พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นำแถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างบริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore กับกระทรวงดิจิทัลฯ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567
โดยระบุว่า “การตรวจสอบพบความผิดปกติร้ายแรงในขั้นตอนการดำเนินงานนั้นขัดระเบียบกฎหมายและอาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างรุนแรง จึงมีคำสั่งให้ยกเลิก MOU ดังกล่าวแล้ว และส่งมอบหลักฐานทั้งหมดให้กระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ (DSI) ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องจนถึงที่สุด”
ไชยชนก ชี้แจงถึงข้อพิรุธการเร่งรัดลงนามเพียง 2 วัน และการข้ามขั้นตอนตรวจสอบ ว่าโครงการนี้เริ่มต้นจากฝ่ายการเมือง โดยพบข้อพิรุธสำคัญคือบริษัทคู่สัญญาขาดความชัดเจนในสถานะและข้อมูลพื้นฐาน ไม่มีการตรวจสอบประวัติ (KYC) ตามมาตรฐานสากล แต่กลับมีการเร่งรัดกระบวนการให้จบภายในเวลาเพียง 2 วัน ซึ่งถือว่าผิดวิสัยการทำงานปกติของราชการมาก โดย ประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.ดิจิทัลฯ ได้ให้ความเห็นชอบและมอบหมายให้ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อดีตปลัดกระทรวงฯ ลงนามใน MOU อีกทั้งในวันลงนามยังปรากฏภาพบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในพิธีด้วย
นอกจากนี้ ยังพบพฤติการณ์ “เพิกเฉยต่อข้อทักท้วงของอัยการสูงสุดและมีคำสั่งปิดข่าว” ซึ่งการเร่งรัดทำให้เกิดการข้ามขั้นตอนที่ถูกต้องและละเลยไม่นำข้อสังเกตสำคัญของสำนักงานอัยการสูงสุดมาปรับปรุงแก้ไขในร่าง MOU ซึ่งถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการสั่งการให้ปกปิดข่าวการลงนาม ไม่ให้มีการประชาสัมพันธ์ตามปกติ ทำให้หน่วยงานตรวจสอบภายในไม่ทราบเรื่องและไม่สามารถทำหน้าที่กลั่นกรองความเสี่ยงได้ทันท่วงที
ไชยชนก เผยอีกว่า ความเสี่ยงของการสแกนม่านตานั้นเทียบเท่า DNA และอาจถูกโจรกรรมข้อมูล และที่น่าห่วงคือบริษัทดังกล่าวได้เก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลของประชาชนไปแล้วกว่า 1.2 ล้านคน โดยอาจมีผู้บริหารในกระทรวงฯ รู้เห็นเป็นใจ ทั้งนี้ ข้อมูลม่านตานี้เทียบเท่ารหัสพันธุกรรม (DNA) ระบุตัวตนได้แม่นยำ หากข้อมูลรั่วไหลหรือถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์จะเกิดความเสียหายต่อประชาชนและกระทบความมั่นคงของรัฐ เช่น การนำไปสวมรอยตัวตนเพื่อก่ออาชญากรรม
สำหรับผู้กระทำผิดไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมือง ข้าราชการ หรือเอกชน กระทรวงดีอีได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดส่งให้ DSI ดำเนินการตามกฎหมายแล้ว ส่วนข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดจะมีการตั้งกรรมการสอบวินัยและลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
— ไชยชนก ชิดชอบ

ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า ดีเอสไอได้รับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2568 อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน
ขณะที่ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีดีเอสไอ หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีดังกล่าว เผยว่า ข้อมูลม่านตาดังกล่าวเป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภทอ่อนไหว ซึ่งจะต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากผู้ที่ถูกเก็บข้อมูลในการจัดเก็บข้อมูลนั้น แต่ในการสืบสวนพบเพียงหลักฐานว่า กลุ่มประชาชนที่มาสแกนม่านตาส่วนใหญ่ถูกจูงใจจากการแจกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี สกุล Worldcoin (WLD) โดยไม่เข้าใจหรือทราบว่าได้ให้ความยินยอมในการจัดเก็บข้อมูลม่านตา เพียงแต่ทำตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในแอปพลิเคชันเท่านั้น

ซึ่งเป็นไปได้ว่าการดำเนินการขอความยินยอมดังกล่าวอาจมีความคลุมเครือหรือถูกบิดเบือน ทำให้ผู้สแกนม่านตาไม่สามารถเข้าใจได้ และทางการสืบสวนยังพบว่า กลุ่มบริษัทที่นำเข้าโครงการสแกนม่านตามีความเชื่อมโยงกับการจัดทำ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกับกองทุน Prime Opportunity Fund VCC ในแง่ของตัวบุคคลและการลงทุน รวมถึงชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับโครงการ TIDC (Thailand International Digital Business & Finance Centre) ตามที่ถูกระบุไว้ใน MOU
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบการดำเนินการในโครงการสแกนม่านตายังตรวจพบความผิดปกติในการบริหารโครงการ และการแบ่งผลประโยชน์จากเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีที่ได้รับจากต่างประเทศ เบื้องต้นมีมูลเข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจกรมสอบสวนคดีพิเศษ และเข้าข่ายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบธุรกิจคนต่างด้าวฯ

ทั้งนี้ จากการที่ดีเอสไอได้เข้าค้นบริษัทเป้าหมายแล้ว 5 แห่ง มีข้อมูลบริษัทที่นำเข้าเครื่องสแกนม่านตาแล้ว และพบความผิดปกติว่ามีการดำเนินการสแกนม่านตามาก่อนตั้งแต่ ก.พ. 2568 ในขณะที่เอกสารนำเข้าเครื่องสแกนม่านตา 248 เครื่อง ระบุเดือน มิ.ย. 2568 จึงส่อว่าไม่สุจริต โดยมีสัญญาดำเนินการ 208 วัน พบดำเนินการไป 93 วัน สแกนม่านตาไปประมาณ 1,017,000 ราย ซึ่งมีเอกสารที่ยังไม่พบอีก 2 เดือน คาดว่าอาจมีการสแกนม่านตาไปแล้วกว่า 1.6 ล้านราย
อย่างไรก็ตาม การสอบสวนสามารถระบุกลุ่มผู้กระทำผิดได้แล้ว และจะมีการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบเพิ่มเติม หากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพบความผิดอาญาอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องก็จะได้ทำการสอบสวนต่อไป รวมทั้งหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องในการดำเนินการ อันจะอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2560 กรมสอบสวนคดีพิเศษก็จะดำเนินการตามกฎหมาย เรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบต่อไป

สำหรับเครื่องสแกนม่านตานำเข้าจากเยอรมนี ซึ่งดีเอสไออยู่ระหว่างประสานบริษัทขอข้อมูลเกี่ยวกับเครื่อง โดยพฤติการณ์ที่เกิดจาก MOU คือการให้สแกนม่านตาแลกรับเหรียญคริปโทฯ 50 เหรียญ โดยให้ก่อน 30 เหรียญ จากนั้นจะให้เล่นเกมและมีผู้เข้าซื้อคริปโตในกลุ่มดังกล่าว โดยผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุว่าเหรียญคริปโตดังกล่าวปัจจุบันยังมีการซื้อขายหมุนเวียนในตลาด ภายใต้สถานการณ์แจ้งเตือนที่เหมาะสม




