สภาพการจรจรที่ติดขัดอย่างหนักบนถนนสายหลัก ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ทั้งเช้าและเย็น กลายเป็นภาพชินตา และเป็นปัญหาที่ประชาชนในเมืองเชียงใหม่ต้องเผชิญมานานกว่า 6 ปี จากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเมือง ทั้งด้านการท่องเที่ยว รวมถึงการย้ายถิ่นฐานของประชากร ที่เข้ามาทำงาน มาอยู่อาศัยในจังหวัดเชียงใหม่


อีกทั้งการที่ ‘เชียงใหม่’ ถูกมองเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 ของประเทศไทย ทำให้ผังเมืองฉบับเดิมนั้นไม่สามารถครอบคลุมได้ จนนำมาสู่การร่างผังเมืองฉบับใหม่ปรับปรุงครั้งที่ 4 ที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 7 อำเภอ และวางแนวถนนเพิ่มอีก 18 เส้นทาง หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างผังเมืองรวมฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 แต่กลับพบว่ายังมีเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนเรื่องการมีส่วนร่วม

เสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง ชาวเชียงใหม่ กล่าวว่า ทันทีที่ร่างผังเมืองฉบับใหม่ ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. เริ่มมีเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ เริ่มตั้งข้อสังเกตุถึงกระบวนการการสร้างผังเมืองเชียงใหม่ ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 โดยเฉพาะประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่
“เพราะคนที่เข้าไปทำประชาพิจารณ์และรับฟังความคิดเห็นส่วนใหญ่จะอยู่ในวงแคบๆ ซึ่งกระบวนการมันไม่กว้างพอที่จะทำให้คนในจังหวัดเชียงใหม่รับรู้ บางคนที่ต้องถูกตัดถนนพาดผ่านบริเวณบ้าน เท่าที่ฟังมาอาจจะรู้ตัว ก็ผ่านกระบวนการทำประชาพิจารณ์ถึง 2-3 รอบแล้ว แต่เจ้าของบ้านที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงยังไม่รู้ตัว”

ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ภาคประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ร่างผังเมืองใหม่เชียงใหม่ ยังเป็นแนวคิดจากส่วนกลาง ที่คนเชียงใหม่มีส่วนร่วมน้อยมาก เพราะเราเห็นข้อกำหนดในผังเมืองฉบับใหม่จะเป็นแนวคิดจากส่วนกลางที่ไม่ค่อยสอดคล้องกับคนในพื้น ไม่มีกระบวนการการมีส่วนร่วมต่อการกำหนดทิศทางของเมืองเชียงใหม่ ของคนเชียงใหม่จริงๆ โดยมีเพียงการรับฟังทางออนไลน์เท่านั้น
“จริงๆ การร่างผังเมืองใหม่ ควรจะจะกลับมาทบทวนใหม่ให้คนเชียงใหม่มีส่วนร่วมในการตรวจสอบอย่างจริงจังมากขึ้น และมีส่วนร่วมในการออกแบบการเจริญเติบโตในอนาคต”
“คนในพื้นที่ควรที่จะได้กำหนดการใช้ชีวิตแบบไหน โดยเฉพาะระบบขนส่งมวลชน ที่สามารกำหนดได้ว่า การเดินทาง จะไปขึ้นระบบขนส่งมวลชนที่ไหน เส้นทางเชื่อมโยง ซึ่งจะต้องมีการออกแบบและทำให้เห็นว่าวิถีชีวิตจะต้องมีความสุขบนพื้นฐานการเดินทางที่เรียบง่าย”


ด้าน ผศ.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การร่างผังเมืองเชียงใหม่หากมองแล้วยังขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน เพราะร่างแล้วมีการติดประกาศที่ท้องถิ่นตามระยะเวลา 90 วัน ซึ่งตรงนี้อาจจะทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกคน

ผศ.ณัฐกร ยังตั้งข้อสังเกตถึงความลักลั่นของแผนแม่บท ที่สวนทางกับแนวคิดเมืองยั่งยืน เพราะในผังเมืองฉบับนี้กลับไร้เงาโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ทั้งที่มีการศึกษาและพูดถึงมานับสิบปี ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้า
“เพราะเราคุยกันเรื่องของระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่อย่างรถไฟฟ้า เราคุยกันมาถึงขนาดนี้ คุยถึงขั้นมีพระราชกฤษฎีกาขยายเขต MRT ที่กรุงเทพฯ มาดูแลเชียงใหม่ด้วย คุยกันถึงขั้นรถไฟสายสีแดง ที่มีเส้นทางชัดเจนแล้ว แต่กลับพบว่าไม่มีเรื่องรถไฟฟ้าสายสีแดงในผังเมืองด้านการคมนาคม”
“แสดงว่าอันนี้ไม่ใช่เป็นการชี้นำทางด้านพัฒนา เพราะคนเขาคาดหวัง แต่พอถึงในผังกลับไม่มี ซึ่งเราคุยกันมาเกินกว่า 10 ปีแล้วเรื่องรถไฟรถไฟฟ้าสายสีแดง ไม่มีอยู่ในผัง แต่ถนนหนทางนั้นกลับเต็มในผังคมนาคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนานั้นยังเอาถนนเป็นตัวนำ เพราะถ้าหากเราจะเน้นเรื่องประหยัดพลังงานเราก็ต้องส่งเสริมให้คนมาใช้รถขนส่งสาธารณะ ซึ่งความเป็นจริงควรจะมีขนส่งมวลชนที่เป็นโครงข่ายขนาดใหญ่มา รองรับ” ผศ.ณัฐกร กล่าว


ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ชี้แจงว่า กระบวนการที่ผ่านมามีการรับฟังความเห็นจาก 61 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนสาเหตุที่ยังไม่บรรจุโครงการรถไฟฟ้าลงไป เป็นเพราะสถานะโครงการยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจนในระดับนโยบาย

ที่ผ่านมาร่างผังเมืองเชียงใหม่จะมีแก้ปัญหาที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ฉบับที่ 1 2527: เริ่มวางโครงสร้างถนนวงแหวน ,ฉบับที่ 2 2532: จัดระเบียบการใช้ที่ดินแยกโซนที่อยู่อาศัย, ฉบับที่ 3 2555: เน้นคุมความสูงอาคารรักษาเมืองเก่า และฉบับล่าสุด ฉบับที่ 4 ที่วางกรอบตาม พ.ร.บ.ผังเมือง 2562
โดยวัตถุประสงค์หลักของประกาศฉบับนี้ คือการสร้างสมดุลระหว่างทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และการเติบโตของเมือง เพื่อดันเชียงใหม่สู่การเป็นศูนย์กลางภาคเหนือที่มีคุณภาพ ผ่านการจัดวางโซนที่ดิน โครงข่ายคมนาคม และผังระบายน้ำให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจชาติ







