‘บุ๋ม ปนัดดา–อธิป’ นอนคุก! เปิดขุมทรัพย์เงินบริจาค 815 ล้าน ตำรวจพบใช้ผิดวัตถุประสงค์ 527 ล้าน

7 พ.ย. 2569 - 17:09

  • บช.ก.แถลงคดี ‘บุ๋ม ปนัดดา–ก๊อต อธิป’ เปิดเส้นทางเงินบริจาค 3 บัญชี เงินหมุนเวียนกว่า 815 ล้านบาท

  • แฉเส้นทางเงินโอนเข้าบัญชีส่วนตัว ซื้อทรัพย์สิน จ่ายบัตรเครดิต และก่อสร้างพูลวิลล่า

  • ประเมินพบเงินถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์กว่า 527 ล้านบาท ขณะที่ทั้งคู่ถูกส่งเข้าเรือนจำ

‘บุ๋ม ปนัดดา–อธิป’ นอนคุก! เปิดขุมทรัพย์เงินบริจาค 815 ล้าน ตำรวจพบใช้ผิดวัตถุประสงค์ 527 ล้าน

ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ผบก.ปอศ.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงผลจับกุม บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี อายุ 50 ปี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี และ ก๊อต อธิป อนันทวรรณ อายุ 53 ปี สามี ตามหมายจับศาลอาญา ลงวันที่ 5 พ.ย. 2569 ในคดีเกี่ยวกับการรับบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือสาธารณกุศล

ปนัดดาถูกแจ้งข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือเป็นเท็จ และร่วมกันสมคบเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน” ส่วนอธิปถูกแจ้งข้อหาร่วมกันสมคบเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

เจ้าหน้าที่จับกุมปนัดดาได้ที่บ้านพักย่านเกษตร-นวมินทร์ เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ส่วนอธิปถูกจับกุมบริเวณด้านหน้ากองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ขอหมายค้น 4 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดปทุมธานี เพื่อตรวจค้นและรวบรวมพยานหลักฐาน

police-arrest-boom-panadda-husband-over-815-million-donation-fraud-SPACEBAR-Photo01.png

ยึดรถหรู กระเป๋าแบรนด์เนม-ปืน 5 กระบอก

จุดที่ 1 เป็นบ้านพักหรูย่านเกษตร-นวมินทร์ เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของปนัดดา เจ้าหน้าที่ตรวจยึดรถยนต์ตู้หรู Alphard ทรัพย์สินมีค่า เครื่องประดับ กระเป๋าแบรนด์เนม 32 ใบ อาวุธปืน 5 กระบอก อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และสมุดบัญชีธนาคาร

จุดที่ 2 ที่ทำการมูลนิธิองค์กรทำดี คลอง 8 อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ตรวจยึดรถยนต์ของมูลนิธิ 5 คัน รถยนต์ส่วนบุคคล 1 คัน ใบอนุโมทนาบัตร 130 เล่ม เอกสารต่าง ๆ วัตถุคล้ายแท่งเงิน และฮาร์ดดิสก์กล้องวงจรปิด

จุดที่ 3 บ้านพักในพื้นที่ตำบลบึงกาสาม อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ตรวจยึดเอกสารสิทธิ์และสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในจังหวัดกระบี่และภูเก็ต

จุดที่ 4 เป็นอาคารที่ตั้งมูลนิธิองค์กรทำดีเดิม ภายในซอยรามอินทรา 23 เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพยานเอกสารและสถานที่ตั้งเดิมของมูลนิธิ เพื่อรวบรวมหลักฐานประกอบสำนวนคดี

police-arrest-boom-panadda-husband-over-815-million-donation-fraud-SPACEBAR-Photo04.png

เปิดไทม์ไลน์บริจาคตั้งแต่ปี 2558 พบเงินหมุนเวียนกว่า 815 ล้าน

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ เปิดเผยว่า คดีนี้สืบเนื่องจากกลุ่มผู้เสียหายและประชาชนผู้มีจิตศรัทธาเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 4 บก.ปอศ. หลังได้รับการชักชวนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ให้ร่วมบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือสาธารณกุศล ทั้งผู้ประสบอุทกภัย ผู้ยากไร้ และสถานการณ์พิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ต่อมาพบข้อพิรุธว่าเงินบริจาคอาจไม่ได้ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้

