อุตุฯ เตือนฝนตกหนัก 9 จังหวัดภาคใต้ ‘นายกฯ’ สั่งเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย

12 ต.ค. 2569 - 15:19

  • กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศฉบับที่ 11 เตือน 9 จังหวัดภาคใต้ฝนตกหนัก 12-13 ต.ค.และ 13-16 ต.ค. กทม. มีฝนเพิ่มขึ้น ฝนตกหนักช่วงเย็นถึงค่ำ

  • สถานการน้ำท่วม 3 จังหวัดในภาคตะวันตกหลายพื้นที่คลี่คลายแล้ว ยังเฝ้าระวัง จ.เพชรบุรีระดับน้ำแนวโน้มเพิ่มขึ้น

  • นายกฯ ประชุม บกปภ.ช. กำชับ มอนิเตอร์สถานการณ์น้ำต่อเนื่อง ชม “จ.เพชรบุรี” จัดการน้ำท่วมดี ชูเป็นต้นแบบ สั่งเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยภาคใต้

อุตุฯ เตือนฝนตกหนัก 9 จังหวัดภาคใต้ ‘นายกฯ’ สั่งเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย

น้ำท่วมภาคตะวันตกหลายพื้นที่คลี่คลาย ยังเฝ้าระวัง จ.เพชรบุรีระดับน้ำแนวโน้มเพิ่มขึ้น

สถานการณ์น้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ภาคตะวันตก บริเวณจังหวัดราชบุรีเพชรบุรีและกาญจนบุรี ล่าสุด ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2569 หลายจุดยังคงวิกฤต เนื่องจากฝนตกหนักสะสมปะทะแนวเทือกเขาตะนาวศรี ร่วมกับปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ที่อยู่ในระดับสูง แม้บางพื้นที่ในเขตเมืองจะเริ่มคลี่คลายหลังฝนหยุดตก แต่พื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนท้ายน้ำยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

สรุปสถานการณ์รายจังหวัด มีรายละเอียดดังนี้

จังหวัดราชบุรี เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วม มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังรวม 7 อำเภอ 27 ตำบล 158 หมู่บ้าน ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 11,689 ครัวเรือน ภาพรวมสถานการณ์ขณะนี้แนวโน้มระดับน้ำเริ่มทรงตัวและลดลงในบางจุด แต่กระแสน้ำป่ายังไหลเชี่ยว โดยยังมีพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษใน 48 ชั่วโมงคือ ต.บ้านบึง อ.บ้านคา และ ต.ทุ่งหลวง, ต.ยางหัก อ.ปากท่อ

จังหวัดกาญจนบุรี เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมในเขตตัวเมืองและย่านเศรษฐกิจ พื้นที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมขังใน 4 อำเภอ รวม 227 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิตสะสมแล้ว 2 ราย เส้นทางคมนาคมในเขตเมืองบริเวณทางลงมอเตอร์เวย์ M81 มีน้ำป่าหลากท่วมผิวจราจรสูง ล่าสุดน้ำในเขตเทศบาลเมืองเริ่มระบายและกลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้วหากไม่มีฝนตกลงมาซ้ำ ส่วนการบริหารจัดการน้ำ เจ้าหน้าที่กำลังเฝ้าระวังและมอนิเตอร์เขื่อนใหญ่ 2 แห่งเนื่องจากมีปริมาณน้ำอยู่ในระดับสูง

จังหวัดเพชรบุรี เหตุน้ำป่าหลากท่วมมีพื้นที่ได้รับผลกระทบใน 5 อำเภอ ได้แก่ อ.แก่งกระจาน อ.ท่ายาง อ.เมืองฯ อ.เขาย้อย อ.หนองหญ้าปล้อง รวม 11 ตำบล กระทบ 418 ครัวเรือนอ.เขาย้อยวิกฤตหนัก สถานการณ์ล่าสุด (12 ต.ค.2569) ในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรีที่มีน้ำท่วมขังสูงระดับน้ำเริ่มคลี่คลายลงแล้ว ขณะที่ อ.เขาย้อย ยังวิกฤต และระดับน้ำยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทางจังหวัดเร่งบริหารจัดการน้ำ โดยเขื่อนแก่งกระจานมีปริมาณน้ำแตะร้อยละ 101 ของความจุเร่งระบายน้ำออก 63 ลบ.ม./วินาที ควบคู่ไปกับการบริหารน้ำของเขื่อนเพชรเพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนท้ายน้ำ

The-Meteorological-Department-warns-9-southern-provinces-to-prepare-for-heavy-rain-SPACEBAR-Photo V01.jpg

กรมอุตุฯ เตือน 9 จังหวัดภาคใต้ฝนตกหนัก 12-13 ต.ค.

