วิกฤตโลกร้อนกัดกินชายฝั่งโลก หรือนี่คือชะตากรรมเมือง
น้ำทะเลที่ค่อยๆ สูงขึ้นอาจดูเหมือนการเปลี่ยนแปลงที่เชื่องช้า แต่ในความเป็นจริง นี่คือหนึ่งในผลกระทบจาก “ภาวะโลกร้อน” ที่รุนแรงและยากจะย้อนกลับได้ เพราะระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังลบแผนที่ชายฝั่งโลก ทำลายเมือง เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของผู้คนนับสิบล้านชีวิต พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้ก้าวข้ามจุดที่เป็นเพียง “ปัญหาสิ่งแวดล้อม” ไปสู่ปัญหาความมั่นคงของมนุษย์อย่างแท้จริง
มหาสมุทรอุ่นขึ้น ตัวเร่งเงียบของระดับน้ำทะเล
งานวิจัยด้านภูมิอากาศยืนยันตรงกันว่า การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลไม่ได้เกิดจากน้ำแข็งละลายเพียงอย่างเดียว
กว่า 40% ของการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลมาจากการขยายตัวของน้ำทะเลเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ขณะที่การละลายของธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกคิดเป็นสัดส่วนรวมกันเกือบครึ่งหนึ่ง
— รายงานของโครงการวิจัยสภาพภูมิอากาศโลก (WCRP) ระบุ
ทั้งนี้ กลไกสำคัญอยู่ที่การสะสมความร้อนจากก๊าซเรือนกระจก ซึ่งกว่า 90% ถูกดูดซับไว้ในมหาสมุทร ทำให้น้ำทะเลอุ่นขึ้นและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้โลกจะสามารถลดการปล่อยก๊าซในอนาคต ระดับน้ำทะเลก็ยังมีแนวโน้มสูงขึ้นอีกหลายทศวรรษจากความร้อนที่สะสมไว้แล้ว
ตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบพุ่ง
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นทำให้ประชากรกว่า 14 ล้านคนทั่วโลกต้องเผชิญความเสี่ยงจากน้ำท่วมชายฝั่ง ข้อมูลการคาดการณ์ในช่วงไม่กี่ปีหลังชี้ว่า หากโลกยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอัตราปัจจุบัน จำนวนผู้ได้รับผลกระทบอาจเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 70 ล้านคน...ภายในสิ้นศตวรรษนี้
ความน่ากังวลไม่ใช่แค่จำนวนคนที่เพิ่มขึ้น แต่คือการกระจุกตัวของความเสี่ยงในพื้นที่ยากจน ชุมชนชายฝั่ง และประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีศักยภาพในการปรับตัวต่ำกว่า ส่งผลให้ปัญหาน้ำทะเลหนุนกลายเป็นตัวเร่ง “ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ”

ไทยในแนวปะทะโลกร้อน ชายฝั่งหดหาย เมืองใหญ่เสี่ยงสูง
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างเด่นชัด
เราถูกน้ำทะเลกัดเซาะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะอ่าวไทยตอนล่าง (สงขลา นครศรีธรรมราช) และกรุงเทพฯ (บางขุนเทียน) ที่มีการกัดเซาะรุนแรง (5-10+ เมตร/ปี) สูญเสียที่ดินหลายพันไร่
— ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เผย
นอกจากนี้ จากการคาดการณ์จากหน่วยงานวิจัยหลายสำนักพบว่าว่าภายในปี 2030 กรุงเทพฯ และปริมณฑล (สมุทรปราการ, สมุทรสาคร) จะประสบปัญหาน้ำทะเลหนุนรุนแรงจนอาจรับมือได้ยากขึ้น และภายในปี 2100 พื้นที่ลุ่มต่ำในภาคกลางอาจจมอยู่ใต้น้ำถาวร ทำให้จังหวัดอย่างลพบุรี สระบุรี อุทัยธานี กลายเป็นจังหวัดติดทะเล
ปัจจุบันวันข้างขึ้นและข้างแรม 15 ค่ำ น้ำทะเลจะหนุนสูงท่วมจังหวัดแนวชายฝั่งมากขึ้นเรื่อยๆ จ.ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพฯ น้ำทะเลหนุนขึ้นมาเข้าใกล้เขตเศรษฐกิจไปทุกขณะ
แก้ปัญหาไม่ใช่แค่ตั้งกำแพง แต่ต้องเปลี่ยนทิศทางการพัฒนา
การรับมือกับน้ำทะเลหนุนไม่สามารถพึ่งพามาตรการเชิงวิศวกรรมเพียงอย่างเดียว การสร้างกำแพงกันคลื่นอาจช่วยลดผลกระทบในบางพื้นที่ แต่ก็มีต้นทุนสูง ต้องบำรุงรักษาต่อเนื่อง และเสี่ยงผลักปัญหาไปยังพื้นที่ข้างเคียง
นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมากชี้ว่า ทางออกที่ยั่งยืนกว่าคือการผสมผสานการลดต้นเหตุและการปรับตัว การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านพลังงานสะอาด การคมนาคมคาร์บอนต่ำ และการใช้ที่ดินอย่างมีความรับผิดชอบ คือหัวใจของการชะลอระดับน้ำทะเลในระยะยาว ขณะเดียวกัน การฟื้นฟูป่าชายเลนและพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นแนวกันชนตามธรรมชาติ สามารถลดแรงคลื่น ดูดซับน้ำท่วม และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจให้ชุมชน

เรื่องนี้ควรจัดการอย่างไร?
ดร.สนธิ ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยควรมีมาตรการ ดังนี้
มาตรการปรับตัว
เช่น การสร้างโครง สร้างพื้นฐานเพื่อปกป้องชุมชนที่เสี่ยงภัย การปลูกป่าชายเลนเพื่อป้องกันการกัดเซาะดูดซับ นอกจากนี้การก่อสร้างกำแพงกันคลื่นที่สร้างขนานไปกับแนวชายฝั่งเพื่อลดน้ำท่วม ป้องกันการกัดเซาะและป้องกันคลื่นพายุซัดฝั่งได้
อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างสิ่งกีดขวางดังกล่าวเป็นงานที่ซับซ้อนและต้องมีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง ข้อเสียอีกประการหนึ่งคือแรงของน้ำที่กระทบกับกำแพงใหม่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงขึ้นในพื้นที่ที่อยู่นอกเหนือการป้องกันของกำแพงรวมทั้งทำให้เกิดการกัดเซาะบริเวณอื่นๆ ได้
มาตรการการคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่ง
พื้นที่ชุ่มน้ำทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำธรรมชาติ ดูดซับและกักเก็บน้ำท่วมไว้ชั่วคราว ด้วยความสามารถในการชะลอและควบคุมการไหลของน้ำท่วมลงสู่แม่น้ำและลำธาร พื้นที่ชุ่มน้ำจึงมีบทบาทสำคัญในการลดความรุนแรงของน้ำท่วมและการกัดเซาะในพื้นที่ปลายน้ำ
การลดระดับน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพ พื้นที่ชุ่มน้ำจึงเป็นเสมือนเกราะป้องกันที่สำคัญ ช่วยปกป้องผู้คน ทรัพย์สิน โครงสร้างพื้นฐาน และพื้นที่เกษตรกรรมจากผลกระทบที่ทำลายล้างของน้ำท่วม หน้าที่ในการป้องกันนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนชายฝั่งที่เปราะบางเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
มาตรการการย้ายถิ่นฐานของชุมชน
เมื่อเผชิญกับภัยคุกคามจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น การย้ายถิ่นฐานออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยเป็นกลยุทธ์การรับมือที่เหมาะสม เช่น รัฐบาลฟิจิวางแผนที่จะย้ายหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านเนื่องจากภัยคุก คามจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น
ในปี 2014 ชาวบ้านชาวฟิจิประมาณ 140 คนจากหมู่บ้านวูนิโดโกโลอา บนเกาะวานัวเลวู ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญในการละทิ้งบ้านเรือนของตน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการย้ายถิ่นฐานไปยังพื้นที่ภายในแผ่นดินในวงกว้าง ปัจจุบันรัฐบาลได้ระบุหมู่บ้านมากกว่า 40 แห่งที่จะถูกย้ายถิ่นฐานในอีก 5-10 ปี
ปี 2026 เราไม่ควรมองปัญหานี้เป็นเพียงเหตุการณ์น้ำท่วมที่มาแล้วก็แห้งไป เหมือนประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังกระตุ้นเตือนว่าโครงสร้างการพัฒนาแบบพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล กำลังย้อนกลับมาทำลายความมั่นคงของมนุษย์ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปกป้องระบบนิเวศชายฝั่ง คือกุญแจสำคัญ หากต้องการหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่อาจเกินกว่าจะเยียวยาได้ในอนาคต



