วรรณษา อรุณฉาย ผู้ประกอบการขนส่งสัตว์น้ำจากองค์การสะพานปลาไปยังห้องเย็นในพื้นที่ภาคใต้ เปิดเผยว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันล่าสุดลิตรละ 6 บาท ส่งผลให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นทันที โดยรถกระบะที่บรรทุกปลาได้ประมาณ 2,000 กิโลกรัม จากเดิมมีค่าใช้จ่ายเที่ยวละประมาณ 7,000 บาท เพิ่มเป็น 8,000 บาท ขณะที่รถบรรทุก 6 ล้อ จากเดิม 14,000 บาท เพิ่มเป็น 16,000 บาท



ทั้งนี้ การลงทุนต่อเที่ยวเฉลี่ยอยู่ที่ราว 100,000 บาท แต่มีกำไรสุทธิเหลือเพียง 1,000–2,000 บาทเท่านั้น อีกทั้งยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากความเสียหายของสินค้า และภาระค่าแรงพนักงานที่ยังคงต้องจ่ายต่อเนื่อง


วรรณษา กล่าวเพิ่มเติมว่า ค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 1,000 บาทต่อเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งไปยังจังหวัดปลายทาง เช่น หาดใหญ่ ระนอง และปัตตานี ขณะที่ราคาสัตว์น้ำไม่สามารถปรับขึ้นตามต้นทุนได้ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้อง “ประคองตัว” เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ แต่ยอมรับว่าสถานการณ์ครั้งนี้ค่อนข้างหนัก และยังไม่สามารถประเมินได้ว่าราคาน้ำมันจะปรับเพิ่มขึ้นอีกมากเพียงใด



ด้าน ธณวรรณ ไทรทอง ผู้ประกอบการแพปลาภายในท่าเรือองค์การสะพานปลาภูเก็ต กล่าวว่า ภาคประมงได้รับผลกระทบจากทั้งราคาน้ำมันเขียวสำหรับเรือประมง และน้ำมันดีเซลสำหรับรถขนส่ง โดยน้ำมันเขียวปรับเพิ่มจากลิตรละประมาณ 20 บาท เป็น 32 บาท และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่น้ำมันดีเซลจากเดิมประมาณ 31 บาท ปรับเพิ่มเกือบแตะ 40 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ขณะเดียวกัน ปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้กลับลดลง และไม่สามารถปรับราคาขายได้ตามต้นทุน ทำให้รายได้ไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น


ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเรือประมงที่ยังคงออกทำการประมง ส่วนใหญ่ยังใช้น้ำมันสำรองจากรอบก่อนหน้า แต่ในรอบจัดสรรถัดไปยังไม่สามารถประเมินได้ว่าราคาจะเพิ่มขึ้นอีกเพียงใด หรือจะมีปริมาณเพียงพอหรือไม่

ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีความเป็นไปได้ที่เรือประมงบางส่วนอาจต้องหยุดออกเรือ เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ ขณะที่มีรายงานว่าแพปลาบางแห่งในพื้นที่ได้หยุดดำเนินกิจการแล้ว
ผู้ประกอบการจึงเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งพิจารณามาตรการช่วยเหลือด้านราคาน้ำมัน เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น และรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลในระยะยาว







