได้ตอนนี้พืชที่โตในดิน เช่น ถั่วทั้งหลาย ถั่วฝักยาว ถั่วพูที่มีการปนเปื้อนค่อนข้างสูงพวกนี้ก็ต้องหลีกเลี่ยงการรับประทาน ซึ่งเราได้แจ้งทางฝั่งนักวิชาการที่เราร่วมมือกัน และมีการปรึกษากันอยู่ว่าจะแจ้งเพื่อให้ชาวบ้านได้รู้ตัวว่าตัวพืชผักผลไม้ตอนนี้มันปนเปื้อนสารโลหะหนักแล้ว
“หนึ่งในความหวังในปัจจุบันตอนนี้ถือเป็นพื้นที่แรกในการร่วมมือระหว่างทางฝั่งประเทศเพื่อนบ้านและประเทศไทยทางฝั่งของ ทั้งกะเหรี่ยง และคะเรนนี ที่ร่วมกันติดตามตรวจสอบในเรื่องสิ่งแวดล้อม เรามีโอกาสไปเป็นพี่เลี้ยงในการเก็บตัวอย่างน้ำในพื้นที่ต้นน้ำและเป็นแหล่งที่มาของโลหะหนักในการปนเปื้อนและเขาก็ยินดีที่จะเรียนรู้จากเรา เราก็ยินดีที่จะมีส่วนร่วมในครั้งนี้เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากการปนเปื้อนของโลหะหนักในครั้งนี้” ผศ.ดร.ว่าน กล่าว
ขณะที่สภาบริหารชั่วคราวแห่งรัฐคะเรนนี ได้เปิดเวทีเป็นครั้งแรกรวมถึงแสดงความรับผิดชอบ ยอมรับว่า มีการทำเหมืองในพื้นที่จริง ซึ่งทำมานานแล้วทั้งเหมืองดีบุก เหมืองพลวง และเหมืองทอง ซึ่งหลังจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตรวจพบสารปนเปื้อนในแม่น้ำสาละวิน และได้รับทราบข้อมูลจึงอยากให้เกิดความร่วมมือทางวิชาการจากไทย และนานาชาติ เพื่อร่วมกันป้องกันภัยทางด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้นในแม่น้ำสาละวิน ซึ่งทางรัฐคะเรนนี ก็ได้มีการเตรียมออกนโยบายจัดระเบียบเกี่ยวกับการทำเหมือง ควบคุมการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายและ กระทบกับสิ่งแวดล้อม

Banya Kung Aungโฆษกสภาบริหารชั่วคราวแห่งรัฐคะเรนนี เปิดเผยว่า ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำสาละวิน เราอยากจะร่วมมือทั้งการไปเก็บตัวอย่างน้ำและนำไปตรวจสอบว่ามีสารปนเปื้อนมากน้อยแค่ไหน เราไม่อยากจะมีการโต้ตอบโดยไม่มีข้อมูล ซึ่งเราก็ได้มีการประสานงานกับทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พูดคุยว่านักวิชาการในการส่งทีมเก็บตัวอย่างน้ำ เพราะมีเรื่องของความปลอดภัย ทำให้คนไทยเข้าไปได้ยาก ทำให้นักวิชาการไม่สามารถนำทีมเข้าไปเก็บตัวอย่างได้ ดังนั้นก็มีการส่งทีมงานมาอบรมที่ฝั่งประเทศไทย และกลับไปเก็บตัวอย่างน้ำและดิน มาส่งให้กับทางนักวิชาการทำการตรวจสอบ
ส่วนในเรื่องของเหมืองในพื้นที่ตนส่วนใหญ่จะเป็นเมืองทองหรือเมืองแร่ เมื่อก่อนมีไม่มากตอนนี้มีจำนวนมาก เรามีการทำเหมืองมาเป็นระยะเวลากว่า 200 ปี แต่ระบบการทำเหมืองมีการเปลี่ยนแปลงไปในสมัยก่อนจะใช้วิธีการธรรมชาติ แต่ปัจจุบันมีการใช้สารเคมีเข้ามาอยู่ในกระบวนการ สารปนเปื้อนที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ได้อยู่ที่เดียว แต่มันกระจายไปในพื้นที่อื่นๆ ในแง่ของผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ดังนั้นก็เป็นความรับผิดชอบส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน
“แม้ว่าเราจะไม่ใช่สาเหตุทั้งหมด แต่เราก็อยู่ในส่วนที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสารปนเปื้อนในแม่น้ำ ทำให้เราสนใจประเด็นนี้และมีการหาข้อมูลและพยายามที่จะเก็บตัวอย่างน้ำและขอความช่วยเหลือกับทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรารู้สึกว่าเราก็มีหน้าที่ตรงนี้อยู่ที่จะดูแลชุมชน และในฐานะการเป็นมนุษย์สิ่งที่เราทำเราต้องรับผิดชอบสิ่งที่เราทำ และต้องหาวิธีแก้ไขปัญหาด้วยกัน ถือว่าเป็นสิทธิมนุษยชน เป็นมนุษย์ที่ต้องมีความรับผิดชอบในส่วนที่เราทำ”