จากการตรวจสอบข้อมูลและไล่ลำดับการเปิดรับบริจาค พบว่าเริ่มตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2558 ปนัดดาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเชิญชวนประชาชนบริจาคเงิน โดยให้โอนเข้าบัญชีส่วนตัวชื่อ “องค์กรทำดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ซึ่งเปิดบัญชีไว้ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2558

ต่อมา วันที่ 12 ธันวาคม 2560 มีการสร้างเพจเฟซบุ๊ก “องค์กรทำดี” เพื่อเชิญชวนประชาชนบริจาคเงิน โดยยังคงใช้บัญชีเดิมรับเงินบริจาค

จากนั้นวันที่ 29 เมษายน 2565 มีการเปลี่ยนชื่อเพจเป็น “มูลนิธิองค์กรทำดี” แม้จะยังเปิดรับบริจาคผ่านบัญชีส่วนตัวเดิม ก่อนที่วันที่ 25 กรกฎาคม 2565 จะมีมติรับรองบัญชีดังกล่าวสำหรับรับบริจาค และวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 เปิดบัญชีชื่อ “มูลนิธิองค์กรทำดี” เพิ่มขึ้นมาใช้ควบคู่กัน

กระทั่งวันที่ 30 มีนาคม 2566 มีการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิองค์กรทำดีอย่างเป็นทางการ และวันที่ 31 ธันวาคม 2566 มีการเชิญชวนประชาชนบริจาคผ่านบัญชีมูลนิธิ แต่ไม่ได้ยกเลิกบัญชีเดิม

ล่าสุด วันที่ 3 มิถุนายน 2568 มีการเปิดบัญชีส่วนตัวเพิ่มอีกหนึ่งบัญชี ชื่อ “สมทบทุนสร้างมูลนิธิองค์กรทำดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ทำให้มีบัญชีรับบริจาคทั้งหมด 3 บัญชี ซึ่งยังคงเปิดใช้งานควบคู่กัน

3 บัญชีรับบริจาคกว่า 3.2 ล้านครั้ง เงินเข้า 815 ล้าน

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ ระบุว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของทั้ง 3 บัญชี พบว่ามีเงินบริจาคโอนเข้ามารวมกว่า 3.2 ล้านครั้ง เป็นเงินรวมกว่า 815 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

บัญชี “องค์กรทำดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” มีเงินโอนเข้าตั้งแต่ปี 2558-2569 จำนวน 1,778,656 ครั้ง รวมกว่า 600 ล้านบาท และมีเงินโอนมาจากบัญชีมูลนิธิอีกประมาณ 100 ล้านบาท รวมเป็นเงินกว่า 700 ล้านบาท

จากนั้นมีการโอนเงินออก 6,275 ครั้ง รวมกว่า 688 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของปนัดดา 243 ล้านบาท โอนให้อธิป ช่างเอ๋ นำไปซื้อกองทุน ซื้อสินค้าแบรนด์เนม ชำระบัตรเครดิต ถอนเป็นเงินสด และรายการอื่น ๆ รวม 12 รายการ เป็นเงินประมาณ 520 ล้านบาท เหลือเงินในบัญชีประมาณ 7 ล้านบาท

บัญชี “มูลนิธิองค์กรทำดี” มีเงินบริจาคเข้าตั้งแต่ปี 2565-2569 จำนวน 1,384,112 ครั้ง รวมกว่า 196 ล้านบาท มีการโอนเงินไปยังบัญชีองค์กรทำดีเดิม 25 ครั้ง รวมประมาณ 100 ล้านบาท และโอนออกอีก 87 ครั้ง รวมกว่า 95 ล้านบาท

เงินส่วนนี้ถูกโอนไปยังบัญชีส่วนตัวของปนัดดา 6 ล้านบาท อธิป ค่างวดบ้าน และถอนเป็นเงินสด รวมกว่า 51 ล้านบาท เหลือเงินในบัญชีประมาณ 15.4 ล้านบาท

