‘เปิดวาร์ป’ แค่เรื่องสนุกหรือกำลังข้ามเส้นสิทธิส่วนบุคคล? เมื่อพฤติกรรมในกลุ่มลับสะท้อนอีกด้านของคนในสังคม

30 ต.ค. 2569 - 15:55

  • วัฒนธรรม ‘เปิดวาร์ป’ เมื่อการค้นหาบัญชีส่วนตัวอาจลุกลามไปสู่การคุกคามและละเมิดสิทธิของผู้อื่น

  • เมื่อการไม่ร่วมคุกคามแตกต่างจากการเพิกเฉย สังคมควรทบทวนความรับผิดชอบในโลกออนไลน์อย่างไร

‘เปิดวาร์ป’ แค่เรื่องสนุกหรือกำลังข้ามเส้นสิทธิส่วนบุคคล? เมื่อพฤติกรรมในกลุ่มลับสะท้อนอีกด้านของคนในสังคม

กรณีกลุ่มเฟซบุ๊กลับที่มีสมาชิกจำนวนมากซึ่งนำภาพผู้หญิงมาเผยแพร่เพื่อค้นหาบัญชีโซเชียลมีเดียหรือที่เรียกกันว่า ‘เปิดวาร์ป’ กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ หลังมีการตั้งคำถามถึงพฤติกรรมภายในกลุ่มและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่ถูกนำภาพมาเผยแพร่โดยไม่ได้ให้การยินยอมหรือไม่ทราบบริบทของการนำภาพไปใช้

เรื่องนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การค้นหาว่าใครเป็นสมาชิกกลุ่ม แต่ยังขยายไปสู่การตรวจสอบพฤติกรรมในพื้นที่ออนไลน์ตลอดจนคำชี้แจงและคำขอโทษจากบุคคลที่มีชื่อปรากฏอยู่ในกลุ่มดังกล่าว

กรณีนี้จึงชวนให้สังคมกลับมาพิจารณาว่าการ ‘เปิดวาร์ป’ เป็นเพียงเรื่องสนุกบนโลกออนไลน์จริงหรือไม่ และเส้นแบ่งระหว่างความอยากรู้อยากเห็นกับการละเมิดสิทธิของผู้อื่นอยู่ตรงไหน

เมื่อการ ‘เปิดวาร์ป’ ไม่ได้จบแค่การค้นหาตัวตน

การนำภาพบุคคลมาโพสต์เพื่อค้นหาบัญชีโซเชียลมีเดียอาจดูเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้ใช้บางกลุ่ม โดยเฉพาะเมื่อภาพนั้นถูกเผยแพร่ในพื้นที่สาธารณะอยู่แล้ว แต่การที่ใครสักคนมีบัญชีสาธารณะไม่ได้หมายความว่าพวกเขายินยอมให้ผู้อื่นนำภาพไปใช้ในทุกบริบท

สิ่งที่ต้องพิจารณาจึงไม่ใช่เพียงว่าภาพนั้นถ่ายจากที่สาธารณะหรือเจ้าของภาพเปิดบัญชีให้คนทั่วไปเข้าถึงได้หรือไม่ แต่ยังรวมถึงเจตนาของการนำภาพมาเผยแพร่ ความคิดเห็นที่เกิดขึ้นตามมา และผลกระทบต่อบุคคลที่ถูกพูดถึง

หากการเปิดวาร์ปนำไปสู่การแสดงความคิดเห็นเชิงล่วงละเมิด การส่งข้อความคุกคามหรือการตามไปติดต่อบุคคลนั้นโดยที่เจ้าตัวไม่ต้องการ พฤติกรรมดังกล่าวย่อมไม่ใช่แค่เรื่องของความสนุกอีกต่อไป เพราะผู้ที่ถูกพูดถึงอาจต้องเผชิญกับความไม่สบายใจ ความหวาดระแวง หรือได้รับผลกระทบทางจิตใจจากสิ่งที่เกิดขึ้น

ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การมองเห็นคนในภาพในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิในความเป็นส่วนตัวและมีขอบเขตที่ควรได้รับการเคารพ ไม่ใช่มองเป็นเพียงวัตถุสำหรับการพูดถึงหรือความบันเทิงของคนในกลุ่ม

เมื่อไม่ได้ร่วมคุกคาม แต่ก็ไม่ได้เลือกจะทำอะไร

อีกประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้ถูกพูดถึงคือคำชี้แจงจากบุคคลที่ยอมรับว่าเคยเป็นสมาชิกกลุ่มดังกล่าว แต่ระบุว่าไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมหรือแสดงความคิดเห็นภายในกลุ่มโดยตรง

