สงครามอยู่ไกลจากประเทศไทยหลายพันกิโลเมตร คนไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง ไม่ต้องหลบภัย และไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเสียงระเบิด แต่เมื่อความขัดแย้งในต่างประเทศปะทุขึ้นสิ่งหนึ่งที่กลับมาอยู่ในความสนใจของผู้คนคือการสำรองอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นติดบ้าน
ทำไมคนที่ไม่ได้อยู่ในสมรภูมิถึงต้องคิดเรื่องการตุนของ? หรือจริงๆ แล้วสิ่งที่คนกำลังกังวลอาจไม่ใช่สงคราม แต่เป็นผลกระทบที่สงครามจะส่งต่อมาถึงชีวิตประจำวัน
ในโลกที่ทุกประเทศเชื่อมโยงกันความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอีกซีกโลกไม่ได้หมายความว่าคนอีกซีกโลกจะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะแม้เราไม่ได้อยู่ในพื้นที่สู้รบแต่เรายังต้องใช้น้ำมันที่อิงกับตลาดโลก ต้องพึ่งพาวัตถุดิบบางส่วนจากต่างประเทศ และต้องใช้ชีวิตอยู่กับราคาสินค้าที่อาจเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงอาจไม่ใช่ภาพสงครามที่มาถึงประเทศไทยแต่เป็นราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ค่าขนส่งที่แพงขึ้น ต้นทุนอาหารที่เพิ่มขึ้น หรือสินค้าบางประเภทที่อาจหาซื้อได้ยากกว่าเดิม
สงครามอยู่ไกลแต่ความกังวลอยู่ใกล้ตัว
หลายคนอาจรู้สึกว่าสงครามเป็นเรื่องไกลตัวเพราะประเทศไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ในความเป็นจริงผลกระทบทางเศรษฐกิจสามารถเดินทางข้ามพรมแดนได้เร็วกว่าที่คิด
โดยเฉพาะเมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อการผลิตและขนส่งพลังงานของโลก ความเสี่ยงที่ตามมาอาจทำให้ราคาน้ำมันผันผวน กระทบต้นทุนการขนส่งตลอดจนราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคต้องจ่าย
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงดังกล่าว โดยไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สำคัญ รวมถึงยังนำเข้าปุ๋ยเคมีจากภูมิภาคนี้ด้วย โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของภาคเกษตรกรรม
นั่นหมายความว่าแม้คนไทยจะไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามโดยตรง แต่หากเส้นทางขนส่งมีปัญหา ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบสูงขึ้น ผลกระทบก็อาจส่งต่อมายังภาคธุรกิจ เกษตรกร และผู้บริโภคในท้ายที่สุด
พูดให้เห็นภาพง่ายๆ คือ เราอาจไม่ได้อยู่ในสงครามแต่เราอาจต้องจ่ายเงินซื้อของแพงขึ้นเพราะสงครามได้
ทำไมคนถึงเริ่มอยากตุน? เมื่อความกลัวของขาดมีอิทธิพลต่อการซื้อ
เมื่อเกิดข่าวความขัดแย้งหรือวิกฤตขึ้นสิ่งที่มักตามมาไม่ได้มีเพียงความกังวลทางเศรษฐกิจ แต่ยังรวมถึงความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิตประจำวันด้วย บางคนเริ่มคิดว่าควรซื้อข้าวสารเก็บไว้บ้าง บางคนอาจอยากสำรองน้ำดื่ม อาหารแห้ง ยาสามัญประจำบ้าน หรือของใช้จำเป็น เพราะไม่รู้ว่าสถานการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
พฤติกรรมเช่นนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความกลัวการขาดแคลน หรือ Scarcity Anxiety ซึ่งเป็นความรู้สึกกังวลว่าในอนาคตเราอาจไม่มีสิ่งของจำเป็นเพียงพอ ความรู้สึกดังกล่าวสามารถส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะเมื่อผู้บริโภครับรู้ว่าสินค้าบางประเภทอาจมีราคาแพงขึ้นหรือหาซื้อได้ยากขึ้น
อีกปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามคืออิทธิพลของคนรอบข้างและโซเชียลมีเดีย เมื่อเห็นภาพคนซื้อสินค้าเป็นจำนวนมากหรืออ่านข้อความเตือนภัยเกี่ยวกับสินค้าขาดตลาดก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกว่าตัวเองต้องรีบซื้อของไว้ก่อน แม้สถานการณ์จริงอาจยังไม่ได้รุนแรงถึงขั้นนั้นก็ตาม
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมความกังวลของคนเพียงบางกลุ่มจึงอาจขยายกลายเป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคจำนวนมากได้
จากโควิดถึงสงคราม บทเรียนที่ทำให้คนไม่อยากกลับไปมือเปล่า
หากย้อนกลับไปในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 หลายคนน่าจะยังจำภาพชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ว่างเปล่าได้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารแห้ง กระดาษชำระ น้ำดื่ม หรือสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน
ในเวลานั้นความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเดินทาง การทำงาน การขนส่ง และการเข้าถึงสินค้า ทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่งเลือกซื้อของสำรองไว้มากกว่าปกติเพราะไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันถัดไป ประสบการณ์จากวิกฤตครั้งนั้นอาจกลายเป็นบทเรียนที่ฝังอยู่ในความรู้สึกของผู้บริโภค เมื่อมีข่าวสงครามหรือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นอีกครั้งหลายคนจึงอาจเริ่มคิดถึงการเตรียมตัวล่วงหน้าโดยอัตโนมัติ
สำหรับบางครอบครัวการมีข้าวสาร อาหารแห้ง หรือน้ำดื่มติดบ้านไว้ไม่ได้หมายถึงการคาดการณ์ว่าจะเกิดสงคราม แต่เป็นเพียงการสร้างความอุ่นใจว่าหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น อย่างน้อยก็ยังมีสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในช่วงแรก