บัญชี “สมทบทุนสร้างมูลนิธิองค์กรทำดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” มีเงินบริจาคเข้าตั้งแต่ปี 2568-2569 จำนวน 60,889 ครั้ง รวมกว่า 9.4 ล้านบาท และมีเงินโอนมาจากบัญชีองค์กรทำดีเดิม 131 ครั้ง รวมกว่า 17 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน มีการโอนเงินออก 51 ครั้ง รวมกว่า 15.5 ล้านบาท โดยโอนไปยังบัญชีปนัดดา 12.8 ล้านบาท อธิป และนักธุรกิจในจังหวัดเชียงใหม่ รวม 14.3 ล้านบาท เหลือเงินในบัญชีประมาณ 11 ล้านบาท

police-arrest-boom-panadda-husband-over-815-million-donation-fraud-SPACEBAR-Photo07-1.png

พบโอนเงินให้บุ๋ม 243 ล้าน-สามี 99 ล้าน

ผบก.ปอศ. เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบพบการโอนเงินจากบัญชีมูลนิธิไปยังบัญชีปนัดดา 243 ล้านบาท โอนให้อธิป สามี 99 ล้านบาท ชำระค่าบัตรเครดิตของปนัดดา 19 ล้านบาท โอนให้บิดาของปนัดดา 4.6 ล้านบาท ซื้อประกันชีวิต 10 ล้านบาท โดยปนัดดาเป็นผู้รับผลประโยชน์ รวมถึงซื้อกองทุน 24 ล้านบาท และซื้อเครื่องประดับกับกระเป๋าแบรนด์เนมกว่า 2.7 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังพบการโอนเงินให้หนึ่งในคณะกรรมการมูลนิธิอีก 36 ล้านบาท ซึ่งตำรวจจะต้องสืบสวนขยายผลต่อไป

ส่วนกรณีของอธิป เบื้องต้นตำรวจยังไม่พบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน แต่พบพฤติกรรมโยกย้ายถ่ายเททรัพย์สินหรือรับโอนเงิน ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน

สำหรับผลการสอบสวน ปนัดดาให้การปฏิเสธ แต่ยอมรับข้อเท็จจริงว่าเป็นผู้ดำเนินธุรกรรมทางการเงิน และมีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยอ้างว่าเกิดจากความสับสนในการเบิกจ่าย เนื่องจากมีธุรกรรมจำนวนมาก

ขณะที่อธิปให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าการทำธุรกรรมต่าง ๆ เป็นไปตามคำสั่งของปนัดดา อย่างไรก็ตาม จากการสืบสวนพบว่าทั้งสองมีพฤติการณ์อยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา ทั้งในทางพฤตินัยและนิตินัย

police-arrest-boom-panadda-husband-over-815-million-donation-fraud-SPACEBAR-Photo05.png

สงสัยใช้เงินบริจาคสร้างพูลวิลล่า-เงินไหลย้อนกลับเกือบ 50 ล้าน

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวถึงการใช้เงินก่อสร้างพูลวิลล่าในจังหวัดภูเก็ตว่า ผู้ต้องหาอาจอ้างว่าไม่ทราบแหล่งที่มาของเงินที่โอนไป และอ้างว่าอธิปเป็นผู้ดำเนินการจ่ายเงินให้ช่างเอ๋ ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง

อย่างไรก็ตาม ตำรวจพบรูปแบบการโอนเงินที่บ่งชี้ว่าปนัดดารับทราบเรื่องดังกล่าว เนื่องจากการว่าจ้างก่อสร้างที่พักอาศัยต้องมีสัญญาระบุรายละเอียดและการจ่ายค่าจ้าง แต่จากการตรวจสอบพบว่าเงินจากบัญชีมูลนิธิ บัญชีส่วนตัวของปนัดดา และบัญชีรับบริจาค ถูกโอนไปยังช่างเอ๋รวมกว่า 90 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาที่ตกลงกันไว้

นอกจากนี้ เมื่อมีการถอนเงินออกมา ยังพบเงินโอนย้อนกลับไปยังบัญชีของอธิปเกือบ 50 ล้านบาท รวมถึงมีเงินบางส่วนโอนย้อนกลับไปยังบัญชีปนัดดาด้วย

