สถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงที่เริ่มตึงตัว ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงภาคเศรษฐกิจหรือการขนส่ง แต่ยังลุกลามไปถึงภารกิจจำเป็นของสังคมอย่าง ‘การฌาปนกิจศพ’ โดยเฉพาะ ‘ศพไร้ญาติ’ และ ‘ศพยากไร้’ ของผู้เสียชีวิตที่ไม่มีทรัพยากรหรือครอบครัวรองรับ
ปัจจัยหนึ่งที่ถูกจับตา คือความผันผวนของตลาดพลังงานโลก จากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งแรงสะเทือนต่อราคาพลังงานในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ขณะเดียวกัน ในวันที่ 18 มีนาคม 2569 ยังเป็นวันแรกของการปรับราคาน้ำมันในประเทศ โดยกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ปรับขึ้น 1 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซลปรับขึ้น 0.50 บาทต่อลิตร ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อหน่วยงานที่ต้องใช้น้ำมันในปริมาณมาก
ขณะเดียวกัน วัดจำนวนไม่น้อยทั่วประเทศยังคงใช้ 'เมรุเผาศพแบบดั้งเดิม' ที่ต้องพึ่งพาน้ำมันเป็นเชื้อเพลิงหลักในการเผาไหม้ ไม่ใช่ระบบไฟฟ้า ทำให้ต้นทุนการฌาปนกิจผูกโยงโดยตรงกับปริมาณและราคาน้ำมัน เมื่อเกิดข้อจำกัดด้านการจัดซื้อหรือราคาปรับสูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อความต่อเนื่องของภารกิจโดยตรง



'ไพรัช สุดธูป' ไวยาวัจกร วัดราษฎร์ประครองธรรม และผู้อำนวยการโครงการบ้านหลังสุดท้าย ให้สัมภาษณ์ว่า ปัญหาการจัดซื้อน้ำมันเริ่มเห็นชัดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จากเดิมที่ยังสามารถจัดซื้อได้ กลับกลายเป็นเรื่องยากขึ้น วัดต้องเข้าไปทำความเข้าใจกับสถานีบริการน้ำมัน ชี้แจงถึงความจำเป็นในการนำไปใช้เพื่อการเผาศพ
“ช่วงแรกยังพอซื้อได้ครับ แต่พออาทิตย์ที่แล้วเริ่มยากแล้ว ตอนนี้เราก็ไปทำความเข้าใจกับปั๊ม ว่าสิ่งที่เอามาใช้คือการเผาศพ พอเขาเข้าใจ เขาก็พยายามแบ่งปันให้”
— ไพรัชกล่าว พร้อมระบุว่า วัดต้องทยอยจัดซื้อน้ำมันครั้งละประมาณ 600 ลิตร ภายใต้ข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้น
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจที่วัดในวันนี้ พบว่ามีศพยากไร้รอการฌาปนกิจจำนวน 5 ศพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เสียชีวิตที่ไม่มีญาติ หรือครอบครัวขาดแคลนทุนทรัพย์ บรรยากาศโดยรวมเป็นไปอย่างเรียบง่าย เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอน แม้ต้องบริหารจัดการทรัพยากรอย่างรัดกุมมากขึ้น
ในเชิงภารกิจ วัดต้องดูแลการฌาปนกิจศพไร้ญาติและศพยากไร้ในจำนวนไม่น้อย เฉลี่ยเกือบ 100 ศพต่อเดือน โดยการเผาศพ 1 ราย ใช้น้ำมันประมาณ 60 ลิตร คิดเป็นราว 6,000 ลิตรต่อเดือน และเมื่อรวมการใช้น้ำมันในส่วนอื่น อาทิ การใช้ยานพาหนะออกไปรับร่างผู้เสียชีวิต ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันรวมอยู่ที่ประมาณ 8,000 ลิตรต่อเดือน



อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดจากสถานีบริการน้ำมันยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ บางแห่งไม่อนุญาตให้เติมใส่แกลลอน และกำหนดวงเงินเติมต่อคัน จากเดิมไม่เกิน 1,000 บาท ลดลงเหลือ 500 บาท ส่งผลให้วัดต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการนำรถทุกคันไปเติมน้ำมัน จากนั้นสูบออกมาเพื่อนำไปใช้กับเตาเผาศพ
“ตอนนั้นต้องเอารถทั้งหมดที่มีขับไปเติม แล้วก็สูบออกมาใช้กับเตาเผาศพ”
— ไพรัชอธิบาย สะท้อนถึงการปรับตัวเพื่อให้ภารกิจยังดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว
ทั้งนี้ ไวยาวัจกรได้ฝากถึงผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงาน ให้พิจารณาความจำเป็นของวัดที่ยังใช้เมรุเผาศพแบบใช้น้ำมัน โดยเฉพาะวัดที่ต้องดูแลผู้เสียชีวิตกลุ่มเปราะบางอย่างศพไร้ญาติและศพยากไร้ ซึ่งเป็นภารกิจเชิงสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
พร้อมกันนี้ เขาเสนอให้วัดต่างๆ ประสานงานกับสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ แจ้งวัตถุประสงค์การใช้งานอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน โดยเชื่อว่าหากสถานีบริการรับรู้ถึงความจำเป็น ก็พร้อมให้ความร่วมมือในการจัดสรรน้ำมัน



ท้ายที่สุด แม้สถานการณ์พลังงานจะผันผวนจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ภารกิจของวัดยังคงเดินหน้าต่อไปภายใต้ข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้เสียชีวิตทุกคน ได้รับการส่งต่อในวาระสุดท้ายอย่างเหมาะสม และยังคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์





