พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รองโฆษก ตร.) กล่าวถึงกรณีที่วันพรุ่งนี้ (9 ม.ค.) ศาลปกครองสูงสุดได้นัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.117/2567 ซึ่งเป็นคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เป็นผู้ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) และนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 ตามลำดับ ในกรณีที่มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อนโดยมิชอบ
รองโฆษก ตร. ยืนยันว่า “ไม่ใช่การเร่งเกมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติแข่งกับเวลาที่ศาลปกครองจะตัดสินอดีตรอง ผบ.ตร. เพราะคดีสินบนทองคำนี้ไม่ใช่คดีที่ตำรวจสืบสวนทราบข้อมูลเอง แต่เริ่มจากที่มีผู้มาร้องทุกข์กล่าวโทษก็คือ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย (อดีตลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์) นำมา อีกทั้งมีกระแสโซเชียลโหมกระแสว่า อดีตรอง ผบ.ตร. จะได้กลับมาเป็นตำรวจอีกครั้ง จึงสร้างความสับสนต่อประชาชน”
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวอีกว่า “อยากชี้แจงว่ากรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการออกคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน จากนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ 178/2567 ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) โดยโต้แย้งว่าคำสั่งให้ออกจากราชการนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย”
“ต่อมา มติ ก.พ.ค.ตร. ยกอุทธรณ์ ให้เหตุผลว่าคำสั่งของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นการใช้ดุลยพินิจที่เหมาะสมและชอบด้วยกฎหมายแล้ว จากนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งจะมีการอ่านคำพิพากษาในวันพรุ่งนี้ แต่ต่อมาทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งไล่ออก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งคำสั่งถือว่ามีผลแล้ว ทำให้ทาง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นำคำสั่งดังกล่าวยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา”
คำพิพากษาในวันพรุ่งนี้ไม่ว่าผลจะเป็นคุณหรือโทษ ก็จะยังไม่ทำให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้กลับมารับราชการตำรวจ เพราะต้องรอผลการพิจารณาคำสั่งไล่ออกจากราชการตำรวจ

ยัน ‘ตำรวจชุดสืบภาค 8’ ไม่ได้อุ้มรีด ‘พยาน’ คดีสินบนทองคำ
วันเดียวกันนี้ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังแถลงความคืบหน้า ‘คดีสินบนทองคำ’ จำนวนกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งมีการกล่าวหาถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล กับกรรมการ ป.ป.ช. ว่ามีส่วนเชื่อมโยงนั้น
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า “หน้าที่ของผมในการแถลงวันนี้ได้เชิญ พ.ต.อ.นิติกรณ์ ระวัง ผู้กำกับการสืบสวน 2 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 8 (ผกก.สส.2 บก.สส.ภ.8) ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องในการตรวจค้นบ้านพักของ ‘สุรสิทธิ์’ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตัวของกรรมการ ป.ป.ช. และเป็นผู้รับทองคำจาก พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย (อดีตลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์) ที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ ซึ่งนั่งมาในรถประจำตำแหน่ง เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2567 ทั้งนี้ยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติยึดหลักความเป็นธรรม โปร่งใส กรอบของกฎหมาย พิสูจน์ข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐาน นำไปสู่ขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมต่อไป”
โดยก่อนลงรายละเอียด ทางคณะตำรวจได้เปิดคลิปวิดีโอประกอบเนื้อหาเกี่ยวกับการสอบปากคำพยานในคดี ซึ่งพยานคนดังกล่าวยอมรับว่าไปที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ ซึ่งเป็นจุดในการส่งมอบทองคำจริง ทั้งนี้ ตัวพยานยืนยันว่าเป็นเพียงผู้รับคำสั่งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้พยานรายดังกล่าวได้เคยแจ้งความกลับชุดสืบสวนว่ามีการบังคับ ขู่เข็ญ เข้าข่ายผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ถูกบังคับสอบปากคำและควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจภูธรท่าฉาง นานกว่า 13 ชั่วโมง ซึ่งหลักฐานจากคลิปที่เปิดเผยต่อสื่อมวลชนมีความยาวประมาณ 3 นาที โดย พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่าความยาวคลิปเต็มกว่า 3 ชั่วโมง

