อวสาน "เงินออมฌาปนกิจ" สมาชิกผวา! สมาคมฯยกเลิกไร้คืนเงิน ถูกริบเข้าหลวง

19 ก.พ. 2569 - 17:25

  • รัฐบาลแจงปมเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ต้องผ่านการพิจารณาและการสั่งเลิกจากนายทะเบียนท้องที่ ยืนยันไม่กระทบสมาคมฌาปนกิจอื่น ขอประชาชนอย่ากังวล

  • ‘กระทรวงพัฒนาสังคมฯ’ เผยเลิกสมาคมฌาปนกิจฯ สมาชิกขอคืนเงิน-แบ่งทรัพย์สินไม่ได้ ต้องโอนให้สมาคมอื่น หรือตกเป็นของแผ่นดิน

อวสาน "เงินออมฌาปนกิจ" สมาชิกผวา! สมาคมฯยกเลิกไร้คืนเงิน ถูกริบเข้าหลวง

จากกรณีเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ภายหลังมีการเผยแพร่ประกาศนายทะเบียนกลาง เรื่องการเพิกถอนสถานะสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หลายแห่งในหลายจังหวัด ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากซึ่งเป็นสมาชิกและส่งเงินสมทบมาอย่างต่อเนื่อง ต่างแสดงความกังวลต่อความปลอดภัยของเงินที่สะสมไว้เพื่อใช้ในวาระสุดท้ายของชีวิต

The-end-of-funeral-savings-schemes-Panic-ensues-as-associations-across-the-country-SPACEBAR-Photo V01.jpg

โดยประกาศดังกล่าวระบุรายชื่อสมาคมที่ถูกเพิกถอน อาทิ สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ผู้ฝากเงินด่านขุนทด และสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ของผู้ฝากเงิน ธ.ก.ส. สาขาศรีสะเกษ เป็นต้น ทำให้สมาชิกในพื้นที่อื่นๆ เกิดความไม่สบายใจ และตั้งคำถามถึงความมั่นคงของสมาคมฌาปนกิจฯ ที่ตนเองสังกัดอยู่

The-end-of-funeral-savings-schemes-Panic-ensues-as-associations-across-the-country-SPACEBAR-Photo V02.jpg

หลังเกิดกระแสดราม่า กันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) ออกมาชี้แจงว่า กรณีการแชร์ในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับการเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ส่งผลกระทบต่อสมาชิกจำนวนมาก ซึ่งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ เป็นการรวมกลุ่มกันของบุคคลหลายคน เพื่อสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพ หรือจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวของสมาชิกฯ ที่ถึงแก่ความตาย โดยไม่ได้หากำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน  

“โดยต้องทำคำสั่งเลิกปิดประกาศไว้ที่สมาคมฯ และส่งคำสั่งเลิกนั้นให้นายทะเบียนกลาง ซึ่งเป็นอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อให้นายทะเบียนกลางออกประกาศการเลิกสมาคมฯ ตามคำสั่งของนายทะเบียนท้องที่ก่อนส่งเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในการลงประกาศราชกิจจานุเบกษา”

“และเมื่อประกาศแล้วจะส่งประกาศราชกิจจาฯ นั้นกลับคืนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เพื่อประกาศให้ประชาชนทราบว่าสมาคมฯ มีการยกเลิกแล้ว และดำเนินการชำระบัญชีตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป ดังนั้น นายทะเบียนกลาง จึงไม่มีอำนาจในการเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์”

ปลัด พม. กล่าวว่า สำหรับเหตุในการเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ซึ่งเป็นอำนาจของนายทะเบียนท้องที่นั้นๆ พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545 กำหนดไว้ 3 กรณี ได้แก่  

1.ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้เลิก 2.นายทะเบียนท้องที่สั่งให้เลิกตามมาตรา 52 ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่มีพฤติการณ์ที่ทำให้เห็นว่าการดำเนินกิจการของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์นั้นเป็นไปโดยทุจริต และนายทะเบียนท้องที่ได้สอบสวนพฤติกรรมดังกล่าวแล้ว มีเหตุผลเป็นที่เชื่อถือได้ หรือมีพฤติการณ์ที่ทำให้เห็นว่าการดำเนินกิจการของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ไม่อาจดำเนินต่อไปได้ ไม่ว่าโดยเพราะเหตุใดๆ และ 3.ศาลสั่งให้เลิกตามมาตรา 54 