วันนี้ (12 ต.ค.2569) กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศฉบับที่ 11 เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ในช่วงวันที่ 12-13 ต.ค.2569 บริเวณประเทศไทยยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง ซึ่งจะมีผลกระทบตามภาคต่างๆ ตามช่วงเวลาดังนี้

วันที่ 12 ต.ค.2569 : ภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา นราธิวาส ภูเก็ต กระบี่ตรัง และสตูล

วันที่ 13 ต.ค.2569 : ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้

ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงปลายฤดูฝนบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับมีลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้เข้ามาปกคลุม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และอ่าวไทย ส่วนมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน

ในขณะที่ร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังได้รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรตรวจสอบเส้นทางและเดินเรือด้วยความระมัดระวัง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเดินเรือ ในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

The-Meteorological-Department-warns-9-southern-provinces-to-prepare-for-heavy-rain-SPACEBAR-Photo V02-1.jpg

กทม. ฝนเพิ่มขึ้น 13-16 ต.ค. ฝนตกหนักช่วงเย็นถึงค่ำ

ฟาตา มรรษทวี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาระบบงานการพยากรณ์อุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า สถานการณ์ฝนเริ่มลดลง แต่ยังมีฝนตกหนักบริเวณภาคใต้ ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา นราธิวาส ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล โดยช่วงวันที่ 13 - 16 ต.ค.มีฝนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะทางตะวันตกของประเทศไทย

ภาคเหนือ ภาคกลาง กทม.และปริมณฑล ตะวันออก จะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ โดยพื้นที่ที่เฝ้าระวังฝนตกหนัก พื้นที่ภาคกลาง แถวตะวันตก เช่น จ.อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ส่วน กทม.จะมีฝนตกหนักเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะช่วงเย็นถึงค่ำ

ขณะที่ภาคใต้ มีฝนตกหนักในบางพื้นที่ ส่วนวันที่ 17 และ 18 ต.ค.ฝนมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ภาคใต้ยังมีฝนตกหนักในบางพื้นที่

The-Meteorological-Department-warns-9-southern-provinces-to-prepare-for-heavy-rain-SPACEBAR-Photo02.jpg

นายกฯ ประชุม บกปภ.ช. กำชับ มอนิเตอร์สถานการณ์น้ำต่อเนื่อง ชม “จ.เพชรบุรี” จัดการน้ำท่วมดี ชูเป็นต้นแบบ

วันที่ 12 ต.ค.2569 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์ และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นวันที่ 12 ของการติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างต่อเนื่อง จึงได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือประชาชน ควบคู่กับการฟื้นฟูพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลาย โดยพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมอยู่ให้ทุกภาคส่วนเร่งช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง พร้อมกระจายถุงยังชีพ อาหาร และน้ำดื่มให้ทั่วถึงโดยเร็วที่สุด

ส่วนพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว ให้เร่งฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค บ้านเรือน และเส้นทางคมนาคม โดยประสานความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน จิตอาสา และภาคประชาสังคม เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัย ควบคู่กับการเร่งสำรวจความเสียหาย ลดขั้นตอนเอกสาร และจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาตามหลักเกณฑ์อย่างถูกต้อง โปร่งใส และรวดเร็วที่สุด

“และปัจจุบันมีการโอนเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว ทั้งสิ้น 5 รอบ รวม 135,782 ครัวเรือน เป็นเงินกว่า 1,069 ล้านบาท ซึ่งถือว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งดำเนินการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตามนโยบายรัฐบาลอย่างรวดเร็ว”

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์น้ำป่าหลากท่วมในพื้นที่ภาคตะวันตก เมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า ขอชื่นชมการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดเพชรบุรี ที่มีการเร่งระดมการช่วยเหลือเข้าไปในพื้นที่น้ำท่วมบริเวณอำเภอเมือง และชุมชนใหญ่ ด้วยการบริหารจัดการเส้นทางของน้ำ การบริหารจัดการท่อระบายน้ำ การผันน้ำไปในแหล่งรับน้ำที่สามารถระบายน้ำออกจากพื้นที่ที่เสียหายด้วยความรวดเร็ว

