พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึง “การเข้มงวดจุดตัดรถไฟกับเส้นทางการจราจร” ว่า ได้สั่งการไปเองว่า จุดที่เป็นจุดตัดระหว่างทางเดินรถกับทางรถไฟ ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรสร้างวินัยจราจร และเคารพกฎเครื่องหมายจราจรกับผู้ใช้รถ หากมีการฝ่าฝืนต้องบังคับใช้กฎหมาย เพราะฉะนั้นจะเป็นการซักซ้อมหรือทบทวน หรือมีมาตรการเบื้องต้นอย่างไร ตนก็ไม่เห็นว่าจะมีรถคร่อมทางรถไฟอีก
ขณะที่ในวันอังคารที่ 26 พ.ค. จะเรียกผู้กำกับสถานีตำรวจนครบาลทั้งหมดที่มีพื้นที่เกี่ยวข้องกับรถไฟ เพื่อที่จะให้ข้อคิดเห็น และข้อแนะนำด้วยตัวเอง รวมไปถึงจะประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด และผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้รับรู้ใน 2-3 ประเด็นที่ตนคิดว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า นอกจาก “ผู้ขับขี่ไม่รักษาวินัยการจราจร” แล้วยังพบว่า “เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ปล่อยสัญญาณไฟเพื่อจัดการระบายการจราจร” ด้วยนั้น
ผบ.ตร. กล่าวว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องด้วย เพราะว่าผู้ใช้รถใช้ถนนก็เริ่มที่จะมีปริมาณมากขึ้น แต่ถนนมีเท่าเดิม ประกอบกับมีการก่อสร้างบนพื้นผิวการจราจร ทำรถไฟฟ้า จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้การจราจรบริเวณนั้นๆ ติดขัด ดังนั้นในสิ่งที่เกิดการพัฒนาประเทศ ตำรวจจราจรหรือผู้บริหารระดับสูงก็ต้องช่วยกันว่าจะใช้อะไรมาเป็นเครื่องมือหรือกลไกในการระบายรถ หรือใช้สัญญาณไฟให้สอดรับกันมากขึ้น แต่ยอมรับว่า ไม่สามารถแก้ไขได้ในวันสองวัน คงต้องใช้เวลา แต่จะพยายามอย่างเต็มที่
โต้ข้อกล่าวหา “องค์กรตำรวจเก็บส่วยทั่วประเทศ” ย้ำหากผิดพร้อมดำเนินวินัย-อาญา แต่ถ้าไม่จริงต้องแจงสังคม
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม กล่าวพาดพิงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยระบุในทำนอง “เป็นองค์กรอาชญากรรมที่มีการเรียกรับผลประโยชน์และเก็บส่วยทั่วประเทศ” ว่า ผมเป็นคนไม่ตอบโต้ใคร และไม่ขอระบุชื่อ ซึ่งองค์กรตำรวจเป็นองค์กรที่กล่าวหากันแบบนี้ ฝ่ายกฎหมายต้องพิจารณาเสนอแนะเรื่องขึ้นมา และใช้ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายดำเนินการ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ควรกระทำ
ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดที่วิพากษ์วิจารณ์ ขอให้พึงระลึกว่าเป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่ทำงาน มีเงินเดือนเลี้ยงชีพ ส่วนจะคิดถึงองค์กรที่เคยอยู่หรือไม่ ต้องใช้ดุลพินิจเอง
เมื่อถามว่า การดำเนินคดีในเรื่องดังกล่าวช้าไปหรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า อย่างที่บอกว่าไม่ตอบโต้ใคร แต่อย่าให้ร้ายองค์กร ซึ่งตนมอบให้โฆษก ตร. รับทราบแล้วว่า ถ้าเราผิดต้องยอมรับ และให้แนวคิดผู้ใต้บังคับบัญชา ผิดก็ต้องยอมรับ เราดำเนินการขั้นเด็ดขาดทางวินัยและอาญา
หากเป็นเรื่องไม่จริงต้องให้ข้อเท็จจริงกับสื่อมวลชนและสังคมรับทราบว่าเราทำงานข้อเท็จจริงเป็นแบบไหน สิ่งที่ออกมาตามกระแส หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยใช้วิวัฒนาการเทคโนโลยี ซึ่งต้องมีวิจารณญาณ และให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง
