วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ลลิดา เพริศวิวัฒนารองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุข ได้ติดตามสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) อย่างใกล้ชิด ภายหลังองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานการพบผู้ติดเชื้อเชื่อมโยงกับเรือสำราญในมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ โดยขณะนี้ประเทศไทยยังไม่พบการระบาดของโรคดังกล่าว และประเมินว่าความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม ได้เพิ่มความเข้มข้นในการเฝ้าระวัง ทั้งที่ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและระบบเฝ้าระวังภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โรคไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่อที่มีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูนาและหนูบ้าน เป็นพาหะสำคัญ การติดเชื้อมักเกิดจากการสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนปัสสาวะหรืออุจจาระหนูในพื้นที่อับอากาศ ขณะที่การติดต่อจากคนสู่คนพบได้น้อยมาก และจำกัดเฉพาะบางสายพันธุ์
สำหรับอาการของโรค ในระยะแรกจะคล้ายไข้หวัด ก่อนที่บางรายอาจมีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่มียาต้านเฉพาะหรือวัคซีนป้องกันโรค การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ
“รัฐบาลได้สั่งการให้กรมควบคุมโรคเพิ่มการเฝ้าระวังผู้เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง โดยประสานข้อมูลร่วมกับสายการบิน ท่าเรือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งแจ้งเตือนหน่วยบริการสาธารณสุขทั่วประเทศให้เพิ่มการคัดกรองโรคในผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์ฟันแทะ”
“นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติยังเห็นชอบให้กรมควบคุมโรคศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 พร้อมจัดทำการประเมินความเสี่ยง เตรียมความพร้อมระบบเฝ้าระวัง และแนวทางตอบโต้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์”
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนลดความเสี่ยงจากการสัมผัสสัตว์ฟันแทะและสิ่งปนเปื้อน โดยหลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่อับอากาศที่อาจมีหนูอาศัยอยู่ หากจำเป็นต้องทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยง ควรหลีกเลี่ยงการกวาดหรือดูดฝุ่น และควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อฉีดพ่นก่อนทำความสะอาด รวมทั้งรักษาความสะอาดของบ้านและสถานที่ทำงาน ไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของหนู
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังโรคอุบัติใหม่อย่างใกล้ชิด แม้ปัจจุบันประเทศไทยยังมีความเสี่ยงต่ำ แต่ได้เตรียมความพร้อมด้านระบบเฝ้าระวัง การคัดกรอง และการสื่อสาร เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง”

กรมควบคุมโรคยกระดับมาตรการเฝ้าระวัง ‘ไวรัสฮันตา’ โรคติดต่อระหว่างประเทศ
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังโรคติดต่อระหว่างประเทศ หลังองค์การอนามัยโลก (WHO) แจ้งเตือนกรณีพบผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) บนเรือสำราญต่างชาติ พร้อมกำชับทุกด่านควบคุมโรคเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองผู้เดินทางและเฝ้าระวังยานพาหนะจากพื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันการนำโรคเข้าสู่ประเทศไทย
นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า แม้ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่พบรายงานผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา แต่กรมควบคุมโรคได้สั่งการให้ทุกด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง คัดกรอง และติดตามผู้เดินทางจากต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง รวมถึงยกระดับมาตรการเฝ้าระวังในกลุ่มเรือสำราญและยานพาหนะระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด
“กรมควบคุมโรคได้เน้นย้ำมาตรการสำคัญ ได้แก่ การประเมินความเสี่ยงของช่องทางเข้าออกประเทศ การตรวจสอบข้อมูลสุขภาพของผู้โดยสารและลูกเรืออย่างละเอียดก่อนอนุญาตเข้าเทียบท่า รวมถึงการติดตามรายงานผู้ป่วยสงสัยโรคติดเชื้อบนเรืออย่างเข้มงวด โดยเฉพาะเรือสำราญทุกลำต้องได้รับการตรวจประเมินอย่างละเอียด”
“นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ดำเนินมาตรการสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมและกำจัดพาหะนำโรคบนเรือทุกครั้งที่เข้าเทียบท่า โดยเฉพาะเรือที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง คัดกรองอาการป่วยและซักประวัติเสี่ยงในผู้เดินทางจากประเทศที่พบเชื้อสายพันธุ์นี้ เช่น ทวีปอเมริกาใต้ โดยละเอียด พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ให้เพียงพอสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน”

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า “โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา เป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์ฟันแทะสู่คนผ่านการสัมผัสปัสสาวะ มูล หรือสารคัดหลั่งของสัตว์ฟันแทะที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม โดยทั่วไปไม่ได้แพร่ติดต่อได้ง่ายเหมือนโรคทางเดินหายใจทั่วไป ประชาชนจึงไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก แต่ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด”
ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคยืนยันว่า ประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังและตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่พร้อมดำเนินการทันที หากพบความเสี่ยงต่อประเทศไทย พร้อมขอความร่วมมือประชาชนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ หากมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อย หรือหอบเหนื่อยผิดปกติ หลังสัมผัสสัตว์ฟันแทะ หรือมีประวัติเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง ควรรีบไปพบแพทย์และแจ้งประวัติการเดินทางและประวัติสัมผัสสัตว์ เพื่อให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและดูแลรักษาได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

‘ดีอี’ ยันข่าวจริง พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในค้างคาวไทย
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ยืนยันข่าวจริง พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวค้างคาวไทย ขอติดตามข้อมูลทางการอย่างใกล้ชิด พร้อมเตือนประชาชนระวังข้อมูลเท็จ
โดย เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกัน และแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน
โฆษกกระทรวงดีอี กล่าวว่า สำหรับข่าวเรื่อง “พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวค้างคาวไทย” กระทรวงดีอีได้ตรวจสอบร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยจากที่มีการพบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในค้างคาวในประเทศไทย ซึ่งเป็นการค้นพบจากระบบเฝ้าระวังโรคในสัตว์ป่าตามแนวคิด One Health ซึ่งเป็นการติดตาม ป้องกัน และควบคุมโรคระหว่างคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่พบการติดเชื้อในมนุษย์ และจากการศึกษาพบว่า เชื้อดังกล่าวมีศักยภาพในการก่อโรค และการแพร่กระจายต่ำกว่าเชื้อ COVID-19 นอกจากนี้ วัคซีนป้องกัน COVID-19 ยังคงมีประสิทธิภาพในการลดความรุนแรงของโรค จึงประเมินได้ว่าความเสี่ยงของการแพร่ระบาดยังอยู่ในระดับต่ำ
“อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอีมีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง”
“โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด” โฆษกกระทรวงดีอี กล่าว
สธ.สหรัฐฯ พบชาวอเมริกัน 1 รายติดเชื้อไวรัสฮันตาแล้ว และอีก 1 รายเริ่มมีอาการ
ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวจากกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกา (11 พฤษภาคม 2569) เปิดเผยว่า ในจำนวนผู้โดยสารชาวอเมริกัน 17 คนบนเรือสำราญ MV Hondius มีอย่างน้อย 1 คนตรวจพบเชื้อ ‘ฮันตาไวรัส’ และอีก 1 คนมีอาการ ต้องเฝ้าระวัง
โดยผู้ติดเชื้อจะถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่ Nebraska Biocontainment Unit ทันทีเมื่อเดินทางถึงสหรัฐฯ
ขณะที่องค์การอนามัยโลกและ CDC ยืนยันว่าไวรัสสายพันธุ์นี้สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ในบางกรณี แต่ความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ




