‘รองโฆษก ตร.’ ชี้ไม่ว่าคำพิพากษาเป็นคุณหรือโทษ ก็ยังไม่ทำให้ ‘บิ๊กโจ๊ก’ กลับเข้า ตร.ได้

8 ม.ค. 2569 - 08:17

  • จับตาศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษาคดี ‘บิ๊กโจ๊ก’ พรุ่งนี้ (9 ม.ค.)

  • ‘รองโฆษก ตร.’ ย้ำไม่ใช่เร่งเกมแข่งศาล ปมคดี ‘สินบนทองคำ’ เริ่มจากผู้ร้องทุกข์

  • ชี้ผลคดีไม่ว่าคุณหรือโทษ ยังไม่ทำให้กลับเข้ารับราชการตำรวจ เพราะต้องรอผลพิจารณาคำสั่ง ‘ไล่ออก’

‘รองโฆษก ตร.’ ชี้ไม่ว่าคำพิพากษาเป็นคุณหรือโทษ ก็ยังไม่ทำให้ ‘บิ๊กโจ๊ก’ กลับเข้า ตร.ได้

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รองโฆษก ตร.) กล่าวถึงกรณีที่วันพรุ่งนี้ (9 ม.ค.) ศาลปกครองสูงสุดได้นัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.117/2567 ซึ่งเป็นคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เป็นผู้ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) และนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 ตามลำดับ ในกรณีที่มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อนโดยมิชอบ

รองโฆษก ตร. ยืนยันว่า “ไม่ใช่การเร่งเกมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติแข่งกับเวลาที่ศาลปกครองจะตัดสินอดีตรอง ผบ.ตร. เพราะคดีสินบนทองคำนี้ไม่ใช่คดีที่ตำรวจสืบสวนทราบข้อมูลเอง แต่เริ่มจากที่มีผู้มาร้องทุกข์กล่าวโทษก็คือ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย (อดีตลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์) นำมา อีกทั้งมีกระแสโซเชียลโหมกระแสว่า อดีตรอง ผบ.ตร. จะได้กลับมาเป็นตำรวจอีกครั้ง จึงสร้างความสับสนต่อประชาชน”

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวอีกว่า “อยากชี้แจงว่ากรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการออกคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน จากนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ 178/2567 ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) โดยโต้แย้งว่าคำสั่งให้ออกจากราชการนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

“ต่อมา มติ ก.พ.ค.ตร. ยกอุทธรณ์ ให้เหตุผลว่าคำสั่งของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นการใช้ดุลยพินิจที่เหมาะสมและชอบด้วยกฎหมายแล้ว จากนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งจะมีการอ่านคำพิพากษาในวันพรุ่งนี้ แต่ต่อมาทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งไล่ออก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งคำสั่งถือว่ามีผลแล้ว ทำให้ทาง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นำคำสั่งดังกล่าวยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา”

คำพิพากษาในวันพรุ่งนี้ไม่ว่าผลจะเป็นคุณหรือโทษ ก็จะยังไม่ทำให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้กลับมารับราชการตำรวจ เพราะต้องรอผลการพิจารณาคำสั่งไล่ออกจากราชการตำรวจ

police-say-court-ruling-wont-return-surachet-to-police-force-SPACEBAR-Photo02.jpg

ยัน ‘ตำรวจชุดสืบภาค 8’ ไม่ได้อุ้มรีด ‘พยาน’ คดีสินบนทองคำ

วันเดียวกันนี้ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังแถลงความคืบหน้า ‘คดีสินบนทองคำ’ จำนวนกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งมีการกล่าวหาถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล กับกรรมการ ป.ป.ช. ว่ามีส่วนเชื่อมโยงนั้น

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า “หน้าที่ของผมในการแถลงวันนี้ได้เชิญ พ.ต.อ.นิติกรณ์ ระวัง ผู้กำกับการสืบสวน 2 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 8 (ผกก.สส.2 บก.สส.ภ.8) ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องในการตรวจค้นบ้านพักของ ‘สุรสิทธิ์’ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตัวของกรรมการ ป.ป.ช. และเป็นผู้รับทองคำจาก พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย (อดีตลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์) ที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ ซึ่งนั่งมาในรถประจำตำแหน่ง เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2567 ทั้งนี้ยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติยึดหลักความเป็นธรรม โปร่งใส กรอบของกฎหมาย พิสูจน์ข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐาน นำไปสู่ขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมต่อไป”

โดยก่อนลงรายละเอียด ทางคณะตำรวจได้เปิดคลิปวิดีโอประกอบเนื้อหาเกี่ยวกับการสอบปากคำพยานในคดี ซึ่งพยานคนดังกล่าวยอมรับว่าไปที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ ซึ่งเป็นจุดในการส่งมอบทองคำจริง ทั้งนี้ ตัวพยานยืนยันว่าเป็นเพียงผู้รับคำสั่งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้พยานรายดังกล่าวได้เคยแจ้งความกลับชุดสืบสวนว่ามีการบังคับ ขู่เข็ญ เข้าข่ายผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ถูกบังคับสอบปากคำและควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจภูธรท่าฉาง นานกว่า 13 ชั่วโมง ซึ่งหลักฐานจากคลิปที่เปิดเผยต่อสื่อมวลชนมีความยาวประมาณ 3 นาที โดย พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่าความยาวคลิปเต็มกว่า 3 ชั่วโมง

police-say-court-ruling-wont-return-surachet-to-police-force-SPACEBAR-Photo01.jpg

หลังจบคลิป พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า “บรรยากาศการสอบปากคำที่เกิดขึ้น ชุดสืบสวนทำตามขั้นตอนปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การอ่านหมายค้นตรงตามกับคดีที่มีการแจ้งผู้ถูกกล่าวหาในฐานะพยาน อีกทั้งผู้ถูกกล่าวหาสมัครใจไปสถานีตำรวจกับเจ้าหน้าที่เอง แม้ทางตำรวจจะเปิดโอกาสให้ขับรถยนต์ส่วนตัวไปด้วยตัวเอง แต่อ้างว่าขับรถไม่เป็น อีกทั้งในที่เกิดเหตุยังมีหญิงคนสนิทอยู่ด้วย ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง จึงเป็นการยืนยันได้ว่าการแสดงออกวันนั้น ทั้งภาษากายและคำพูดของชุดสืบสวนไม่ได้มีการบังคับหรือข่มขู่ตัวพยาน”

ส่วนกรณีที่ ‘สุรสิทธิ์’ ลงบันทึกประจำวันไว้ว่าตำรวจมาขอตรวจค้นยาเสพติด รองโฆษก ตร. กล่าวว่า “ทางชุดสืบสวนยืนยันว่าการอ่านหมายค้นเป็นการอ่านหมายตามปกติ การสอบถามว่าในสถานที่ดังกล่าวยังมียาเสพติดหรืออาวุธปืนหรือไม่นั้น ถือเป็นบทพูดปกติของการอ่านหมายค้นที่ต้องมีการพ่วงส่วนนี้เข้ามาด้วย”

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า “การสอบปากคำของสุรสิทธิ์ ใช้เวลาอยู่ในสถานีตำรวจตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ถึงเวลา 07.00 น. ของวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ห้องสอบสามารถเปิดประตูได้ตลอดเวลา เพื่อให้พยานพบกับผู้ที่ติดตามมา ซึ่งยืนยันว่าพยานไม่ได้ถูกบังคับมา หรือกดดันให้อยู่เพียงคนเดียว อีกทั้งมีผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐาน 8 อยู่ด้วย ในส่วนข้อมูลที่สุรสิทธิ์ให้กับเจ้าหน้าที่ ยืนยันว่าตัวเองเป็นเพียงผู้รับคำสั่ง ทางพนักงานสอบสวนเองก็เชื่อตามที่สุรสิทธิ์พูด หลังสอบปากคำเสร็จให้สุรสิทธิ์เขียนบันทึกคำให้การเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ จากนั้นพนักงานสอบสวนได้บันทึกคำให้การ และส่งให้พนักงานสอบสวน บก.ปปป.”

ด้าน พ.ต.อ.นิติกรณ์ กล่าวว่า “ในวันที่ทำการตรวจค้น เดินทางไปด้วยรถยนต์ 2 คัน รวมเจ้าหน้าที่ 7 คน เพื่อเชิญตัวพยานมาที่สถานีตำรวจ สีหน้าแววตาสุรสิทธิ์ผ่อนคลาย บางช่วงมีการหยอกล้อกัน สุดท้ายแล้วไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา”

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า “ตำรวจไม่จำเป็นต้องใช้มนต์สะกดอะไรเพื่อให้พยานอยู่ 13 ชั่วโมง เพราะการให้ปากคำของสุรสิทธิ์ยืนยันได้ว่าเป็นเพียงผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เท่านั้น”

ส่วนการที่สุรสิทธิ์เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษว่าถูกชุดสืบสวนบังคับข่มขู่ที่สถานีตำรวจนครบาล (สน.) บุปผาราม มีนัยยะแอบแฝงอย่างไรหรือไม่ เนื่องจากผู้กำกับฯ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนตำรวจกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นั้น รองโฆษก ตร. กล่าวว่า “ไม่ทราบว่ามีความเชื่อมโยงอย่างไร ขอให้ผู้สื่อข่าวสอบถามโดยตรงไปที่ผู้กำกับฯ อีกทั้งไม่ทราบว่าเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับอดีตรอง ผบ.ตร.”

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เดินทางออกจากต่างประเทศไปแล้วนั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า “ผมไม่ทราบ ไม่มีข้อมูลในส่วนนี้”

ขณะนี้คดีสินบนทองคำมีการแจ้งข้อกล่าวหา 2 บุคคล

  • พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ต้องหาที่ 1 ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาแล้วที่ บก.ปปป. เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2568 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา กระทำความผิดฐานร่วมกันให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำใดอันมิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 167 และร่วมกันให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานของรัฐเพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 176
  • สมบัติ ธรธรรม ผู้ต้องหาที่ 2 ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาแล้วที่ บก.ปปป. เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2568 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา กระทำความผิดฐานร่วมกันให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำใดอันมิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 167 และร่วมกันให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานของรัฐ เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 176

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์