ทั้งนี้ หากนายทะเบียนท้องที่เพิกเฉยหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 52 เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอศาลอาจสั่งให้เลิกสมาคมชำระสงเคราะห์นั้นได้ 

The-end-of-funeral-savings-schemes-Panic-ensues-as-associations-across-the-country-SPACEBAR-Photo02-1.jpg

ปลัด พม.กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ต้องเลิก ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ให้มีการชำระบัญชีสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์นั้น และให้คณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์มีหน้าที่จัดการรักษาทรัพย์สินทั้งหมดของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ไว้จนกว่าผู้ชำระบัญชีจะเรียกให้ส่งมอบ 

อีกทั้ง เมื่อชำระบัญชีแล้ว ถ้ามีทรัพย์สินเหลืออยู่จะแบ่งให้แก่สมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ไม่ได้ ทรัพย์สินนั้นจะต้องโอนไปให้แก่สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์อื่น หรือนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการกุศลสาธารณะตามที่ได้ระบุไว้ในข้อบังคับของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หรือตามมติของที่ประชุมใหญ่ ในกรณีที่ไม่ได้ระบุไว้ในข้อบังคับหรือที่ประชุมไม่ได้มีมติไว้ ให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน

ทั้งนี้ ในกรณีของเงินสงเคราะห์ล่วงหน้า สมาชิกอาจมีสิทธิได้รับคืนเท่าที่สมาชิกผู้นั้น ยังไม่ตกอยู่ในความผูกพันที่จะต้องจ่ายเงินสงเคราะห์ตามที่จ่ายล่วงหน้าไว้ให้แล้ว แต่หากสมาคมนำไปจ่ายเป็นเงินสงเคราะห์ศพให้แก่ผู้รับเงินของสมาชิกที่ตายหมดแล้ว สมาชิกจะขอคืนหรือเรียกคืนไม่ได้ 

ขณะเดียวกัน (18 กุมภาพันธ์ 2569) ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ชี้แจงว่า การเพิกถอนสถานะสมาคมในแต่ละพื้นที่เป็นไปตามอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่น โดยพิจารณาจากเหตุผลที่แตกต่างกัน เช่น ขาดความพร้อมในการดำเนินงาน สมาชิกลาออกจำนวนมาก ค้างจ่ายเงินสงเคราะห์สะสม มีหนี้สินในระดับสูง ไม่ส่งงบดุลตามกำหนด หรือมีปัญหาโครงสร้างคณะกรรมการไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งถือเป็นขั้นตอนปกติของการกำกับดูแล

ข้อมูลภาพรวมระบุว่า ปัจจุบันทั่วประเทศมีสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์กว่า 4,800 แห่ง การเพิกถอนล่าสุดประมาณ 10 แห่ง จึงถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 2517 ถึงปัจจุบัน ซึ่งมีการยกเลิกไปแล้วราว 1,000 แห่ง ขณะที่ยังคงมีสมาคมที่ดำเนินงานอยู่มากกว่า 3,800 แห่ง

สำหรับข้อกังวลว่าจะเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังสมาคมอื่นนั้น เลขานุการรัฐมนตรีฯ ย้ำว่า แต่ละสมาคมมีการบริหารจัดการอย่างเป็นอิสระ หากแห่งใดมีปัญหาจะดำเนินการเฉพาะราย ไม่ส่งผลกระทบต่อสมาคมอื่นในระบบ

ส่วนกรณีสมาชิกที่ได้ชำระเงินสมทบไปแล้ว หากสมาคมถูกเพิกถอน จะเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีตามกฎหมาย โดยมีการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินอย่างละเอียด ก่อนดำเนินการเฉลี่ยทรัพย์สินคืนให้สมาชิกตามเงื่อนไขที่กำหนด

ทั้งนี้ กระทรวงพัฒนาสังคมฯ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐโดยตรง เพื่อหลีกเลี่ยงการตื่นตระหนกกับกระแสข่าวในโลกออนไลน์ที่อาจคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง

รัฐบาล ขอ ปชช.อย่ากังวล เลิกสมาคมฌาปนกิจฯ ต้องผ่านนายทะเบียนท้องที่ ยันไม่กระทบสมาคมฯ อื่น