สิ่งที่น่าสนใจคือความกลัวของผู้คนไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ตรงหน้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากความทรงจำของวิกฤตที่เคยผ่านมาแล้วด้วย
ไม่ต้องรอให้เกิดวิกฤต ปภ. แนะเตรียมของฉุกเฉินอย่างน้อย 72 ชั่วโมง
แม้การตุนสินค้าจะไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจำเป็นต้องทำในปริมาณมาก แต่การเตรียมความพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉินถือเป็นเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญอยู่แล้ว
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีคำแนะนำให้ประชาชนจัดเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน หรือ Emergency Bag สำหรับใช้ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ โดยควรมีสิ่งของจำเป็นเพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างน้อย 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน
แนวคิดสำคัญคือ ในช่วงแรกหลังเกิดเหตุฉุกเฉินประชาชนอาจจำเป็นต้องช่วยเหลือตัวเองและสมาชิกในครอบครัวก่อน ระหว่างรอการเข้าช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สิ่งของที่ควรเตรียมจึงไม่ได้มีแค่อาหารแต่ยังรวมถึงน้ำดื่ม ยาประจำตัวและอุปกรณ์ปฐมพยาบาล ไฟฉาย ถ่านสำรอง อุปกรณ์สื่อสาร เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว รวมถึงสำเนาเอกสารสำคัญที่จำเป็น
สำหรับน้ำดื่มแนวทางของ ปภ. แนะนำให้สำรองประมาณ 3 ลิตรต่อคนต่อวัน ซึ่งหากเป็นครอบครัวที่มีสมาชิก 4 คนการเตรียมน้ำดื่มสำหรับ 3 วันก็จะอยู่ที่ประมาณ 36 ลิตร
สิ่งสำคัญคือคำแนะนำดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยกำลังจะเกิดสงคราม หรือประชาชนต้องเตรียมเสบียงเพราะสถานการณ์ระหว่างประเทศกำลังจะลุกลามมาถึงไทย แต่เป็นหลักการเตรียมพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉินทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ไฟฟ้าดับ แผ่นดินไหว หรือเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสิ่งของจำเป็นได้ชั่วคราว
จึงอาจกล่าวได้ว่าการมีของสำรองติดบ้านในปริมาณที่เหมาะสมเป็นเรื่องของการวางแผนชีวิตมากกว่าการใช้ชีวิตอยู่กับความกลัว
ตุนแค่ไหนถึงเรียกว่าพอดี?
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าคนไทยควรออกไปซื้อของมาตุนหรือไม่ แต่เป็นการเตรียมพร้อมอย่างไรให้เหมาะสมกับสถานการณ์และกำลังซื้อของแต่ละครอบครัว เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีกำลังเงินมากพอที่จะซื้อสินค้าเก็บไว้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะครอบครัวที่ต้องบริหารค่าใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือน การซื้อของเกินความจำเป็นอาจกลายเป็นภาระทางการเงินมากกว่าการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต
ในทางกลับกันการสำรองอาหารและของใช้จำเป็นตามจำนวนสมาชิกในบ้าน การเลือกสินค้าที่เก็บรักษาได้นาน และการทยอยซื้อเมื่อมีโอกาสก็เป็นวิธีเตรียมพร้อมที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่
อีกด้านหนึ่งการซื้อสินค้าเกินความจำเป็นในช่วงที่คนจำนวนมากกำลังกังวลอาจทำให้สินค้าบางประเภทขาดตลาดชั่วคราว และส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคกลุ่มอื่น โดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจำกัดด้านรายได้และไม่สามารถซื้อสินค้าเก็บไว้ล่วงหน้าได้
ท้ายที่สุดการเตรียมพร้อมจึงไม่ควรเป็นเรื่องของใครที่มีกำลังซื้อเหนือกว่าก็สามารถสะสมสินค้าได้มากกว่า แต่ควรเป็นการสร้างความมั่นคงขั้นพื้นฐานให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสิ่งจำเป็นได้อย่างเหมาะสม
บางทีสิ่งที่เรากำลังตุนอาจไม่ใช่แค่สิ่งของ แต่คือความรู้สึกมั่นคงในชีวิต
สงครามอาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไกลจากบ้านเรา แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความรู้สึกไม่มั่นคงสามารถเดินทางมาถึงผู้คนได้โดยไม่ต้องมีเสียงระเบิดเกิดขึ้นในประเทศ การที่คนเริ่มคิดเรื่องการสำรองอาหาร น้ำดื่ม หรือของใช้จำเป็น จึงอาจสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการพื้นฐานของมนุษย์อย่างหนึ่ง นั่นคือการอยากรู้สึกว่าตัวเองยังสามารถดูแลชีวิตและครอบครัวได้แม้จะไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น
เราอาจไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตเหมือนกำลังจะเข้าสู่สงคราม แต่การมีแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน การบริหารค่าใช้จ่าย และการเตรียมสิ่งของจำเป็นไว้ในระดับที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้
เพราะสุดท้ายแล้วบางทีสิ่งที่คนกำลังตุนอาจไม่ใช่แค่ข้าวสาร น้ำดื่ม หรืออาหารแห้ง แต่เป็นความรู้สึกมั่นคงในชีวิตในวันที่ไม่มีใครรับประกันได้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น