“ตรงนี้ ถือว่าจังหวัดเพชรบุรีดำเนินการได้ดี เพราะตอนที่ภาพรายงานเข้ามาค่อนข้างที่จะเลยระดับหัวเข่าแล้ว ฉะนั้นภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เราสามารถพลิกสถานการณ์ได้ อันนี้ขอให้ผู้ว่าฯ ตั้งแต่ภาคใต้ตอนบนไปจนถึงจังหวัดนราธิวาส ขอให้เตรียมรับมือเช่นนี้เอาไว้”

สั่งเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยภาคใต้ ย้ำ คลอง ร.1 ต้องเสร็จทันฤดูน้ำหลาก

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการเฝ้าระวังปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ จากที่กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ช่วงวันที่ 12-13 และ 13- 16 ตุลาคมนี้

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินก็มี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบร่วมกัน

“สำหรับพื้นที่ภาคใต้ ที่ต้องเตรียมรับมืออุทกภัยในระยะนี้ ขอให้วางแผนครอบคลุมทุกมิติ โดยต้องบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อย่างเป็นระบบ และให้นำแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของจังหวัดเพชรบุรี ปรับใช้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาตามบริบทของพื้นที่ ทั้งการวางเส้นทางน้ำ การระบายน้ำผ่านท่อ และการผันน้ำไปยังแหล่งรับน้ำ พร้อมให้จังหวัดเสี่ยงภัย เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่ เครื่องจักรกลสาธารณภัย และแผนการให้ความช่วยเหลือให้พร้อมเผชิญเหตุ”

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า“เมื่อวันเสาร์ (10 ต.ค.69) ที่ผ่านมา ส่วนตัวก็ได้ลงพื้นที่กับผู้ว่าราชการจังหวัดภาคใต้ จังหวัดปัตตานี ซึ่งทุกฝ่ายเตรียมความพร้อม เตรียมแผนเผชิญเหตุ เตรียมสิ่งที่จำเป็นเพื่อรองรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น”

เมื่อถามว่า พื้นที่ภาคใต้มีจังหวัดไหนที่น่าเป็นห่วงหรือไม่ นายกรัฐมนตรีระบุว่า เป็นจังหวัดเดิมๆ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นราธิวาสก็มีเรื่องของน้ำหลาก สงขลา พัทลุง สตูล ตรัง ก็มีเหตุอยู่ประจำ ก็ต้องเร่งแก้ไข

ส่วนสงขลามีการยกระดับการป้องกันหลายอย่าง การขุดลอกคูคลองเพิ่มแหล่งรับน้ำให้มีเส้นทางน้ำออกไปสู่ทะเลสาบสงขลาเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งการปรับปรุงคลอง ร.1 ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติงบกลางไปกว่า 700-800 ล้านบาท ซึ่งความคืบหน้าเป็นไปได้ด้วยดี

นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า คลอง ร.1 จะต้องเสร็จทันในฤดูน้ำหลากนี้อย่างแน่นอน เพราะถือเป็นหนึ่งในเงื่อนไข และตอนนี้ทราบมาว่าการดำเนินการคืบหน้าไปมาก กรมชลประทานติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

The-Meteorological-Department-warns-9-southern-provinces-to-prepare-for-heavy-rain-SPACEBAR-Photo V03.jpg

ปภ.เผยน้ำท่วม 20 จังหวัด รวม กทม. กระทบประชาชน 2.4 ล้านคน

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เผยยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 20 จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร ซึ่ง ปภ. ได้ระดมกำลังและทรัพยากร เร่งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน สำหรับพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว ให้เร่งฟื้นฟูพื้นที่เพื่อกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ประกอบกับการระบายน้ำที่ไหลมาจากภาคเหนือ มาสมทบกับมวลน้ำในภาคกลาง ทำให้ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 20 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และชลบุรี รวมถึงกรุงเทพมหานคร รวม 100 อำเภอ 804 ตำบล 5,947 หมู่บ้าน 908,595 ครัวเรือน 2,458,895 คน (ข้อมูล ศอ.ปภ. 12 ต.ค. 69 เวลา 06.00 น.)