‘วิชัย มาตกุล’ นักเขียนชื่อดัง ออกมาขอโทษ โดยชี้แจงว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมของกลุ่ม แต่ยอมรับว่าอาจเคยเห็นเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมผ่านหน้าฟีด และไม่ได้ใส่ใจมากพอที่จะออกจากกลุ่ม พร้อมยืนยันว่าไม่สนับสนุนการคุกคามทางเพศ และขอโทษต่อสำนักพิมพ์และนักเขียนที่ได้รับผลกระทบ

ขณะที่ ‘ศุภลักษณ์ บำรุงกิจ’ อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยอมรับว่าเคยเป็นสมาชิกกลุ่มเช่นกัน โดยอธิบายว่าปกติเข้าร่วมกลุ่มเฟซบุ๊กหลากหลายประเภทเพื่อสังเกตความคิดเห็นและความเคลื่อนไหวของผู้คนในแต่ละพื้นที่ พร้อมระบุว่าไม่ได้เข้าไปแสดงความคิดเห็นหรือเปิดดูเนื้อหาภายในกลุ่มโดยตรงแต่เคยเห็นเนื้อหาผ่านหน้าฟีด

ศุภลักษณ์ยอมรับภายหลังว่า การคิดเพียงว่าตนเองไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรงอาจไม่เพียงพอ เมื่อทราบว่าผู้หญิงที่ถูกนำภาพมาเปิดวาร์ปอาจต้องเผชิญกับการคุกคามและเกิดผลกระทบทางจิตใจเขาจึงขอโทษสังคมและผู้เสียหาย พร้อมสนับสนุนการที่ผู้หญิงออกมารวมตัวกันพูดถึงปัญหานี้

คำชี้แจงทั้งสองกรณีสะท้อนคำถามที่มากกว่าการเป็นสมาชิกกลุ่มว่า การไม่ได้ลงมือกระทำด้วยตัวเองแตกต่างจากการปล่อยให้พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมดำเนินต่อไปอย่างไร

อย่างไรก็ตาม การเป็นสมาชิกกลุ่มเพียงอย่างเดียวไม่ได้พิสูจน์ว่าทุกคนมีส่วนร่วมในการคุกคามหรือมีความรับผิดชอบในระดับเดียวกัน การพิจารณาแต่ละกรณีจึงควรแยกให้ชัดระหว่างผู้สร้างเนื้อหา ผู้แสดงความคิดเห็นหรือส่งเสริมการคุกคาม และผู้ที่เป็นสมาชิกโดยไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรง

แต่ในอีกด้านหนึ่งการยอมรับว่าไม่ได้แสดงความคิดเห็นไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีพื้นที่ให้ทบทวนพฤติกรรมของตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อรับรู้แล้วว่าพื้นที่นั้นอาจส่งผลกระทบต่อผู้อื่น

พื้นที่ปิดไม่ได้ทำให้ความรับผิดชอบหายไป

คำว่า ‘กลุ่มลับ’ หรือพื้นที่ที่จำกัดการเข้าถึงอาจทำให้สมาชิกบางคนรู้สึกว่าการพูดคุยภายในกลุ่มเป็นเรื่องส่วนตัว แต่การอยู่ในพื้นที่ปิดไม่ได้ทำให้ผลกระทบจากการเผยแพร่ภาพหรือข้อความหายไป หากเนื้อหาเหล่านั้นถูกนำไปใช้ต่อหรือทำให้บุคคลภายนอกกลุ่มตกเป็นเป้าของการคุกคาม

ในโลกออนไลน์การมีส่วนร่วมไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนที่ใครสักคนพิมพ์ข้อความหรือกดแสดงความคิดเห็นเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเลือกสนับสนุน ไม่สนับสนุน หรือถอนตัวออกจากพื้นที่ที่พบว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตามการประเมินความรับผิดชอบต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและบทบาทของแต่ละคน ไม่ใช่เหมารวมจากการมีชื่อเป็นสมาชิกเพียงอย่างเดียว

กรณีนี้จึงไม่ได้เกิดคำถามแค่ว่าใครอยู่ในกลุ่มบ้าง แต่ยังชวนให้คิดต่อว่าเมื่อพบเห็นพฤติกรรมที่อาจละเมิดสิทธิของผู้อื่นเราควรทำอย่างไร และจะทำให้พื้นที่ออนไลน์เป็นพื้นที่ที่มีความเคารพต่อกันมากขึ้นได้อย่างไร

ท้ายที่สุดการไม่คุกคามผู้อื่นควรเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เพียงจุดยืนที่แสดงออกหลังเกิดกระแสสังคม ขณะเดียวกันการวิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องก็ควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่เปลี่ยนการเรียกร้องความรับผิดชอบให้กลายเป็นการคุกคามรูปแบบใหม่เสียเอง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์