หลังจบคลิป พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า “บรรยากาศการสอบปากคำที่เกิดขึ้น ชุดสืบสวนทำตามขั้นตอนปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การอ่านหมายค้นตรงตามกับคดีที่มีการแจ้งผู้ถูกกล่าวหาในฐานะพยาน อีกทั้งผู้ถูกกล่าวหาสมัครใจไปสถานีตำรวจกับเจ้าหน้าที่เอง แม้ทางตำรวจจะเปิดโอกาสให้ขับรถยนต์ส่วนตัวไปด้วยตัวเอง แต่อ้างว่าขับรถไม่เป็น อีกทั้งในที่เกิดเหตุยังมีหญิงคนสนิทอยู่ด้วย ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง จึงเป็นการยืนยันได้ว่าการแสดงออกวันนั้น ทั้งภาษากายและคำพูดของชุดสืบสวนไม่ได้มีการบังคับหรือข่มขู่ตัวพยาน”
ส่วนกรณีที่ ‘สุรสิทธิ์’ ลงบันทึกประจำวันไว้ว่าตำรวจมาขอตรวจค้นยาเสพติด รองโฆษก ตร. กล่าวว่า “ทางชุดสืบสวนยืนยันว่าการอ่านหมายค้นเป็นการอ่านหมายตามปกติ การสอบถามว่าในสถานที่ดังกล่าวยังมียาเสพติดหรืออาวุธปืนหรือไม่นั้น ถือเป็นบทพูดปกติของการอ่านหมายค้นที่ต้องมีการพ่วงส่วนนี้เข้ามาด้วย”
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า “การสอบปากคำของสุรสิทธิ์ ใช้เวลาอยู่ในสถานีตำรวจตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ถึงเวลา 07.00 น. ของวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ห้องสอบสามารถเปิดประตูได้ตลอดเวลา เพื่อให้พยานพบกับผู้ที่ติดตามมา ซึ่งยืนยันว่าพยานไม่ได้ถูกบังคับมา หรือกดดันให้อยู่เพียงคนเดียว อีกทั้งมีผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐาน 8 อยู่ด้วย ในส่วนข้อมูลที่สุรสิทธิ์ให้กับเจ้าหน้าที่ ยืนยันว่าตัวเองเป็นเพียงผู้รับคำสั่ง ทางพนักงานสอบสวนเองก็เชื่อตามที่สุรสิทธิ์พูด หลังสอบปากคำเสร็จให้สุรสิทธิ์เขียนบันทึกคำให้การเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ จากนั้นพนักงานสอบสวนได้บันทึกคำให้การ และส่งให้พนักงานสอบสวน บก.ปปป.”
ด้าน พ.ต.อ.นิติกรณ์ กล่าวว่า “ในวันที่ทำการตรวจค้น เดินทางไปด้วยรถยนต์ 2 คัน รวมเจ้าหน้าที่ 7 คน เพื่อเชิญตัวพยานมาที่สถานีตำรวจ สีหน้าแววตาสุรสิทธิ์ผ่อนคลาย บางช่วงมีการหยอกล้อกัน สุดท้ายแล้วไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา”
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า “ตำรวจไม่จำเป็นต้องใช้มนต์สะกดอะไรเพื่อให้พยานอยู่ 13 ชั่วโมง เพราะการให้ปากคำของสุรสิทธิ์ยืนยันได้ว่าเป็นเพียงผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เท่านั้น”
ส่วนการที่สุรสิทธิ์เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษว่าถูกชุดสืบสวนบังคับข่มขู่ที่สถานีตำรวจนครบาล (สน.) บุปผาราม มีนัยยะแอบแฝงอย่างไรหรือไม่ เนื่องจากผู้กำกับฯ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนตำรวจกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นั้น รองโฆษก ตร. กล่าวว่า “ไม่ทราบว่ามีความเชื่อมโยงอย่างไร ขอให้ผู้สื่อข่าวสอบถามโดยตรงไปที่ผู้กำกับฯ อีกทั้งไม่ทราบว่าเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับอดีตรอง ผบ.ตร.”
ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เดินทางออกจากต่างประเทศไปแล้วนั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า “ผมไม่ทราบ ไม่มีข้อมูลในส่วนนี้”
ขณะนี้คดีสินบนทองคำมีการแจ้งข้อกล่าวหา 2 บุคคล
- พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ต้องหาที่ 1 ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาแล้วที่ บก.ปปป. เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2568 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา กระทำความผิดฐานร่วมกันให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำใดอันมิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 167 และร่วมกันให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานของรัฐเพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 176
- สมบัติ ธรธรรม ผู้ต้องหาที่ 2 ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาแล้วที่ บก.ปปป. เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2568 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา กระทำความผิดฐานร่วมกันให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำใดอันมิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 167 และร่วมกันให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานของรัฐ เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 176