โฆษกสภาบริหารฯ แห่งรัฐคะเรนนี กล่าวต่อว่า เหมืองที่เราทำอยู่เป็นชาวบ้านที่ประกอบอาชีพในการเลี้ยงชีวิตทำมาหากิน แต่กระบวนการมันอาจจะผิดกติกา เราสามารถทำให้เค้ารู้และแก้ไขเพื่อที่จะอยู่ร่วมกับดินหรือน้ำ เหมืองเป็นของชุมชนอยู่แล้ว ถ้าชุมชนดูแลดีก็จะได้ประโยชน์มีเงินมีทอง แต่หากดูแลไม่ดีชุมชนก็จะได้รับผลกระทบจะไม่มีใครรับซื้อ หากไม่มีใครซื้อก็จะไม่มีเงิน เราสามารถแจ้งข้อมูล พูดคุย เพื่อเปลี่ยนทัศนคติของเขาได้หากสามารถเปลี่ยนได้เราก็สามารถควบคุมได้
“อย่างน้อยส่วนที่เราดูแลเราสามารถควบคุมส่วนนึงได้ก็จะทำให้ปริมาณหรือสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายชุมชนน้อยลงก็จะทำให้คนที่อยู่ในชุมชนมีความสุขมีรายได้ที่ดีขึ้น เพราะเค้าก็ต้องพึ่งพาอาศัยธรรมชาติเราก็อยากจะขอร่วมมือถึงความรู้เพราะต้องการเรียนรู้อีกมากประเทศไทยมีคนที่ชำนาญเกี่ยวกับเรื่องนี้ และอยากจะขอทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างๆเพราะเราไม่มี บุคลากร ร่วมกันทำงานแก้ไขปัญหา” Banya Kung Aung กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.สุรัชนี ศรีใย นักวิชาการอิสระ กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า นี่เป็นครั้งแรกที่กลุ่มของชาติพันธุ์ออกมาแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งเค้าก็มาพูดว่ามีส่วนรับผิดชอบ อยากที่จะขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้นและอยากจะช่วยเราดูแลสิ่งแวดล้อมจริงๆ ทั้งเรื่องของแม่น้ำและหมอกควันไฟป่า เพราะเป็นเรื่องของทุกคนไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่ทางการรัฐคะเรนนี ออกมายืดอกรับว่าเค้าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา
แต่หลังจากนี้เราจะไปอย่างไรกันต่อเพราะไม่ใช่แม่น้ำของใครคนใดคนหนึ่ง ไทยเองก็อาจจะต้องมาคิดโจทย์ว่าเราสามารถที่จะสนับสนุนหรือทำงานร่วมกับฝ่ายอื่นๆ ในเมียนมาอย่างไรต่อไป และไทยเองก็ต้องมีจุดยืนของตัวเองด้วยว่าจะบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างไร
“โดยส่วนตัวมองว่าไทยยังติดกับดักการทำงานแบบรัฐต่อรัฐอยู่โดยเฉพาะส่วนกลาง แต่ในเชิงในพื้นที่ส่วนใหญ่จะเข้าใจบริบทดี มีการทำงานร่วมกันอยู่ แต่จะทำอย่างไรให้เสียงนี้มันสะท้อนไปถึงส่วนกลางว่าเราทำในแค่บริบทของพื้นที่มันไม่เพียงพอ มันต้องมีนโยบายบางอย่างออกมาจากส่วนกลาง ทั้งในเรื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือการดูแลสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ มันจะต้องได้ไฟเขียวจากส่วนกลาง”
“อย่างไรก็ตามไม่ได้บอกว่าให้ยกเลิกการทำงานแบบรัฐต่อรัฐ แต่คิดว่าเราจะต้องมีการแยกประเด็นว่าจะทำงานกับใครในกลุ่มไหนและส่วนตัวคิดว่าเรามีอธิปไตยเป็นของตนเอง เราต้องเลือกได้ว่าเราจะทำงานกับใครในฐานะพาร์ทเนอร์เกี่ยวกับประเด็นไหน การแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดนนี้จะคุยแค่กับรัฐบาลกลางของเมียนมาไม่ได้ เพราะเขาก็ไม่ได้สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ทั้งหมดเนื่องจากปัญหาสงครามภายในประเทศ” ผศ.ดร.สุรัชนี กล่าว