ล่าสุด (19 กุมภาพันธ์ 2569) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (รองโฆษกรัฐบาล) ชี้แจง ว่า สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ เป็นการรวมกลุ่มกันของบุคคลหลายคน เพื่อสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพ หรือจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวของสมาชิกฯ ที่ถึงแก่ความตาย โดยไม่ได้หากำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน

ซึ่งการพิจารณารับจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมฯ และการเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ เป็นอำนาจของนายทะเบียนท้องที่นั้นๆ โดยต้องทำคำสั่งเลิกปิดประกาศไว้ที่สมาคมฯ และส่งคำสั่งเลิกนั้นให้นายทะเบียนกลาง ซึ่งเป็นอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อให้นายทะเบียนกลางออกประกาศการเลิกสมาคมฯ ตามคำสั่งของนายทะเบียนท้องที่ก่อนส่งเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในการลงประกาศราชกิจจานุเบกษา

และเมื่อประกาศแล้วจะส่งประกาศราชกิจจาฯ นั้น กลับคืนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เพื่อประกาศให้ประชาชนทราบว่าสมาคมฯ มีการยกเลิกแล้ว และดำเนินการชำระบัญชีตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป ดังนั้น นายทะเบียนกลาง จึงไม่มีอำนาจในการเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวต่อว่า สำหรับเหตุในการเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ซึ่งเป็นอำนาจของนายทะเบียนท้องที่นั้นๆ พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พศ 2545 กำหนดไว้ 3 กรณี ได้แก่

1) ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้เลิก 2) นายทะเบียนท้องที่สั่งให้เลิกตามมาตรา 52 ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่มีพฤติการณ์ที่ทำให้เห็นว่าการดำเนินกิจการของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์นั้นเป็นไปโดยทุจริต และนายทะเบียนท้องที่ได้สอบสวนพฤติกรรมดังกล่าวแล้ว มีเหตุผลเป็นที่เชื่อถือได้ หรือมีพฤติการณ์ที่ทำให้เห็นว่าการดำเนินกิจการของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ไม่อาจดำเนินต่อไปได้ ไม่ว่าโดยเพราะเหตุใดๆ และ 3) ศาลสั่งให้เลิกตามมาตรา 54 ทั้งนี้ หากนายทะเบียนท้องที่เพิกเฉยหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 52 เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอศาลอาจสั่งให้เลิกสมาคมชำระสงเคราะห์นั้นได้

“จากข้อมูลพบว่า สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ทั่วประเทศมีกว่า 4,874 แห่ง ปัจจุบันยังดำเนินการอยู่ 3,839 แห่งขอประชาชนอย่าเป็นกังวล ซึ่งการยกเลิกสมาคมฌาปนกิจมีเหตุผลที่แตกต่างกันไป และไม่ส่งผลกระทบกับสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์อื่นๆ ทั้งนี้ การยกเลิกสมาคมฌาปนกิจจะต้องผ่านการพิจารณาและสั่งเลิกจากนายทะเบียนท้องที่” รองโฆษกรัฐบาล กล่าวย้ำ

The-end-of-funeral-savings-schemes-Panic-ensues-as-associations-across-the-country-SPACEBAR-Photo01.jpg

เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ ช่วยกันจ่ายเมื่อมีคนตาย

สำหรับเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ คือระบบการออมเงินในรูปแบบ “สวัสดิการชุมชน” ที่มีแนวคิดพื้นฐานมาจากความเอื้ออาทรและการช่วยเหลือกันในยามเสียชีวิต เพื่อให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตมีเงินทุนในการจัดงานศพและไม่เป็นภาระแก่ลูกหลาน

หลักการ คือ เมื่อสมาชิกในกลุ่มเสียชีวิต สมาชิกที่เหลือจะช่วยกันจ่ายเงินคนละเล็กน้อย (เช่น รายละ 10-50 บาท)รวบรวมเป็นเงินก้อนใหญ่ให้ทายาท

วัตถุประสงค์หลัก เพื่อสร้างหลักประกันรายได้แบบถ้วนหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้มีรายได้น้อยที่เข้าไม่ถึงระบบประกันชีวิตภาคเอกชน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์