หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งควบคุมสถานการณ์น้ำมันรั่วในทะเลอันดามัน หลังเกิดเหตุเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติปานามา ขนาด 4,339 ตันกรอส อับปางบริเวณ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะแก้วน้อย ตำบลราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ตห่างจากฝั่งประมาณ 1.82 ไมล์ทะเล เมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569
รายงานยืนยันว่าเรือลำดังกล่าวจมลงในเวลาประมาณ 20.00 น. โดยกองทัพเรือภาคที่ 3 ได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการ วางบูมล้อมคราบน้ำมันและเตรียมฉีดสารเคมีขจัดคราบน้ำมัน ควบคู่กับภารกิจติดตามและเก็บกู้ ตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 297 ตู้ ซึ่งบางส่วนลอยกระจายในทะเล

น้ำมันกว่า 100 ตันเสี่ยงรั่วลงทะเล
ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า เรือบรรทุก น้ำมัน Heavy Oil ประมาณ 98 ตัน และ Marine Diesel Oil ประมาณ 32 ตัน รวมกว่า 100 ตัน โดยกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ระบุว่า หากเกิดการรั่วไหลทั้งหมด จะสร้างแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเลและพื้นที่ชายฝั่งอันดามัน
ขณะเดียวกัน คพ. ยืนยันว่าบนเรือมีตู้คอนเทนเนอร์บรรจุวัตถุอันตรายจำนวน 14 ตู้ จัดอยู่ในวัตถุอันตรายประเภทที่ 3 (Class 3: ของเหลวไวไฟ) ซึ่งมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยอยู่ระหว่างการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นักวิชาการชี้ความเสียหายยังต้องลุ้น
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า ระดับความเสียหายยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีเลวร้ายที่สุด หากน้ำมันรั่วไหลออกมาทั้งหมดกว่า 100 ตัน ซึ่งถือว่ามากกว่าปริมาณเหตุการณ์น้ำมันรั่วที่เคยเกิดในพื้นที่ระยองเกือบ 2 เท่า แม้จะเป็นน้ำมันคนละประเภทกับน้ำมันดิบ
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า น้ำมันจากเรือจะลอยบนผิวน้ำ ทำให้สามารถใช้มาตรการกั้นบูมและสารขจัดคราบน้ำมันในเขตน้ำลึกเพื่อป้องกันไม่ให้คราบน้ำมันเคลื่อนเข้าสู่ชายฝั่ง แนวปะการัง หญ้าทะเล และแหล่งท่องเที่ยวได้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจะขึ้นอยู่กับ ปริมาณการรั่วไหลและทิศทางกระแสน้ำเป็นสำคัญ

ตู้คอนเทนเนอร์–อีกความเสี่ยงที่ต้องเร่งจัดการ
ผศ.ดร.ธรณ์ ระบุว่า สิ่งที่ต้องจับตาควบคู่กันคือ ตู้คอนเทนเนอร์ที่ลอยและจมอยู่ในทะเล โดยเฉพาะตู้ที่บรรจุวัตถุอันตราย หากตู้ลอยเข้าหาชายฝั่ง อาจกระแทกแนวปะการัง แตกเสียหาย และทำให้สารภายในหลุดรั่วลงสู่ทะเล ส่วนตู้ที่จมลงแล้ว การเก็บกู้ในระยะสั้นแทบเป็นไปไม่ได้
ข้อจำกัดการรับมือฝั่งอันดามัน
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า อุบัติเหตุทางทะเลขนาดใหญ่มักเกิดในฝั่งอ่าวไทย ทำให้อุปกรณ์ บุคลากร และข้อมูลพื้นฐานส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่ฝั่งอันดามันมีความพร้อมจำกัดกว่า และไทยแทบไม่เคยเผชิญเหตุเรือขนาดใหญ่จมพร้อมความเสี่ยงน้ำมันรั่วในระดับนี้มาก่อน ทำให้การจัดการในทางปฏิบัติเป็นเรื่องท้าทาย แม้จะมีแบบจำลองช่วยประเมินสถานการณ์ก็ตาม
ใช้แบบจำลองกระแสน้ำประเมินสถานการณ์
กรมควบคุมมลพิษระบุว่า จะใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ Oil Map เพื่อคาดการณ์ทิศทางการเคลื่อนตัวของน้ำมัน และประสานข้อมูลกับศูนย์บัญชาการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และกรมเจ้าท่า เพื่อเตรียมพร้อมขจัดคราบน้ำมันและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
ผศ.ดร.ธรณ์ ระบุว่า บริเวณจุดเรือจมได้รับอิทธิพลจากน้ำขึ้นน้ำลงอย่างมาก กระแสน้ำมีการไหลในทิศทางตะวันออก–ตะวันตก และกำลังเข้าสู่ช่วงน้ำเกิด ซึ่งจะทำให้น้ำไหลแรงขึ้นในหลายวันข้างหน้า โดยหวังว่าลมและกระแสน้ำจะช่วยพัดคราบน้ำมันออกสู่ทะเลเปิด ลดแรงกระทบต่อชายฝั่งอันดามัน โดยล่าสุดระบุ "คราบน้ำมันจากเรือจมที่ภูเก็ต คาดว่าจะไปทางทิศตะวันตก ลมมรสุมช่วยดันออกทะเลเปิด อาจไม่มีผลต่อชายฝั่งมากนัก"