ตำรวจยังพบพฤติการณ์ลักษณะคล้ายกันในการก่อสร้างอาคารมูลนิธิแห่งใหม่ที่คลอง 8 จังหวัดปทุมธานี เพียงแต่เปลี่ยนจากช่างเอ๋เป็นผู้รับเหมารายอื่น โดยพบการโอนเงินเกินกว่าข้อตกลง และมีเงินบางส่วนไหลย้อนกลับมายังกลุ่มผู้ต้องหา

ผบก.ปอศ. ระบุว่า ตำรวจมองว่ารูปแบบดังกล่าวอาจเป็นอีกวิธีหนึ่งในการนำเงินออกจากบัญชีรับบริจาค นอกเหนือจากการโอนเข้าบัญชีส่วนตัว การซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม เครื่องประดับ และการลงทุนในกองทุนต่าง ๆ โดยยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเส้นทางบัญชีทั้งหมด เนื่องจากเป็นข้อมูลในสำนวนสอบสวน

ตำรวจชี้มีหลักฐานธุรกรรม-ข้อความแจ้งเตือนถึงโทรศัพท์

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวถึงกรณีที่ผู้ต้องหาอ้างว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการโอนเงินว่า เป็นสิทธิ์ที่สามารถชี้แจงได้ แต่ตำรวจมีหลักฐานการทำธุรกรรมจำนวนมากถึงหลักร้อยครั้งต่อปี และมีการส่งข้อความ SMS แจ้งเตือนธุรกรรมไปยังโทรศัพท์ของปนัดดาทุกครั้ง

ดังนั้น แม้ผู้ต้องหาจะอ้างว่าไม่ทราบเรื่อง พนักงานสอบสวนต้องรับฟังคำชี้แจง แต่จะเชื่อหรือไม่ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานอื่นประกอบ โดยตำรวจระบุว่าพบหลักฐานการนำเงินบริจาคไปใช้ในกิจกรรมส่วนตัวกว่า 70%

นอกจากนี้ ยังพบว่าตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิ ปนัดดายื่นภาษีต่อกรมสรรพากรเพียง 2 ครั้ง ขณะที่ช่วงปี 2567-2568 เป็นช่วงที่ยอดเงินบริจาคเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยแต่ละปีมีเงินเข้าประมาณ 200-300 ล้านบาท จึงเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบถึงเหตุผลที่ไม่มีการรายงานข้อมูลภาษี

ผบก.ปอศ. ระบุว่า พฤติการณ์ทั้งหมดทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามูลนิธิอาจไม่ได้มีเจตนาดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง แต่มีพฤติการณ์เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน ส่วนการเบิกจ่ายเงินตั้งแต่ปี 2558 สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ แม้จะเป็นการถอนเงินสดผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารก็ตาม โดยผู้ถูกกล่าวหาต้องชี้แจงว่าเงินดังกล่าวนำไปใช้ทำอะไร

ทั้งนี้ ตำรวจประเมินจากการสืบสวนว่า ธุรกรรมตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบันมีจำนวนกว่า 3.2 ล้านครั้ง มูลค่ารวมประมาณ 815 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีเงินที่ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ประมาณ 527 ล้านบาท ส่วนเงินที่นำไปใช้ในกิจการมูลนิธิจริงอาจเหลือประมาณ 280 กว่าล้านบาท

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ ยืนยันตัวเลขเงินที่ถูกนำออกจากบัญชีประมาณ 527 ล้านบาท แต่ระบุว่าต้องให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม โดยตัวเลขทั้งหมดเป็นยอดประมาณการจากการสืบสวนที่ดำเนินการต่อเนื่องมา 4-5 เดือน

police-arrest-boom-panadda-husband-over-815-million-donation-fraud-SPACEBAR-Photo06.png

ยังไม่ชี้ใครเป็น Last Boss-เตรียมขยายผลผู้เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่าใครเป็นผู้บงการใหญ่หรือ Last Boss ในคดีนี้ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ ระบุว่า อยู่ระหว่างตรวจสอบ แต่ไม่ได้แบ่งว่าใครเป็นผู้บงการใหญ่ เนื่องจากทุกคนที่รับเงินต้องถูกตรวจสอบทั้งหมด รวมถึงจะขยายผลไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

