ข้อพิพาทที่ดินของ วัดป่าอดุลยาราม อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น กลับมาได้รับความสนใจ หลังมีการนำท่อปูนมาปิดทางเข้า–ออกวัดและติดประกาศอ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ แต่เรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น เพราะย้อนกลับไปถึงปี 2533 ซึ่งมีหลักฐานการทำหนังสืออุทิศที่ดินของนายเฮียง พิมพ์ศรี เพื่อใช้สร้างวัด โดยที่ดินส่วนหลักมีเนื้อที่ 21 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา ก่อนนายเฮียงเสียชีวิตในปี 2535 และเกิดข้อพิพาทเรื่องสิทธิตามมาในภายหลัง
คดีเกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ผ่านกระบวนการศาลมาแล้วหลายครั้ง โดยในปี 2553 ภรรยาของนายเฮียงเคยฟ้องขับไล่และขอเพิกถอนการยกที่ดิน แต่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน และศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณา ต่อมาในปี 2567 ผู้จัดการมรดกยื่นฟ้องอีกคดีเกี่ยวกับการออกโฉนด การรังวัด และสิทธิในที่ดิน ซึ่งศาลจังหวัดขอนแก่นยกฟ้องในปี 2568 และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน โดยคดีล่าสุดยังอยู่ระหว่างขั้นตอนขอให้ศาลฎีกาพิจารณาว่าจะรับฎีกาหรือไม่ จึงยังไม่ควรกล่าวว่าข้อพิพาททั้งหมดสิ้นสุดแล้ว
ล่าสุดวันที่ 14 สิงหาคม 2569 เจ้าอาวาสนำโฉนดที่ดินตัวจริงกว่า 21 ไร่ไปแสดงต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น เจ้าพนักงานที่ดินยืนยันว่าเป็นโฉนดฉบับจริง และอยู่ระหว่างดำเนินขั้นตอนขอรับโอนกรรมสิทธิ์เป็นชื่อวัด ขณะที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุว่าจะประสานกรมที่ดินเพื่อเร่งดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
เรื่องนี้จึงนำมาสู่คำถามว่า ถ้าพ่อแม่หรือบรรพบุรุษเคยถวายที่ดินให้วัด เมื่อผู้ถวายเสียชีวิต ทายาทสามารถทวงคืนได้หรือไม่? คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นลูกหลานของเจ้าของเดิมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องย้อนกลับไปดูว่า การอุทิศที่ดินนั้นทำให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของวัดไปแล้วหรือยัง เพราะหากที่ดินกลายเป็นทรัพย์สินของวัดโดยสมบูรณ์ ที่ดินนั้นก็ไม่ใช่ทรัพย์ของผู้ตายที่จะตกทอดมาเป็นมรดกให้ทายาทอีกต่อไป
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 33 แบ่งที่ดินที่เกี่ยวข้องกับวัดออกเป็น 3 ประเภท คือ ‘ที่วัด’ หมายถึงพื้นที่ตั้งวัดและเขตของวัด, ‘ที่ธรณีสงฆ์’ คือที่ดินที่เป็นสมบัติของวัด และ ‘ที่กัลปนา’ คือที่ดินที่เจ้าของยังไม่ได้ยกกรรมสิทธิ์ให้วัด แต่อุทิศเฉพาะผลประโยชน์จากที่ดินให้วัดหรือพระศาสนา ดังนั้น คำว่า ‘ถวายให้วัด’ ที่พูดกันทั่วไปจึงอาจมีผลทางกฎหมายไม่เหมือนกันในทุกกรณี ต้องดูว่าเจ้าของตั้งใจยก ตัวที่ดิน หรือเพียงให้วัดใช้ประโยชน์จากที่ดินนั้น
เมื่อที่ดินกลายเป็น ที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ แล้ว กฎหมายคุ้มครองไว้ค่อนข้างเข้ม โดยมาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2535 กำหนดหลักว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลาง ทำได้เฉพาะตามวิธีที่กฎหมายกำหนด พร้อมห้ามบุคคลยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัดในทรัพย์สินดังกล่าว ส่วนมาตรา 35 กำหนดให้ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ และที่ศาสนสมบัติกลางไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
และประเด็นสำคัญคือ การดูชื่อบนโฉนดอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เพราะคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1834/2553 เคยวางหลักในคดีหนึ่งว่า เมื่อเจ้ามรดกแสดงเจตนาอุทิศที่ดินของตนเพื่อสร้างวัด และวัดได้ดำเนินการก่อสร้างสำเร็จตามเจตนานั้นแล้ว ที่ดินย่อมเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดโดยสมบูรณ์ แนวคำพิพากษานี้ทำให้เห็นว่า ศาลสามารถพิจารณา เจตนาของผู้ให้และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหลังจากการอุทิศ ประกอบกับเอกสารและสถานะของวัด ไม่ได้ตัดสินจากชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์บนเอกสารเพียงอย่างเดียว
ดังนั้น ทายาทยังสามารถนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาลเพื่อ โต้แย้งหรือพิสูจน์สิทธิ ได้ หากเห็นว่าการอุทิศไม่เคยสมบูรณ์ ผู้ตายไม่ได้มีเจตนายกกรรมสิทธิ์จริง หรือมีปัญหาเกี่ยวกับเอกสารและขั้นตอนต่าง ๆ แต่การเป็นทายาทไม่ได้หมายความว่าจะมีสิทธิเอาที่ดินคืนโดยอัตโนมัติ หากศาลวินิจฉัยแล้วว่าผู้ตายอุทิศที่ดินให้วัดโดยสมบูรณ์ ที่ดินนั้นก็ย่อมออกจากกองมรดกไปแล้ว และลูกหลานไม่สามารถเปลี่ยนใจแทนบรรพบุรุษเพื่อเรียกทรัพย์กลับมาเพียงเพราะเป็นผู้รับมรดกได้ หลักดังกล่าวสอดคล้องกับแนวที่ศาลใช้พิจารณาการอุทิศที่ดินสร้างวัดที่ผ่านมา
สำหรับ วัดป่าอดุลยาราม จึงยังควรแยกสองเรื่องออกจากกัน คือ ข้อเท็จจริงของคดีนี้ซึ่งยังต้องเดินต่อไปตามกระบวนการยุติธรรม กับหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่า หากที่ดินถูกอุทิศจนตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดแล้ว ที่ดินนั้นไม่ใช่มรดกที่ลูกหลานจะเรียกคืนได้ตามปกติ กรณีนี้จึงไม่ได้ชวนตั้งคำถามเพียงว่า ‘ชื่อใครอยู่ในโฉนด’ แต่สำคัญกว่านั้นคือ เจ้าของเดิมตั้งใจให้อะไร การให้นั้นเกิดผลทางกฎหมายแล้วหรือไม่ และที่ดินมีสถานะเป็นทรัพย์สินของวัดตั้งแต่เมื่อใด




