หนึ่งในโครงการที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา “พระองค์ภา” ให้ความสำคัญ คือการให้ชีวิตใหม่แก่ผู้ต้องขังหญิงภายในทัณฑสถานหญิงหลายแห่งในประเทศไทย โดยเฉพาะทัณฑสถานหญิงจังหวัดเชียงใหม่ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ทำให้ ภายในทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ จึงมีทั้งการฝึกด้านศิลปะ การฝึกทอผ้า และการนวดแผนไทยที่ทางผู้ต้องหญิงจะได้รับการฝึกฝีมือและสามารถนำไปประกอบวิชาชีพหลังจากพ้นโทษไปแล้ว ซึ่งผู้ต้องขังต่างซาบซึ้งในน้ำพระทัยที่ทรงห่วงใย และเสียใจเป็นอย่างมากหลังจากทราบข่าวการสิ้นพระชนม์



ทั้งนี้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ได้เสด็จทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี 2551 - 2564 รวมทั้งสิ้น 6 ครั้ง โดยทุกครั้งเป็นการเสด็จเพื่อทรงติดตามการดูแลผู้ต้องขังหญิง ให้กำลังใจผู้ต้องขัง รวมถึงการส่งเสริมการฝึกอาชีพของผู้ต้องขัง ผ่านโครงการกำลังใจในพระดำริ



วิพรพักตร์ ค่ายบุญศรี ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ที่ทรงมีต่อผู้ต้องขังและการพัฒนางานราชทัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ถึงปี พ.ศ. 2564 ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังหน่วยงานรวม 6 ครั้ง เพื่อติดตามและสนับสนุนการดำเนินงานด้านการดูแลผู้ต้องขัง ทั้งด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิต การพัฒนาอาชีพ และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
“พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ต้องขัง โดยเฉพาะการสนับสนุนโครงการพระราชดำริที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูและคืนคนดีสู่สังคม อาทิ โครงการกำลังใจ โครงการแม่และเด็ก รวมถึงโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซึ่งเป็นโครงการที่ช่วยยกระดับการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของผู้ต้องขังอย่างเป็นรูปธรรม”
“นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเสด็จพระราชดำเนินแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อพระราชทานเครื่องมือทางการแพทย์แก่หน่วยงาน จำนวน 18 รายการ มูลค่ารวมกว่า 100 ล้านบาท ส่งผลให้การดูแลรักษาผู้ต้องขังมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้รับสิทธิด้านสาธารณสุขอย่างทั่วถึง”
“โดยภายหลังการเสด็จพระราชดำเนิน ทางทัณฑสถานได้แจ้งข่าวแก่ผู้ต้องขังทุกคน โดยผู้ต้องขังหลายรายที่เคยมีโอกาสรับเสด็จต่างแสดงความซาบซึ้งในพระเมตตา บางรายถึงกับหลั่งน้ำตา เนื่องจากตระหนักถึงความห่วงใยที่พระองค์ทรงมีต่อผู้ต้องขังอย่างใกล้ชิด ทั้งการเสด็จฯ เพื่อให้กำลังใจ การพระราชทานคำแนะนำด้านการฝึกอาชีพ รวมถึงการส่งเสริมทักษะเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนกลับคืนสู่สังคม”

วิพรพักตร์ กล่าวว่า สำหรับการดำเนินงานภายใต้โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ผู้ต้องขังทุกคนที่เข้าสู่ระบบราชทัณฑ์จะได้รับการตรวจสุขภาพและคัดกรองโรคตั้งแต่วันแรกของการรับตัว พร้อมเข้าถึงการรักษาพยาบาลตามความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการรักษาโรคทั่วไป โรคเรื้อรัง การดูแลผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยโรคไต หรือผู้ที่มีปัญหาทางสายตา โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนและความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการสุขภาพ
“ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ยังคงสืบสานแนวพระดำริผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการพัฒนาอาชีพ งานหัตถกรรม การส่งเสริมคุณภาพชีวิต และกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เพื่อสร้างโอกาสและเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”


