ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงรายที่เกิดจากการทำเหมือนแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามเนื่องจากในตอนนี้ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน โดย นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจได้สั่งการให้เร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำดังกล่าวแล้ว ทั้งการยกระดับความร่วมมือทางด้านการต่างประเทศ ตั้งคณะทำงานร่วมกับเมียนมา ติดตั้งสถานีตรวจวัดอัตโนมัติ เฝ้าระวังคุณภาพน้ำและรายงานให้กับประชาชนอย่างแม่นยำและรวดเร็ว การดูแลสุขภาพประชาชนและระบบนิเวศในพื้นที่ รวมถึงเตรียมออกมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ


ดร.สืบสกุล กิจนุกรอาจารย์จากสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า ในลุ่มแม่น้ำโขง ก็ยังมีการปนเปื้อนสารโลหะหนักจากการทำเหมืองแร่ ไม่ใช่แค่น้ำเท่านั้นที่มีการปนเปื้อนในตอนนี้ตรวจพบว่าตะกอนดินก็มีการปนเปื้อนสารหนูที่เกินค่ามาตรฐานเช่นกัน ซึ่งก็น่ากังวลใจเพราะกระทบกับระบบนิเวศสัตว์น้ำก็จะมีการปนเปื้อนตามไปด้วย เช่นหอย ปลา ก็มีการออกมาให้ข้อมูลว่าควรหลีกเลี่ยงการกินเครื่องในปลา หรือพุงปลา เพราะเป็นส่วนที่มีการสะสมของสารโลหะหนักค่อนข้างมาก
มาตรการในการจัดการกับปัญหานี้ของรัฐบาลอย่างถือว่าไม่ทันกับสถานการณ์ เนื่องจากสารโลหะหนักมีการปนเปื้อนเพิ่มขึ้นในทุกวัน ซึ่งควรจะดำเนินการให้เร็วกว่านี้เพราะชีวิตของชาวบ้านรอไม่ได้ อย่างระยะสั้นคือการหาแหล่งน้ำใหม่ที่เคยรับปากเอาไว้ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือมีความคืบหน้า
“สิ่งนี้ถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่รัฐบาลควรจะเร่งจัดการให้เร็วที่สุด หากทำได้ก็จะสามารถช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้อย่างแท้จริงมากกว่าหนึ่งแสนชีวิต ลดความเสี่ยงที่จะใช้น้ำที่มีการปนเปื้อนในชีวิตประจำวัน รวมถึงในทางการเกษตรด้วย เพราะยังคงมีการใช้น้ำที่มีการปนเปื้อนมาทำการเกษตรซึ่งผลผลิตเหล่านี้ก็จะส่งขายให้กับคนไทยและส่งออกไปยังต่างประเทศด้วย”

ดร.สืบสกุล กล่าวต่อว่า อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการแก้แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุพูดคุยเจรจากับทางจีน เมียนมา ในการทำให้เหมืองมีมาตรการทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้องและยั่งยืน ส่วนประเทศไทยก็อาจจะต้องมีการพิจารณาเกี่ยวกับการยุติการนำเข้าแร่จากเมียนมา ที่เป็นต้นตอของมลพิษทางน้ำนี้ เพราะแร่เหล่านั้นจะถูกส่งผ่านด่านผ่านแดนเข้ามามายังประเทศไทยและขนส่งขึ้นเรือไปที่ปลายทางคือประเทศจีน รัฐบาลไทยต้องมีนโยบายในการเข้ามาจัดการกับสิ่งนี้
“ส่วนที่มีการบอกว่าจะตั้งศูนย์ตรวจวัดคุณภาพน้ำก็ยังคงมีความคลุมเครืออยู่ เกี่ยวกับเครื่องตรวจแบบเรียลไทม์ เนื่องจากปัจจุบันนี้ยังไม่มีเครื่องมือ เทคโนโลยีที่สามารถตรวจสารปนเปื้อนสารโลหะหนักในน้ำได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งต้องออกมาแถลงนโยบายและมาตรการอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน และต้องอธิบายได้ว่าการตรวจนั้นจะตรวจสารโลหะหนักชนิดไหนบ้างเพราะที่มีการปนเปื้อนนั้นไม่ได้มีแค่สารหนู” ดร.สืบสกุล กล่าว

