ปิยรัฐ จงเทพ หรือ ‘โตโต้’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังได้รับการประกันตัว ด้วยวงเงิน 3 แสนบาท จากกรณี “ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ จำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา คดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ” ว่า “ผู้พิพากษาในชั้นศาลอุทธรณ์ที่มาอ่านคำพิพากษานั้น เป็นผู้พิพากษาเวรรักษาการ ทำหน้าที่อ่านคำพิพากษาอย่างเดียว ไม่ใช่ผู้พิพากษาเจ้าของคดี ทำให้มีการอ่านเฉพาะสรุปคำพิพากษาเท่านั้น”
ปิยรัฐ กล่าวว่า “ภาพรวมของศาลไม่ได้มีท่าทีอะไรเป็นพิเศษ ท่านอ่านย่อ ๆ เพราะว่าท่านไม่ต้องการอ่านรายละเอียด ศาลอ่านย่อ 3 บรรทัดสุดท้าย ได้ใจความว่า การที่โจทก์นำพยานสืบในชั้นศาลชั้นต้น มีน้ำหนักและเพียงพอแล้ว สำหรับให้ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยเป็นผู้กระทำผิดด้วยตัวเอง ตนก็แปลกใจเหมือนกันว่า ศาลอุทธรณ์ไม่ได้มองในมุมที่ว่าตนไม่มีโอกาสได้ให้การเลยในชั้นสืบพยาน เพราะศาลชั้นต้นมองว่า พยานไม่มีน้ำหนัก และฟังไม่ขึ้น เลยไม่ให้เสียเวลาในการสืบพยานต่อ จึงตัดพยานจำเลยออกไป”
ก็เลยงงว่าปกติแล้ว ถ้าศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาลักษณะแบบนี้ ท่านต้องให้คำสั่งลงมาให้ศาลชั้นต้นกลับไปสืบพยานจำเลยอีกรอบหนึ่ง เพื่อรับฟังความทั้ง 2 ฝ่ายให้สิ้นกระแสความสงสัย ก็ไม่ทราบเพราะเหตุอะไร ศาลจึงกล้าตัดสินแบบนี้ ถือว่าเป็นคดีสำคัญ เพราะเป็นอนาคตทางการเมืองของผม จึงไม่รู้ว่าเหตุผลจริง ๆ ที่ลงรายละเอียดเป็นอย่างไร ปัจจุบันทำเรื่องคัดถ่ายสำเนาคำพิพากษาอยู่ เพื่อดูรายละเอียด
เมื่อถามว่า เจตนาของเราจริง ๆ ไม่ได้มีเจตนาตามข้อกล่าวหาใช่หรือไม่ หรือเมื่อเวลาดังกล่าวโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กลักษณะไหน พอจำได้หรือไม่ ปิยรัฐ กล่าวว่า “ยืนยันและสู้แบบนี้ต่อศาลว่า ผมไม่ได้อยู่ ไม่ได้ทำ ไม่ได้ปฏิบัติการนี้ แต่ที่ศาลอาญา (ชั้นต้น) ยกฟ้องผม เพราะเชื่อว่าผมไม่ได้ทำ แต่เฟซบุ๊กแฟนเพจ WeVo มีแอดมิน 5 คน ศาลชั้นต้นชี้ว่า เรื่องนี้พิสูจน์ไม่ได้ว่าผมโพสต์ เพราะไม่ได้เป็น 1 ใน 5 แอดมินดูแลเพจดังกล่าว ขณะเดียวกันตอนผมติดคุกอยู่ เพจพวกนี้ก็ยังโพสต์ได้ นั่นทำให้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าตนโพสต์”
พร้อมขยายความว่า “แต่อันนี้คือโจทก์เห็นรถผมกับรถแม่ที่ จ.กาฬสินธุ์ วิ่งผ่านจุดเกิดเหตุเท่านั้นเอง นี่คือหลักฐานที่มี คือหลักฐานแค่นี้ แล้วโจทก์ไม่สามารถตอบได้ว่า ผมอยู่ไหนในวันนั้น แล้วขับผ่านเพราะผมขับ หรือใครขับ ผมก็เลยบอกว่า วันนั้นอยู่ไหน รถ 2 คันนี้ใครขับ ไปดูว่าผมมีรถทั้งหมดกี่คัน เป็นประเด็นใช่หรือไม่”
ผมมีรถตั้ง 7 คัน อยู่ กทม. 5 คัน อยู่กาฬสินธุ์ 2 คัน ไม่แปลกที่จะวิ่งในกาฬสินธุ์ แล้วถ้าคุณลองดูการเคลื่อนไหวช่วงที่ผ่านมา ปี 2563-2564 ที่มันคุกรุ่น สมาชิก WeVo ทั่วประเทศมีกี่คน แล้วผมสั่งห้าม หรือใครทำอะไร จะรู้เหรอ นี่คือสิ่งที่กำลังต่อสู้
