ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ยื่นฟ้องผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.), นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 กรณีที่มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน
โดยศาลฯ เห็นว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 106/2567 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2567 ให้มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังคงดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอยู่เช่นเดิม และยังคงเป็นข้าราชการตำรวจตามนิยามในมาตรา 4 พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2565 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงยังอยู่ในบังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามมาตรา 63 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีอำนาจออกคำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน
และแม้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ จะดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีอาวุโสลำดับที่ 2 ถัดจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 อาจเสนอชื่อให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่ในการคัดเลือกข้าราชการตำรวจผู้มีคุณสมบัติดังกล่าว นอกจากจะต้องคำนึงถึงลำดับอาวุโสแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ยังต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะประสบการณ์ในงานสืบสวนสอบสวนหรืองานป้องกันปราบปรามประกอบ ทั้งยังต้องพิจารณาผลงาน ศักยภาพ และความประพฤติประกอบกัน และยังต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร. อีกชั้นหนึ่ง
พฤติการณ์ดังกล่าวจึงยังไม่พอที่จะทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ รักษาราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะทำการพิจารณาทางปกครองเพื่อมีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยไม่เป็นกลาง
ดังนั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองเรื่องดังกล่าวได้โดยไม่ต้องห้ามตามมาตรา 16 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง 2539 และคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเป็นคำสั่งตามข้อ (1) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2540) ออกตามความใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง 2539 จึงเป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่จำต้องให้โอกาส พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนก่อนออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 30 วรรคสอง (6) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 178/2567 ลงวันที่ 18 เมษายน 2567 ให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน ไม่ใช่การดำเนินการที่ต้องมีข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสอบสวนก่อนตามมาตรา 120 วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2565
แต่เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 131 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่บัญญัติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อนได้ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสอบสวนก่อนก็ตาม
ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 177/2567 ลงวันที่ 18 เมษายน 2567 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยไม่ได้ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อนนั้น ตามมาตรา 117 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ประกอบกับกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ. 2556 ข้อ 3 และข้อ 31 กำหนดให้ หากผู้บังคับบัญชาเห็นว่ามีพฤติการณ์หรือพยานหลักฐานเพียงพอจะเชื่อได้ว่า ข้าราชการตำรวจผู้ใดมีมูลอันควรถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ผู้บังคับบัญชาย่อมมีดุลพินิจในการที่จะดำเนินการทางวินัยโดยการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยข้าราชการตำรวจผู้นั้น โดยไม่ต้องดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อนก็ได้
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลอาญาออกหมายจับผู้ฟ้องคดี หมายจับที่ 1396/2567 ลงวันที่ 2 เมษายน 2567 ระบุข้อความว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ต้องหาว่ากระทำผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงตามสมควรแก่การตั้งเรื่องกล่าวหาในความผิดทางวินัย อันเป็นกรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงโดยไม่ต้องดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อน
เมื่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นข้าราชการตำรวจระดับสูง มีหน้าที่และอำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน รวมทั้งป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา แต่กลับตกเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำผิดอาญาในฐานความผิดดังกล่าวเสียเอง ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนและภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างร้ายแรง อันถือเป็นความผิดเกี่ยวกับความประพฤติหรือพฤติการณ์อันไม่น่าไว้วางใจ แม้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะไม่ได้ปฏิบัติราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ยังดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถึงจะไม่มีอำนาจบังคับบัญชาสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรง แต่ยังคงมีอำนาจเหนือผู้ใต้บังคับบัญชา และอาจเข้าไปมีอิทธิพลต่อการพิจารณาทางวินัยและในคดีอาญา หรือเข้ายุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานในทางคดี
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีเหตุผลอันสมควรเชื่อได้ว่า หากให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ คงอยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดความเสียหายแก่ราชการ ซึ่งถือเป็นเหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะพิจารณาสั่งพักราชการ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ตามข้อ 3 (1) ของกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ. 2547 ประกอบกับเมื่อพิจารณาพฤติการณ์ที่เป็นเหตุให้มีการสอบสวนทางวินัย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์
แล้วเห็นได้ว่า กรณีดังกล่าวมีข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้องหลายนาย โดยอยู่ต่างสังกัดกัน และข้อเท็จจริงในคดีที่เกี่ยวข้องมีความสลับซับซ้อน จึงย่อมเห็นได้ว่า การสอบสวนพิจารณาเรื่องดังกล่าวจะไม่แล้วเสร็จไปโดยเร็ว อันเป็นกรณีที่ผู้บังคับบัญชาจะสั่งให้ข้าราชการตำรวจผู้ถูกกล่าวหาออกจากราชการไว้ก่อนก็ได้ ตามข้อ 8 วรรคหนึ่ง ของกฎ ก.ตร. ดังกล่าว คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดยระบุเหตุผลประการหนึ่งว่า หากให้คงอยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดความเสียหายแก่ราชการได้ จึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ข้อ 3 ของกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ. 2547 แล้ว และยังฟังไม่ได้ว่ามีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อนโดยไม่สุจริต
ดังนั้น คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 178/2567 ลงวันที่ 18 เมษายน 2567 จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เรื่องแดงที่ อธ. 33/2567 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2567 ซึ่งอาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเช่นเดียวกันกับคำสั่งดังกล่าว รวมทั้งประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้ข้าราชการตำรวจพ้นจากตำแหน่ง ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 อันเป็นผลสืบเนื่องจากคำสั่งดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอ่านคำพิพากษาครั้งนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้มอบหมายให้ทนายความเดินทางมารับฟังคำพิพากษาแทน และเมื่อฟังคำพิพากษาแล้วเสร็จ ทนายความก็ได้หลบผู้สื่อข่าวออกอีกทางประตูหนึ่งทันที