ส่วนกรณีการลบโพสต์เปิดรับบริจาค ตำรวจยืนยันว่าได้รวบรวมข้อมูลไว้ทั้งหมดก่อนที่เพจจะหายไป จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการเก็บพยานหลักฐานที่ดำเนินการไว้แล้ว ขณะที่แอดมินเพจก็ถูกเรียกสอบปากคำแล้วเช่นกัน

ผบก.ปอศ. ยืนยันว่า ตำรวจจะให้ความเป็นธรรมในกรณีการเบิกเงินสดและการนำเงินไปใช้ แต่ผู้ถูกกล่าวหาต้องชี้แจงให้ได้ว่าเงินถูกนำไปใช้ในเรื่องใด พร้อมย้ำว่ามีหลักฐานเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมอย่างชัดเจน ไม่ใช่กรณีถอนเงินสดมาเก็บไว้ที่บ้านก่อนแล้วจึงนำไปซื้อภายหลัง ทำให้สามารถตรวจสอบและแยกแยะได้ว่าเงินที่นำไปซื้อทรัพย์สินมาจากแหล่งใด

ตำรวจเตือนตรวจสอบมูลนิธิก่อนบริจาค อย่าปล่อยความผิดปกติผ่านไป

ด้าน พล.ต.ต.สุวัฒน์ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ควรส่งผลกระทบต่อกำลังใจของมูลนิธิที่มีเจตนาทำความดีและช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง โดยยังสามารถดำเนินกิจกรรมต่อไปได้หากมีเจตนาบริสุทธิ์ แต่ผู้ที่คิดจัดตั้งมูลนิธิเพื่อหลอกลวงประชาชนไม่ควรนำความศรัทธาของประชาชนมาเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์ เพราะไม่ว่าจะทำอะไรไว้ สักวันความจริงย่อมปรากฏ

พร้อมฝากเตือนประชาชนที่ต้องการบริจาคเงินให้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือและการดำเนินงานของมูลนิธิให้แน่ใจ ไม่ควรหมดความเชื่อมั่นหรือหยุดบริจาคเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ ยังฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลมูลนิธิ ทั้งนายทะเบียน กรมสรรพากร ธนาคาร และหน่วยงานอื่น ๆ หากพบความผิดปกติควรส่งข้อมูลให้ตำรวจตรวจสอบ รวมถึงประชาชนที่อยู่ใกล้ชิดมูลนิธิและพบเห็นพฤติกรรมผิดปกติ ควรให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ ไม่ควรปล่อยผ่านเพียงเพราะมูลนิธินั้นมีชื่อเสียง

พล.ต.ต.สุวัฒน์ ย้ำว่า การทำความดีเป็นสิ่งที่ดีและไม่ควรทำให้ผู้มีเจตนาบริสุทธิ์เสียกำลังใจ แต่หากใครมีเจตนาไม่ดีจะต้องถูกดำเนินการอย่างเฉียบขาด พร้อมยืนยันว่า บช.ก. จะทำงานอย่างมืออาชีพ เป็นกลาง และเคียงข้างประชาชน

บุ๋มไม่ยื่นประกันตัว-ศาลไม่ให้ประกันสามี ส่งเข้าเรือนจำทั้งคู่

ต่อมา ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ภายหลังพนักงานสอบสวน บก.ปอศ. นำตัวปนัดดาและอธิปไปยื่นคำร้องฝากขังในคดีร่วมกันสมคบเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ปรากฏว่ามีเพียงอธิปที่ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว

ขณะที่ปนัดดาไม่ประสงค์ยื่นขอปล่อยชั่วคราวในชั้นนี้ ศาลจึงออกหมายขังเพื่อนำตัวไปควบคุมที่ทัณฑสถานหญิงกลาง

ส่วนคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของอธิป ศาลพิเคราะห์แล้วมีคำสั่งยกคำร้อง พร้อมออกหมายขังให้นำตัวไปควบคุมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครต่อไป ส่งผลให้ผู้ต้องหาทั้งสองถูกควบคุมตัวระหว่างดำเนินคดี

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์