เมื่อถามย้ำว่า หมายถึงไม่ได้กระทำการตามข้อกล่าวหา แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนโพสต์ในเพจดังกล่าวใช่หรือไม่ ปิยรัฐ กล่าวว่า “ใช่ ยืนยันตามศาลชั้นต้น ย้อนคำพิพากษาดูได้เลย ศาลบอกว่าจะลงโทษผมไม่ได้ เพราะโจทก์เองให้การต่อศาลว่า เพจ WeVo เป็นเพจสาธารณะ มีแอดมิน 5 คน ก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร”
ผมก็แปลกใจว่า ทำไมการอุทธรณ์มีหลักฐานแค่นี้ จึงกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพราะเป็นเรื่องใหญ่มาก
เมื่อถามย้ำว่า ไม่ชัดว่าศาลใช้เหตุผลอะไรในการกลับคำพิพากษา จะสื่อสารอย่างไร จะต่อสู้อย่างไรในชั้นฎีกา ปิยรัฐ กล่าวว่า “ถามว่าชัดหรือไม่กับคำแย้งของศาลอุทธรณ์ ผมคิดว่าชัดแล้วในเชิงหลักการ คือศาลอุทธรณ์วางหลักว่า เท่านี้ฟังขึ้นแล้ว หลักฐานแค่นี้ฟังขึ้นแล้ว นี่คือหลักการศาลอุทธรณ์ เมื่อบอกว่าหลักฐานฟังขึ้นแล้ว ไม่ใช่ตามที่ศาลชั้นต้นว่า ในชั้นฎีกาจึงต้องสู้ในหลักการว่า เมื่อศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ไม่ได้เป็นผู้นั่งสืบพยาน ไม่ได้เห็นบรรยากาศ ไม่ได้เห็นแววตา ไม่ได้เห็นสิ่งที่ศาลชั้นต้นเห็น ควรให้โอกาสจำเลย”
ขอให้มีการสั่งสืบพยานใหม่ โดยเฉพาะฝั่งจำเลย เพราะจำเลยไม่มีโอกาสได้สืบพยานเลยแม้แต่นัดเดียว โดยผมจะนำพยานหลักฐานไปนำสืบว่า วันนั้นอยู่ที่ไหน ไปทำอะไรอยู่ ไปแสดงต่อศาล
ส่วนคดีนี้คาดว่าใช้เวลาอีกนานแค่ไหน ปิยรัฐ กล่าวว่า “คิดว่าน่าจะประมาณ 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง หรือถ้าหากมีการยื้อเกิดขึ้น คาดว่าไม่น่าเกิน 2 ปี”
เมื่อถามถึงกรณี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชน ระบุว่าคำพิพากษาคดีนี้มีปัญหาในหลายจุด อยากให้ยืนยันหลักการการแสดงความเห็นทางการเมืองในมุมที่อยากสื่อสารกับสังคม โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับมาตรา 112
ปิยรัฐ กล่าวว่า “จะนำชี้แจงในเฟซบุ๊กใน 1-2 วันนี้ แต่อธิบายสั้น ๆ แบบนี้ว่า หลักการของผมคือ ต่อสู้คดีมาด้วยความเผชิญหน้าโดยไม่ได้หลบลี้หนีหายไปไหน และผมน่าจะเป็นคนแทบจะไม่ขอศาลเลื่อนเลย แม้ว่าวันนี้มีการลงมติกฎหมายที่สภาฯ ผมก็ไม่อ้างเลื่อนต่อศาล สู้มาโดยตลอด คิดว่าสู้ในหลักการ สู้แบบหัวชนฝา มุทะลุ เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมโดยตลอด จึงตัดสินใจสู้แบบนี้ ตลอด 3 คดีมาตรา 112 ที่ผ่านมาในศาลชั้นต้นยกฟ้องทั้ง 3 คดี จึงเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมพึ่งพาได้”
“แต่วันนี้เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามาแบบนี้ จึงเริ่มตั้งคำถามแล้วว่า คดีอาญาที่ร่ำเรียนมาตลอด การจำคุกจำเลยสักคดีหนึ่ง หลักฐานต้องหนักแน่นปานขุนเขา ถึงจะเอาคนติดคุกได้ หากยังสงสัยในพยานหลักฐานอยู่ ต้องยกประโยชน์ให้จำเลยทั้งหมด ศาลชั้นต้นวางหลักมาถูกต้อง ตนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมถึงสู้ แต่ถ้าอุทธรณ์บอกเท่านี้ฟังได้แล้ว จบพอ จำเลยไม่ต้องสืบพยานอีก”
คิดว่าแบบนี้ความศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมมีปัญหา เป็นการรับน้องในฐานะ กมธ.กิจการศาลฯ เป็นอย่างถึงที่สุดแล้ว จึงมีโอกาสได้ศึกษาดูงาน พลิกโผแบบนี้ ผมยังไม่เชื่อเลย จริง ๆ จะได้ประกันตั้งแต่ 11.00 น. แล้ว จึงต้องหาเงินประกันอยู่ เพราะไม่คิดว่าศาลจะกลับคำพิพากษาได้จำคุก ทำให้กว่าจะได้ประกัน