ส่วนจะเรียกคืนความเชื่อมั่นจากคำกล่าวหาดังกล่าวได้อย่างไรนั้น ผบ.ตร. กล่าวว่า สิ่งที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ หรือพูดในทางลบ บางมุมมีประโยชน์ ทำให้เราหันกลับมามองตัวเองว่าเป็นตำรวจ เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบคำขวัญเพิ่มว่า “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” เราเป็นหน่วยบังคับใช้กฎหมายที่ใกล้ชิดประชาชน มีหน้าที่ดูแลความสงบสุข และความเรียบร้อย ต้องสร้างมาตรฐานให้ได้เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับประชาชนที่มีต่อตำรวจ และจะทำอย่างไรให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ จากอาชญากรรม
นั่นคือข้อมูล คำพูด สิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์ก็กลับมาหาตำรวจ จึงควรเปิดใจ และรับในสิ่งที่ควรปรับปรุง ปรับตัวให้ได้ว่ามีหน้าที่อะไร และจะทำอย่างไรให้เกิดความเชื่อมั่น และต้องทำงานตามกฎหมายแบบไหน ตัวเราเองควรจะรู้จักตัวเอง และถ่ายทอดไปสู่การปฏิบัติทุกระดับชั้น
เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับเสียงวิจารณ์ที่ส่วนใหญ่มักจะมาจากอดีตนายตำรวจที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว หรือออกจากราชการก่อน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ในอดีตตำรวจที่เป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูง และตำรวจที่พ้นจากราชการไปแล้ว ส่วนใหญ่มองว่านี่คือบ้านหลังหนึ่งที่เคยอยู่อาศัย แต่คำว่าตำรวจไม่ได้หมดไปจากสายเลือด มีการตอบแทนในการช่วยเหลือสนับสนุนภารกิจต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
อาจมีบางคนที่ขณะรับราชการอยู่ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ผิดหวังหรือไม่มีความสุข พอพ้นไปบางคนมองว่าเรื่องอย่างนี้แค่หาข้อมูลมาพูด แต่จะจริงเท็จแค่ไหนต้องพิสูจน์ ต้องมีกระบวนการที่ร้องทุกข์กล่าวโทษ ฟ้องร้องกันให้เกิดความจริงขึ้นมา ถ้าเป็นเรื่องจริงต้องแอ่นอกรับ ตรงนี้คือบทพิสูจน์ข้อเท็จจริง
ลั่นฟัน ‘ตำรวจอุ้มเรียกค่าไถ่’ ใช้ยาแรงกำจัด ‘เห็บหมัด’ พ้นองค์กร
เมื่อถามถึงกรณีที่มีข่าวขบวนการตำรวจนำโดย “ผู้กองตี๋” เกี่ยวข้องกับกรณี “อุ้มรีดทรัพย์ชาวจีนในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า เรื่องนี้ให้รายงานมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะพิจารณาเอง เบื้องต้นได้รับรายงานจากผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 แล้ว และคิดว่าเราแสดงความจริงใจในการทำงาน และรู้จักกับผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) มาก่อนที่จะเกิดเรื่องนี้ ซึ่งกำชับไม่ให้ปล่อยไว้แม้แต่รายเดียว
พร้อมย้ำว่า “อะไรที่เป็นเห็บหมัดในองค์กรนี้ต้องดำเนินการใช้ยาแรงและจับกุมทันที” ซึ่งทีมสืบสวนของ ตม. เดินหน้าตามคำสั่งของตนขั้นเด็ดขาด แม้จะเป็นตำรวจก็ต้องดำเนินคดีให้หมดทั้งทางวินัยและอาญา จึงเป็นที่มาของการเข้าจับกุม ขณะที่พื้นที่ไม่ได้ปล่อยปละละเลย และได้เห็นจากเหตุการณ์จึงเชื่อได้ว่า มีการกระทำผิด เรื่องการดำเนินการ การดำเนินคดีต้องเป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการ
