สัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ ‘บิ๊กโจ๊ก’ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางมายื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อคัดค้านการที่ ป.ป.ช. จะส่งสำนวน “คดีติดสินบนทองคำน้ำหนักรวม 246 บาท” คืนคณะพนักงานสอบสวนของตำรวจ โดยต้องการให้ ป.ป.ช. ทำคดีนี้ต่อไป ภายหลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนได้นำสำนวนมาส่งให้กับ ป.ป.ช. เมื่อวันจันทร์ที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา
ซึ่งคดีนี้มีการกล่าวหาว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นผู้กระทำความผิด ตามที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นผู้กล่าวโทษ
สัญญาภัชระ กล่าวว่า “วันนี้ผมได้เดินทางมาเพื่อยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะดำเนินการตรวจสอบพิจารณาในคดีดังกล่าว รวมทั้งแสดงความเจตจำนงคัดค้านต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ให้ส่งสำนวนกลับไปยังคณะพนักงานสอบสวนของตำรวจ ตามมาตรา 61 วรรค 2 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561” โดยระบุเหตุผลในการคัดค้านการส่งสำนวนกลับไปยังคณะพนักงานสอบสวนของตำรวจใน 4 ประเด็น
ประเด็นที่ 1 เนื่องจากที่มาของพยานหลักฐานในคดีนี้อาจมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายหรือมีที่มาที่มิชอบด้วยกฎหมาย
ประเด็นที่ 2 พยานบุคคลในคดีนี้อาจถูกจูงใจด้วยสัญญาหรือผลประโยชน์อื่นใด รวมทั้งอาจจะถูกขู่เข็ญบังคับเพื่อให้ถ้อยคำกับคณะพนักงานสอบสวน เป็นการปรักปรำให้ร้ายผู้ถูกกล่าวหา
ประเด็นที่ 3 เนื่องจากคณะพนักงานสอบสวนไม่พิจารณาดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ที่ยอมรับในข้อเท็จจริงว่าเป็นผู้ให้ทองกับกรรมการ ป.ป.ช.
ประเด็นที่ 4 เรื่องความชอบธรรมของคณะพนักงานสอบสวน ที่ ‘นายตำรวจบางนาย’ เป็นคู่กรณีขัดแย้งกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รวมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า การที่คณะพนักงานสอบสวนแถลงและเปิดพยานหลักฐานในคดีนี้เมื่อวานนี้นั้น อาจเป็นการเปิดเผยข้อมูลที่อยู่ในชั้นการสอบสวนของ ป.ป.ช. ต่อสื่อมวลชน จึงเข้าข่ายว่าอาจเป็นการเปิดเผยความลับทางราชการ อันขัดมาตรา 36 และ 37 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และข้อ 6 แห่งระเบียบ ป.ป.ช. ในเรื่องการไต่สวน รวมทั้งมาตรา 164 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
สัญญาภัชระ เผยด้วยว่า “คดีนี้เมื่อคณะพนักงานสอบสวนเลือกที่จะส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นการส่งล่วงหน้าก่อนที่จะครบกำหนดให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยื่นคำให้การเพิ่มเติมต่อคณะพนักงานสอบสวนภายในวันที่ 15 มกราคม 2569 กระบวนการสอบสวนก็ต้องเดินหน้าต่อไปตามขั้นตอนของกฎหมาย จึงควรให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนตามขั้นตอนต่อไปถึงชั้นพนักงานอัยการและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง”
การพิจารณาส่งสำนวนกลับไปยังตำรวจนั้น ถือว่าเป็นการถอยหลังทางคดีและเกรงว่าจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ด้วยเหตุผลทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น ยิ่งนายตำรวจในคณะพนักงานสอบสวนบางคนเป็นคู่กรณีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็ยิ่งทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในทางคดี อย่างไรก็ตาม หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาส่งสำนวนกลับไปยังคณะพนักงานสอบสวนตำรวจ ก็คงจะไม่สามารถก้าวล่วงอะไรได้ เพราะถือเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. แต่มองว่าคดีนี้เราต้องเดินหน้าต่อไป ไม่ใช่ถอยหลังย้อนกลับ
— สัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ ‘บิ๊กโจ๊ก’ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล
ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า หากคดีดังกล่าวยังอยู่ในมือ ป.ป.ช. ต่อไปจะเกิดข้อเคลือบแคลงสงสัยหรือไม่ เพราะหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาก็เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ด้วย? สัญญาภัชระ กล่าวว่า “ผมเป็นทนายความมากว่า 32 ปี และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยที่ยังสามารถพึ่งหวังได้ ดังนั้นผมจึงเชื่อแน่นอนว่าจะไม่มีการช่วยเหลือกันในชั้น ป.ป.ช. มั่นใจว่า ป.ป.ช. คงไม่เสียหลักการด้วยเรื่องเพียงแค่นี้”
สำหรับตัว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นั้น เมื่อเช้านี้ผมก็เพิ่งเข้าพบและได้พูดคุยกับท่านเพื่อเซ็นเอกสาร “ตัวท่านเองก็ไม่ได้มีความกังวลอะไรและยืนยันว่าจะต่อสู้คดีนี้ถึงที่สุดหรือสุดซอย พร้อมพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย เพียงแค่พยานหลักฐานในชั้นสอบสวนต้องชอบด้วยกฎหมาย” ยังย้ำว่าคดีที่เกิดขึ้นนั้นไม่มีข้อเท็จจริงอะไรที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และตัวท่านเองก็ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยยังยืนยันในความบริสุทธิ์และไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ตัวท่านเองยืนยันว่ายังอยู่ในประเทศไทยเพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการ โดยจะไม่หนีไปไหนแน่นอน แต่ถ้าจะให้ออกมาให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนในตอนนี้นั้น ตัวท่านมองว่าตอนนี้คดีอยู่ในชั้น ป.ป.ช. แล้ว ก็ควรจะต้องให้ ป.ป.ช. เป็นผู้ดำเนินการตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมายไปก่อน
— สัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ ‘บิ๊กโจ๊ก’ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล
สัญญาภัชระ ยังกล่าวอีกว่า “ผมเองเป็นเพียงแค่ทนายความให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่เหลืออีก 5 คนนั้น ผมไม่ทราบในเรื่องของกระบวนการต่อสู้และขอไม่เปิดเผยในเรื่องข้อเท็จจริงทางคดี เพื่อไม่อยากให้มีการต่อยอดประเด็นไปไกลมากกว่านี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. แต่ขอยืนยันว่าคดีนี้มีอัตราโทษที่สูง การจะลงโทษบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้นจะต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน”
ส่วนประเด็นที่ทางคณะพนักงานสอบสวนแถลงชี้แจงว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นเพียงแค่ผู้กล่าวโทษ ยังไม่ถูกกันเป็นพยานในคดีนั้น ผมมองว่า “ตอนนี้ต้องพิจารณาว่าเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ที่จะกัน พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นพยานหรือไม่ หรือจะพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาด้วย แม้ในชั้นพนักงานสอบสวนจะไม่มีการตั้งข้อหา พ.ต.อ.ภาคภูมิ ก็ตาม ขณะที่ประเด็นที่อ้างว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ อยู่ในสภาวะจำยอม จึงต้องทำตามคำสั่งไปมอบทองคำนั้น ประเด็นนี้ขอให้ต่อสู้กันด้วยพยานหลักฐาน และผมขอไม่ก้าวล่วง”
เมื่อถามว่าไม่ว่าจะพิจารณาตีกลับหรือไม่ตีกลับก็ยอมรับได้ใช่หรือไม่? สัญญาภัชระ กล่าวว่า “ต้องดูเหตุผลว่าคณะกรรมการมีความเห็นว่าอย่างไร ถ้าเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง เรายอมรับได้ เพราะอะไรที่ถูกต้องไม่มีใครที่จะยอมรับไม่ได้”


