ยิ่งรักษายิ่งขาดทุน! รพ.แบกหนี้ค่ายากว่า 6 หมื่นล้าน

24 มี.ค. 2569 - 16:57

  • ‘สว.’ เผย รพ.ทั่วประเทศแบกหนี้ค่ายากว่า 6 หมื่นล้านบาท

  • ชี้โครงสร้างงบฯ ทำ “ยิ่งรักษายิ่งขาดทุน” เสี่ยงบุคลากรหมดไฟหนัก

  • เร่งเสนอปรับอัตราจ่าย-แยกเงินเดือนออกจากงบฯ รายหัว ฟื้นระบบสุขภาพ

ยิ่งรักษายิ่งขาดทุน! รพ.แบกหนี้ค่ายากว่า 6 หมื่นล้าน

โสภณ มะโนมะยา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการศึกษาพบว่า โรงพยาบาลทั่วประเทศมีหนี้ค้างจ่ายค่ายามากกว่า 60,000 ล้านบาท หน่วยบริการรัฐมากถึง 54% เงินบำรุงติดลบ และ 15% อยู่ในระดับวิกฤตสูงสุด

ขณะเดียวกันงบเหมาจ่ายรายหัวปี 2569 แม้จะอยู่ที่ 265,000 ล้านบาท แต่ถูกหักเงินเดือนถึง 71,446 ล้านบาท หรือเกือบ 40% ทำให้งบรักษาจริงลดลงอย่างต่อเนื่อง

โสภณ ชี้ให้เห็นด้วยว่า โครงสร้างงบประมาณที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริงนี้เอง คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่ายาและเวชภัณฑ์ไว้ล่วงหน้า เมื่อรายรับต่ำกว่าต้นทุนอย่างต่อเนื่อง และการเบิกจ่ายล่าช้า หรือถูกปฏิเสธ จึงนำไปสู่สถานการณ์ที่เห็นในวันนี้ คือหนี้ค้างจ่ายค่ายาสะสมกว่า 60,000 ล้านบาท

ทาง กมธ. ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย พบว่าโรงพยาบาล 11 จาก 18 แห่ง มีเงินติดลบ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน 72.6 ล้านบาท ในไตรมาสเดียว และมีอุปกรณ์ทางการแพทย์กว่า 211 รายการที่เบิก

วันนี้ต้องยอมรับความจริงว่าระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำลังเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้าง ยิ่งรักษายิ่งขาดทุน หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือประชาชน ข้อห่วงใยสำคัญ นโยบายเพิ่มสิทธิ แต่ไม่มีงบรองรับ โครงสร้างการตัดสินใจ ไม่สะท้อนเสียงผู้ให้บริการ ระบบตรวจสอบเน้นจับผิดเอกสารมากกว่าคุณภาพการรักษา บุคลากรเผชิญภาวะหมดไฟอย่างรุนแรง

โสภณ มะโนมะยา

โสภณ กล่าวอีกว่า ข้อเสนอเพื่อหยุดวิกฤตและฟื้นระบบ ระยะเร่งด่วน ควรปรับอัตราจ่ายให้สะท้อนต้นทุนจริง อย่างน้อย 13,000–18,000 บาทต่อหน่วยน้ำหนักการรักษา (Adjusted Relative Weight: AdjRW) พร้อมทั้งปฏิรูประบบตรวจสอบ จากตรวจเอกสารเป็นยึดหลักการแพทย์ ระยะแก้ไขโครงสร้างระยะกลาง อีกทั้งแก้กฎหมาย (มาตรา 46) แยกเงินเดือนออกจากงบรายหัวอย่างเด็ดขาด

พร้อมกระจายอำนาจให้พื้นที่บริหารงบได้จริง และบังคับใช้การประเมินผลกระทบทางการคลังทุกนโยบาย ระยะยั่งยืน เปลี่ยนสู่ระบบจ่ายตามผลลัพธ์สุขภาพ บูรณาการ 3 กองทุน ลดความเหลื่อมล้ำ โดยการมีคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ และปรับโครงสร้างบอร์ดให้เสียงผู้ให้บริการมีน้ำหนัก นี่ไม่ใช่เพียงปัญหางบประมาณ แต่คือเสถียรภาพของระบบสุขภาพทั้งประเทศเพื่อความปลอดภัยของประชาชนทุกคน

การปฏิรูประบบโครงสร้างงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง ไม่ใช่เพียงข้อเสนอ แต่คือ “วาระสำคัญ” เราจะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

โสภณ มะโนมะยา

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์