ศศิสุรีย์ แสนวิเศษกุล ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ กล่าวว่า อีกหนึ่งโครงการที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงให้ความสำคัญมากๆ คือ “โครงการกำลังใจในพระราชดำริ” ซึ่งได้มีการปรุงปรุงอาคารให้เป็นสถานที่รับเลี้ยงเด็ก แยกจากอาคารหลังอื่นๆ และมีสนามเด็กเล่นขนาดเล็ก ใช้สำหรับดูแลผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ และเด็กติดผู้ต้องขัง ผ่านโครงการกำลังใจ ซึ่งริเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2549 และได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดีเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์
“สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสารินีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นองค์ประธานกรรมการโครงการ ที่ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการดูแลผู้ต้องขังตั้งครรภ์ และเด็กติดผู้ต้องขังในทัณฑสถาน เพราะเด็กคือผู้บริสุทธิ์ และแม่ต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมทั้งในทุกด้าน” ศศิสุรีย์ กล่าว


ด้าน ผู้ต้องขังหญิง ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ บอกว่า ก่อนเข้าร่วมกิจกรรมภายในเรือนจำ ไม่เคยมีทักษะหรืออาชีพติดตัวมาก่อน และสิ่งแรกที่ตั้งคำถามกับตัวเองหลังเข้ามาอยู่ในทัณฑสถาน คือจะใช้ชีวิตในสถานที่แห่งนี้อย่างไรให้ดีที่สุด ต่อมาได้รับโอกาสเข้าร่วมการฝึกอาชีพด้านงานทอผ้า ภายใต้โครงการกำลังใจ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง


“จากผู้ที่ไม่เคยมีพื้นฐานด้านการทอผ้า กลายเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญ สามารถสร้างผลงานจนได้รับรางวัลระดับประเทศ และสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลงาน เพื่อนำมาใช้ดูแลตนเองระหว่างอยู่ภายในทัณฑสถาน รวมถึงส่งเงินกลับไปช่วยเหลือครอบครัว”
“ผลงานผ้าทอของกลุ่มสามารถคว้ารางวัลระดับประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2565 ได้รับรางวัลชนะเลิศจากผ้าลายพระราชทาน “ลายแก้วพระไท” ประเภทยกดอก ปี 2566 ได้รับรางวัลชนะเลิศจากผลงาน “ลายยาดานารี” ขณะที่ปี 2567 ได้รับรางวัลรองชนะเลิศจากผลงาน “ลายพุทธสวรรค์” และปี 2568 ได้รับรางวัลรองชนะเลิศจากผลงาน “ลายดอกพิกุลอัศวิน” ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนาทักษะและศักยภาพของผู้ต้องขังที่สามารถต่อยอดเป็นอาชีพได้จริง ซึ่งผู้ต้องขังจำนวนมากเริ่มต้นจากศูนย์ภายในสถานที่แห่งนี้ แต่ได้รับโอกาสในการเรียนรู้ ฝึกฝน และสร้างคุณค่าให้กับตนเองผ่านโครงการต่างๆ จนสามารถมองเห็นอนาคตหลังพ้นโทษ”

“ส่วนตัวยังคงจดจำครั้งแรกที่ได้เฝ้ารับเสด็จภายในโรงงานทอผ้าได้เป็นอย่างดี โดยพระองค์ทรงมีพระเมตตา ตรัสถามด้วยความห่วงใยว่าอยู่กันอย่างไร สบายดีหรือไม่ และทรงให้กำลังใจให้ตั้งใจฝึกวิชาชีพ พร้อมรับสั่งว่าหากมีสิ่งใดขาดเหลือให้แจ้งเพื่อจะได้ให้การสนับสนุน ทำให้ผู้ต้องขังหลายคนรู้สึกซาบซึ้งจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่”

“นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2564 พระองค์ยังเสด็จพระราชดำเนินมายังเรือนจำชั่วคราว เพื่อพระราชทานความรู้ด้านการออกแบบ การใช้สี และการทอผ้าด้วยสีธรรมชาติ เพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดเป็นอาชีพในอนาคต และจะนำสิ่งที่ได้รับจากโครงการและองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ดำเนินชีวิตภายหลังพ้นโทษ ตั้งใจประกอบอาชีพสุจริต ไม่กลับไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งผิดกฎหมายหรือยาเสพติดอีก พร้อมมุ่งมั่นใช้โอกาสที่ได้รับในการสร้างชีวิตใหม่และกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ”