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ยังคงติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยได้กำชับสำนักงาน ปภ. จังหวัด ศูนย์ ปภ. เขตในพื้นที่ประสบภัย เร่งระดมกำลังให้ความช่วยเหลือประชาชน พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจความเสียหายและฟื้นฟูพื้นที่ในจุดที่สถานการณ์คลี่คลาย รวมถึงจัดทำข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบและเตรียมดำเนินการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว เพื่อให้พี่น้องประชาชนกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างปลอดภัย

The-Meteorological-Department-warns-9-southern-provinces-to-prepare-for-heavy-rain-SPACEBAR-Photo01-1.jpg

รัฐบาลเยียวยาน้ำท่วมครบทุกมิติ เผยโอนแล้วกว่า 75,000 ครัวเรือน ใน 31 จังหวัด

นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (โฆษกรัฐบาล) เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยแล้วหลายส่วน ครอบคลุมทั้งประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาคธุรกิจ ตั้งแต่ช่วงเกิดภัย การเยียวยาความเสียหาย ไปจนถึงการฟื้นอาชีพและธุรกิจหลังน้ำลด

สำหรับผู้ประสบภัยจากเหตุที่เกิดก่อนวันที่ 1 ต.ค. 2569 รัฐบาลมีทั้งเงินช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) และการช่วยเหลือตามระเบียบเงินทดรองราชการ โดยผู้เข้าเกณฑ์ได้รับเงินช่วยเหลือค่าดำรงชีพครัวเรือนละ 9,000 บาท รวมถึงความช่วยเหลือกรณีบ้านเรือนและทรัพย์สินได้รับความเสียหายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

นพ.เอกภพ กล่าวว่า ล่าสุด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ร่วมกับธนาคารออมสินเดินหน้าโอนเงินเยียวยาอย่างต่อเนื่องแม้ในวันหยุด โดย ณ วันที่ 11 ต.ค. มีการโอนเงินให้ผู้ประสบภัยแล้วกว่า 75,000 ครัวเรือน ครอบคลุม 31 จังหวัด วงเงินรวมกว่า 650 ล้านบาท และยังทยอยโอนต่อเนื่องตามรายชื่อที่จังหวัดตรวจสอบและส่งเข้าสู่ระบบ

ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะการขอรับเงินเยียวยาแบบเรียลไทม์ได้ผ่านแอปพลิเคชัน ทางรัฐ หรือเว็บไซต์ relief.disaster.go.th เพื่อดูความคืบหน้าตั้งแต่การรับเรื่อง การตรวจสอบสิทธิ จนถึงสถานะการโอนเงิน

โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า ในส่วนของภัยที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป รัฐบาลเริ่มใช้ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ครอบคลุมอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว สำหรับที่อยู่อาศัยราว 30 ล้านหลังคาเรือน โดยกรณีน้ำท่วมมีวงเงินคุ้มครองบ้านสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อครั้ง และกรณีเสียชีวิตคุ้มครอง 2 ล้านบาทต่อคน ตามเงื่อนไขกรมธรรม์

อย่างไรก็ตาม นอกจากเงินเยียวยาโดยตรง กระทรวงการคลังยังประสานสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐออกมาตรการช่วยทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ ครอบคลุมการพักชำระหนี้ สินเชื่อฉุกเฉิน เงินทุนซ่อมบ้าน ซ่อมเครื่องมือทำกิน เติมสภาพคล่อง และสินเชื่อฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบกลับมาตั้งหลักได้เร็วที่สุด

ส่วนเกษตรกรที่ได้รับความเสียหาย ทั้งพืช ปศุสัตว์ และประมง มีมาตรการเยียวยาตามประเภทความเสียหาย ขณะที่ผู้ค้ารายย่อยและ SMEs มีช่องทางเข้าถึงมาตรการทางการเงินของธนาคารรัฐ เพื่อประคองกิจการและฟื้นรายได้หลังสถานการณ์คลี่คลาย

โฆษกรัฐบาล กล่าวอีกว่า ภายหลังจากประกาศมาตรการสำหรับประชาชนแต่ละกลุ่มไปแล้ว สิ่งที่รัฐบาลเร่งรัดคือการทำให้เงินช่วยเหลือไปถึงมือประชาชนโดยเร็ว โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจความเสียหาย ตรวจสอบรายชื่อ และแก้ปัญหาคอขวดในขั้นตอนจ่ายเงินโดยเร็ว

“รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือครอบคลุมตั้งแต่ชีวิตความเป็นอยู่ บ้านเรือน อาชีพ เกษตรกร ไปจนถึงธุรกิจ สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้คือเร่งให้ทุกมาตรการถึงมือผู้เดือดร้อนเร็วที่สุด เพราะหลังน้ำลด ประชาชนต้องกลับมามีบ้าน มีงาน มีทุน และมีรายได้อีกครั้ง”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์