หากพฤติการณ์ในข้อเท็จจริงข้อกฎหมายเข้ากฎหมายใดก็ให้ออกจากราชการไว้ก่อน จะไม่เอาตำรวจเหล่านี้ไว้ เพราะเกี่ยวข้องระหว่างหลายหน่วยงาน ที่เป็นตำรวจสังกัดต่างๆ ให้รายงานขึ้นมา โดย ตร. จะดำเนินการเอง ส่วนจะผิดจะถูก หลักฐานจะแน่นหนาอย่างไร ขอยืนยันว่า เรื่องนี้ผมให้นโยบายกับทุกคดี ว่า ไม่มีการช่วยเหลือ และดำเนินการขั้นเด็ดขาดอย่างจริงจัง
ผบ.ตร. ยืนยันด้วยว่า เรื่องนี้ได้ให้นโยบายกับทุกคดีว่า “ไม่มีการช่วยเหลือ และดำเนินการขั้นเด็ดขาดอย่างจริงจัง”
ลุยปราบนอมินีต่างชาติถือครองธุรกิจ-ที่ดินผิดกฎหมาย
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้า “การปราบปรามนอมินี” ว่า ได้รายงานนายกรัฐมนตรีให้ทราบตลอด โดยได้มอบนโยบายและแนวทางให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เพราะเรามีข้อมูลมาตั้งแต่เดือน ม.ค. 2569 แล้ว เก็บเป็นฐานข้อมูลไว้ ซึ่งเราได้คุยและรายงานกันมาตลอด
จนมาถึงจุดหนึ่ง ซึ่งผมขอบอกว่า แผ่นดินไทยของเราจะให้คนอื่นมาถือครองได้อย่างไร ถ้าถือครองโดยความชอบธรรมและถูกกฎหมาย เราเป็นเจ้าพนักงานที่ต้องบังคับใช้กฎหมาย คงต้องว่ากันไปตามกฎหมาย แต่กรณีที่คนต่างด้าวเข้ามา โดยหลบหนีเข้ามาทำงาน หรือแม้กระทั่งการใช้เทคนิคหลบหลีกกฎหมาย แล้วมาถือครองธุรกิจ หรือถือครองอสังหาริมทรัพย์ที่ดินต่างๆ ผมย้ำกับผู้บริหาร ตร. ไปแล้วว่า ผมรับไม่ได้ ถ้าเราปล่อยเฉยไป ในอนาคตจะยิ่งขยายโตขึ้น แล้วเราจะยิ่งทำงานลำบาก
ดังนั้น ไม่ว่าจะทำอะไร เราควรจะเริ่มตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ไม่ใช่จะรอจนผมเกษียณไปแล้วค่อยเริ่ม อย่างนี้ไม่ได้ ต้องเริ่มเลย และเมื่อเริ่มแล้วเราต้องมีข้อมูล พอมีข้อมูล เราก็เริ่มปฏิบัติการ อย่างที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ที่เราได้ดำเนินการไป
เตรียมเปิดปฏิบัติการรอบใหม่หลายพื้นที่
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เปิดเผยด้วยว่า อีกไม่นานจะมีปฏิบัติการอีกรอบหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดอยู่ในฐานข้อมูลที่เรามี อย่างครั้งที่แล้วออกหมายจับไป 3 ราย จับมาได้ 2 ราย หลบหนีไป 1 ราย ซึ่ง 2 รายที่จับมาเราพบความผิดปกติในเรื่องการจดทะเบียนบริษัท และได้เก็บข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ เอกสาร บัญชีการเงิน จากนั้นได้นำมาสู่การรวบรวมและพิสูจน์ทราบเพื่อขยายผล ยืนยันว่า จะเปิดปฏิบัติการอีกรอบหนึ่งในหลายพื้นที่ แต่ขออุบไว้ก่อน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของเส้นทางการเงินจะสามารถขยายผลได้ถึงระดับไหน ผบ.ตร. กล่าวว่า หลายราย ซึ่งมันจะอยู่ในเร็วๆ นี้ ที่เราจะปฏิบัติการอีกรอบหนึ่ง ถือเป็นข้อมูลที่เรามีอยู่แล้ว โดยชุดปฏิบัติการที่ พล.ต.อ.สำราญ ดำเนินการ ผมเป็นคนออกคำสั่งเองให้ พล.ต.อ.สำราญ เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย รวมถึงมิติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพราะการขยายผลจะเป็นเรื่องของการประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมาย หรือการทำธุรกิจผิดกฎหมาย รวมถึงนอมินีทั้งหมด
นโยบายของนายกฯ ในเรื่องนี้ ให้ปราบปรามอย่างเด็ดขาดอยู่แล้ว แม้กระทั่งการทำเวิร์กชอปวันนี้ก็มีประเด็นในเรื่องนี้ด้วย ดังนั้น สิ่งใดก็ตามที่จะนำไปสู่ความเคยชิน ความละเลย และปล่อยจนเป็นเหมือนมะเร็ง ผมขอบอกเลยว่า เราจะตัดไฟแต่ต้นลม ดำเนินการ จะทำให้คนที่คิดจะทำผิดไม่กล้า และท้ายสุดก็จะลดลงไปได้ เวลาเริ่มควรจะเริ่มเลย แต่เวลาสำเร็จอาจจะต้องใช้เวลาพอสมควร