ด้าน นิวัฒน์ ร้อยแก้วประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า ชาวบ้านในพื้นที่ที่มีวิถีชีวิตอยู่ร่วมกับแม่น้ำที่มีสารปนเปื้อนก็รับรู้ข่าวสารและมีความกังวลใจเนื่องจากก็ยังคงต้องดำเนินชีวิตต่อไป ปฏิเสธไม่ได้ว่าสารปนเปื้อนคงสะสมในสัตว์น้ำหรือพืชน้ำ หากยังไม่มีการแก้ไขอย่างยั่งยืนได้ สิ่งที่น่ากลัวคือหากวันหนึ่งชาวบ้านหมดกำลังใจเพราะคิดว่าคงไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ก็คงจะจำใจกินหรืออยู่ร่วมกับแม่น้ำที่มีการปนเปื้อนต่อไป
"ดังนั้นมาตรการของรัฐบาลที่จะเข้ามาเยียวยา หาแนวทางในการใช้ชีวิตของชาวบ้านคือสิ่งสำคัญ ในตอนนี้ยังไม่เห็นมาตรการการเฝ้าระวังในชุมชน ควรมีการประกาศเป็นวาระแห่งชาติได้แล้ว หากห่วงแค่เศรษฐกิจอย่างเดียวชีวิตของผู้คนก็จะย่ำแย่ลง ประชาชนและลูกหลานก็จะมีสุขภาพที่ไม่ดี เสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายในอนาคตโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง"
“อย่างน้อยที่สุดต้องมีแผนเฝ้าระวัง ให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา จะทำอย่างไรให้ผู้คนตระหนักแต่ไม่ตระหนก เพื่อลดความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากสารปนเปื้อนเหล่านั้น ปัจจุบันยังไม่เห็นการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม จะช้าไม่ได้แล้วเพราะประชาชนเหมือนตายผ่อนส่ง สารพิษสะสมในร่างกายมากขึ้นทุกวัน”

“รัฐบาลต้องมีเจตจำนงในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง สิ่งที่ถือว่าดีขึ้นมาคือภาครัฐในท้องถิ่น มีความกระตือรือร้นและทำงานร่วมกับภาคประชาชนได้เป็นอย่างดี แต่หลายพื้นที่ก็ยังขาดงบประมาณจากส่วนกลาง ซึ่งต้องมีการจัดสรรสิ่งนี้มาให้ท้องถิ่นเพื่อจัดการกับปัญหาเพราะบริบทในแต่ละพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบก็มีความแตกต่างกัน ต้องยอมรับว่าในลุ่มแม่น้ำโขงปัจจุบันนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่แม่น้ำแห่งชีวิตที่เรารู้จักอีกต่อไป ซึ่งก็ยังยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนที่สุดคือการปิดเหมือง หรือทำให้มีการจัดการสารพิษอย่างถูกต้อง” นิวัฒน์ กล่าว
ผศ.ดร.ว่าน วิริยา นักวิจัย ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันนี้หลายประเทศก็ให้ความสนใจเกี่ยวกับปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำที่เกิดจากเหมืองแร่ ซึ่งหมายความว่านานาประเทศก็จับตาสถานการณ์และดูท่าทีการจัดการปัญหาของประเทศไทย เพราะจะกลายเป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับด้านสิ่งแวดล้อมในระดับโลกต่อไป เพราะปัญหาน่าจะยังไม่คลี่คลายในเร็ววัน เพราะเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านคงไม่ยอมปิดตัวลงและมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นอีกด้วย สังเกตได้จากการเข้าไปเคลียร์พื้นที่เพื่อให้ง่ายต่อการดำเนินกิจการ ซึ่งก็เป็นข้อกังวลว่าเมืองเหล่านี้จะสามารถจัดการกับสารปนเปื้อนในกระบวนการการทำเหมืองได้หรือไม่อย่างไร

“หลังจากนี้ประเทศไทยควรจะเพิ่มความถี่ในการตรวจวัดมากขึ้น เนื่องจากไม่ใช่แค่น้ำเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันกระทบระบบนิเวศทั้งระบบ มีการปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหาร ดังนั้นการทำงานแบบรัฐต่อรัฐไม่ใช่เพียงแค่การประชุมความร่วมมือเพียงอย่างเดียว จะต้องมีการนำเอาข้อมูลที่เรามีไปพูดคุยกับประเทศที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสิ่งนี้ ควบคู่กับการหาแนวทางในการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบภายในประเทศไทย ก็จะเป็นการทำงานควบคู่กันไประหว่างการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ”

ผศ.ดร.ว่าน กล่าวต่อว่า“งานวิจัยที่ทีมเรากำลังดำเนินการอยู่ได้รับสนับสนุนจาก สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ในการเก็บตัวอย่างที่ต้องสงสัยว่าจะมีการปนเปื้อนสารโลหะหนัก รวมถึงความร่วมมือในประเทศเพื่อนบ้านที่จะแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูล และเก็บตัวอย่างน้ำ ตะกอนดินในฝั่งประเทศเพื่อนบ้านมาให้ทางเราได้ตรวจสอบ เพื่อทำงานวิจัยเกี่ยวกับมลพิษทางน้ำนี้ ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งในการร่วมมือการหาแนวทางในการรับมือกับปัญหาได้อย่างยั่งยืน”







