เมื่อกระแสสังคมไทยตื่นตัวเรียกร้องให้บังคับใช้ “โทษประหารชีวิต” อย่างเด็ดขาดอีกครั้ง หลังเกิดคดีฆาตกรรมอำพราง 5 ศพสะเทือนขวัญที่พัทยา จ.ชลบุรี โดยฝั่งผู้สนับสนุนมองว่าจำเป็นต้องตัดผู้ก่อเหตุรุนแรงซ้ำซากออกจากสังคม ขณะที่นักกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเน้นย้ำว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างที่แท้จริงอยู่ที่ระบบการบริหารโทษและการปล่อยตัวนักโทษของกรมราชทัณฑ์ ไม่ใช่เพียงตัวบทกฎหมาย
“โทษประหารชีวิต” ไม่ใช่ประเด็น!
พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ที่ปรึกษา กมธ.กฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวในรายการสนามข่าว 96 ประเด็น “มองปัญหาคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวรัสเซีย และคดีกราดยิงวัดบึงทองหลาง” ระบุว่า กรณีคดีฆาตกรรมอำพราง 5 ศพ ที่จังหวัดชลบุรี ก่อกระแสสังคมไทยตื่นตัวเรียกร้องให้บังคับใช้ “โทษประหารชีวิต” อย่างเด็ดขาดนั้น “คดีนี้ตามความเป็นจริงมันมีโทษถึงขั้นประหารชีวิตอยู่แล้ว เพราะเป็นการฆ่าคนโดยไตร่ตรอง มีพฤติการณ์โดยโหดร้าย และมีอีกหลายความผิด หลายกระทง หากว่ากันไปตามความผิดโทษมันถึงขั้นประหารชีวิตอยู่แล้ว”
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมาย
พ.ต.อ.วิรุตม์ ชี้ให้เห็นว่า ข้อเรียกร้องของสังคมที่อยากให้มีโทษประหารชีวิตนั้น ในความเป็นจริงแล้ว กฎหมายไทยปัจจุบัน “มีบทลงโทษถึงขั้นประหารชีวิตรองรับอยู่แล้ว” สำหรับการกระทำความผิดในลักษณะนี้ ผู้ต้องหามีพฤติการณ์แห่งคดีเข้าข่ายโทษสูงสุด ตามโครงสร้างความผิดของคดีดังกล่าว มีองค์ประกอบร้ายแรงชัดเจน ได้แก่
· เป็นการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
· มีพฤติการณ์กระทำการอย่างโหดร้ายทารุณ
· มีการกระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกันอีกหลายกรรมหลายกระทง
พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สังคมควรให้ความสนใจไม่ใช่การพยายามเพิ่มโทษหรือเรียกร้องกฎหมายใหม่ แต่คือ “กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย” และการดำเนินคดีให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงอย่างเด็ดขาดและรอบคอบ เพื่อให้ศาลสามารถลงโทษขั้นสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วได้จริง
“ประเด็นนี้มันมีกฎหมายอยู่ เมื่อผู้ต้องหารับสารภาพแล้วไปประหารชีวิต มันก็จะขัดกับหลักปฏิบัติในเรื่องของการรับผิดทางอาญา กรณีที่ผู้ต้องหาให้การอันเป็นประโยชน์ ศาลก็อาจจะพิจารณาเป็นการจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งเชื่อว่าคดีนี้จะต้องมีโทษการจำคุกตลอดชีวิต”
“ถ้าจะให้ไปถึงการประหารชีวิต อาจต้องตามระบบตามกระบวนการ อยู่ที่นโยบาย ซึ่งกฎหมายไทยยังมีโทษประหาร แต่ไม่มีการประหารจริง เพราะฉะนั้น กระแสเรียกร้องโทษประหารเพื่อกำจัดคนทำผิดออกไปจากสังคม จึงขึ้นอยู่ที่รัฐบาลว่าจะเอาอย่างไร”
“ส่วนตัวมองว่า นายกรัฐมนตรีต้องถือเอาโอกาสนี้ยกเครื่องระบบราชการไทย โดยเฉพาะการยกเครื่องวงการตำรวจ ซึ่งจะได้ใจประชาชนมากกว่า”
— พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร
โครงสร้างและความเห็นต่อกระแสเรียกร้องโทษประหารชีวิต
สำหรับประเด็นการเรียกร้องโทษประหารในปัจจุบัน มีการวิเคราะห์และชี้แจงจากหลายภาคส่วน ดังนี้
การแยกบทบาทหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ศาลมีหน้าที่ “พิจารณาพิพากษาและกำหนดโทษ” ตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในกฎหมาย แต่การลดวันจำคุก การพักโทษ หรือการปล่อยตัว เป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารและ กรมราชทัณฑ์ โดยตรง
ช่องโหว่ด้านการปล่อยตัวและการกระทำผิดซ้ำ ปัญหาหลักไม่ใช่เรื่องตัวกฎหมายโทษประหาร แต่คือ “การปล่อยนักโทษก่อนกำหนด” และประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย โดยเสนอให้รัฐบาลเร่งเพิ่มศักยภาพของระบบราชทัณฑ์แทน
มุมมองทางด้านอาชญาวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา วิเคราะห์พฤติการณ์ของผู้ต้องหาในคดีนี้ (ป๋อง) เข้าข่าย “ฆาตกรต่อเนื่อง” ซึ่งไม่ควรได้รับการลดโทษหรือได้รับโอกาสกลับเข้าสู่สังคมอีก
ข้อถกเถียงเชิงหลักนิติรัฐ กลุ่มนักวิชาการบางส่วนชวนให้มองข้ามความโกรธ และตั้งคำถามเชิงโครงสร้างว่าระบบยุติธรรมควรขับเคลื่อนด้วยความแค้น “ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต” ควรเน้นไปที่การปฏิรูประบบป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
ราชทัณฑ์แจงปมปล่อยตัว “ป๋อง-ธง” อดีตผู้ต้องขังคดีสะเทือนขวัญ
กรมราชทัณฑ์ชี้แจงกรณีปล่อยตัว “ป๋อง-ธง” อดีตผู้ต้องขังคดีสะเทือนขวัญ โดยยืนยันว่าดำเนินการตามกฎหมายครบถ้วน และปฏิบัติตาม พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ (JSOC) ทุกขั้นตอน
โดยรายละเอียดการชี้แจงของกรมราชทัณฑ์ มีดังนี้
· การพ้นโทษตามกฎหมาย ผู้ต้องหาทั้งสองรายได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากพ้นโทษตามกำหนดเวลาและคำพิพากษาของศาล ไม่ใช่การปล่อยตัวก่อนกำหนดโดยไม่มีเกณฑ์ควบคุม
· การใช้มาตรการ JSOC มีการประเมินความเสี่ยงและดำเนินการตาม พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ในกลุ่มความผิดร้ายแรงอย่างครบถ้วนก่อนปล่อยตัวออกสู่สังคม
· การเฝ้าระวัง กรมราชทัณฑ์ยืนยันว่าทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับและมีกระบวนการดูแลความปลอดภัยตามขั้นตอนทางกฎหมายทุกประการ

พบกับรายการ สนามข่าว 96 ทุกวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 07.30-09.30 น.
FB LIVE: SpacebarMediaTH
Youtube : SpacebarMediaTH




