‘ดีอี’ จับมือ Tomorrow.io ผลักดันระบบพยากรณ์อากาศไทยเทียบโลก ใช้ดาวเทียม 9 ดวง มองทะลุชั้นเมฆ วิเคราะห์พร้อม AI ทุก 15 นาที

2 ธ.ค. 2568 - 18:01

  • ‘กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม’ จับมือ Tomorrow.io ผลักดันระบบพยากรณ์อากาศไทยเทียบเท่าระดับโลก

  • ใช้ดาวเทียม Microwave Sounder 9 ดวง มองทะลุชั้นเมฆ วิเคราะห์พร้อม AI ทุก 15 นาที

‘ดีอี’ จับมือ Tomorrow.io ผลักดันระบบพยากรณ์อากาศไทยเทียบโลก ใช้ดาวเทียม 9 ดวง มองทะลุชั้นเมฆ วิเคราะห์พร้อม AI ทุก 15 นาที

ทำเนียบรัฐบาล (2 ธันวาคม 2568) ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ โครงการความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกรมอุตุนิยมวิทยา และบริษัท Tomorrow.io เพื่อยกระดับระบบพยากรณ์อากาศและการแจ้งเตือนภัยพิบัติของไทยให้มีประสิทธิภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล ด้วยการผนึกเทคโนโลยีดาวเทียมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลกเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตุนิยมวิทยาของประเทศ

รมว.ดีอี กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการเปลี่ยนโฉมระบบเตือนภัยจาก “รอรับเหตุ” เป็น “รู้ก่อน เตือนก่อน จัดการก่อน” เพื่อรับมือภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรงจากภาวะโลกรวน โดยไทยจะได้ใช้เทคโนโลยีเดียวกับองค์กรระดับโลกอย่าง NASA, กองทัพอากาศสหรัฐฯ และมูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation ซึ่งต่างใช้แพลตฟอร์มของ Tomorrow.io ในการวางระบบพยากรณ์อากาศและบริหารความเสี่ยงด้านภูมิอากาศเชิงพื้นที่

ความร่วมมือดังกล่าวจะใช้ ดาวเทียมสังเกตการณ์รุ่นใหม่ของ Tomorrow.io จำนวน 9 ดวง ที่ติดตั้งระบบ Microwave Sounder สามารถสแกนบรรยากาศโลกได้ในรอบเวลาที่ถี่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมง พร้อมรายงานผลการประมวลผลด้วย AI ทุก 15 นาที ทำให้ข้อมูลสภาพอากาศมีความละเอียดและทันเหตุการณ์ ครอบคลุมการพยากรณ์พายุ ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน ฟ้าผ่า กระแสลม สภาพอากาศทางทะเล และความรุนแรงของปรากฏการณ์อากาศสุดขั้ว

พร้อมกันนี้ ระบบยังสามารถสร้าง แบบจำลองสภาพอากาศที่ขับเคลื่อนด้วย AI และเครื่องมือช่วยตัดสินใจ (Decision Support Tools) ช่วยให้ผู้บริหารประเทศ หน่วยงานความมั่นคง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประเมินความเสี่ยงเชิงพื้นที่ได้ถึงระดับตำบลหรือชุมชน และสามารถแสดงผลการพยากรณ์พร้อม ระดับความเชื่อมั่น (Confidence Level) เป็นเปอร์เซ็นต์ เพื่อใช้ประกอบการออกคำสั่งเชิงนโยบายและการอพยพประชาชนอย่างเป็นระบบ

รมว.ดีอี  กล่าวต่อว่า เรื่องงบประมาณโครงการหลักด้านแพลตฟอร์มพยากรณ์อากาศไม่มีการของบประมาณ เนื่องจากเป็นการดำเนินการในรูปแบบ Proof of Concept (POC) เพื่อทดลองใช้งานจริงเป็นระยะเวลา 3 เดือน โดย Tomorrow.io ให้ความร่วมมือใช้ระบบโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย อันเนื่องจากสถานการณ์ด้านภัยพิบัติที่มีความเร่งด่วน หากผลการทดสอบพิสูจน์ได้ว่าระบบมีประสิทธิภาพ ใช้งานได้จริง และช่วยยกระดับการเตือนภัยของประเทศอย่างเห็นผล กระทรวงดีอีจะ นำเรื่องเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาการใช้งานระยะยาวและขยายผลในระดับประเทศต่อไป

ข้อมูลจาก Tomorrow.io จะถูกบูรณาการเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของกรมอุตุนิยมวิทยา หน่วยงานความมั่นคง และศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อให้การแจ้งเตือนไปในทิศทางเดียวกัน และลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล พร้อมทั้งมีแนวทางปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้รองรับการพยากรณ์ล่วงหน้าที่แม่นยำในยุคดิจิทัล

นอกจากนี้ อยู่ระหว่างพิจารณาต่อยอดการใช้งานระบบในด้านบริหารจัดการน้ำ ความปลอดภัยทางทะเล และการรับมือฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ โดยข้อมูลจากดาวเทียมสามารถเชื่อมโยงการคาดการณ์ฝนกับระดับน้ำในเขื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 แม้โครงการแพลตฟอร์มจะไม่ใช้งบ แต่ได้มีการเสนอขอใช้งบกลาง จำนวนไม่มาก เพื่อนำไปเสริม โครงสร้างพื้นฐานฉุกเฉิน ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องเร่งดำเนินการให้ทันสถานการณ์ โดยแยกออกเป็น 2 ส่วนหลัก

ส่วนแรก คือ การจัดทำ ระบบพลังงานสำรองที่เสาสัญญาณโทรคมนาคม เพื่อให้ระบบสื่อสารยังคงใช้งานได้แม้เกิดเหตุไฟฟ้าดับจากภัยพิบัติ โดยจะติดตั้งทั้งระบบโซลาร์เซลล์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อให้เสาสัญญาณไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากการไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบกลางเนื่องจากหากดำเนินการตามกระบวนการงบปกติ อาจไม่ทันการณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบแล้ว

ส่วนที่สอง คือ การสนับสนุน เครือข่ายวิทยุสมัครเล่นและวิทยุชุมชน เนื่องจากระบบวิทยุ VHF ยังเป็นระบบสื่อสารฉุกเฉินสำคัญที่สามารถเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ห่างไกลได้จริง และมักเป็นระบบสุดท้ายที่ยังทำงานได้ในภาวะวิกฤต นายไชยชนกย้ำว่า กระทรวงตระหนักดีว่าในยามวิกฤต วิทยุคือเส้นชีวิต สำหรับวงเงินงบกลางที่ขอไปนั้น ได้ยื่นเรื่องขอแล้ว แต่ยังไม่ทราบจำนวนเงินแน่ชัด ในขณะนี้ และคาดว่าจะได้รับการอนุมัติจาก ครม.

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์